ไม่นานมานี้คุณหมอท่านหนึ่งแวะมาปรึกษาเรื่องผู้ป่วยของท่านว่ามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมากแค่ไหนค่ะ ผู้ป่วยของคุณหมอเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ถูกอดีตแฟนเอาภาพหลุดไปแบล็กเมลเพื่อรีดไถเงิน เธอกลัวว่าพ่อแม่จะรู้จึงยอมให้เงินมาตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมาแต่อยู่มาวันหนึ่งเธอรู้ว่าอดีตแฟนเอาภาพนี้ไปให้เพื่อนคนอื่นดู เธอเครียดมากและกินยาเกินขนาดไปหลายครั้ง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวว่าทุกคนจะตำหนิ ยอมเล่าให้หมอที่ดูแลฟังคนเดียวแต่หมอก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เธอเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร้องไห้คนเดียว แต่ถ้าทำกิจกรรมอื่นที่ทำให้ลืมเรื่องนี้ก็จะไม่มีอาการเหล่านี้เลยค่ะ อาการที่เหมือนโรคซึมเศร้าจะเป็นเวลาที่อยู่คนเดียวแล้วคิดถึงเรื่องนี้และเวลาที่มีคนมาพูดสะกิดใจให้นึกถึงเท่านั้น
“คนนี้น่าจะเสี่ยงกินยาฆ่าตัวตายซ้ำไหมคะ”
“ประเด็นแรกนะคะคุณหมอ เขาอาจจะไม่ได้กินยาเกินขนาดเพราะฆ่าตัวตายแต่เพราะเครียดจนหาทางออกไม่ได้เลยใช้วิธีนี้เพื่อหนีปัญหา เราก็รู้ว่ากินยาเกินขนาดไม่ได้ช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไขแต่คนไข้ไม่รู้และจะใช้วิธีนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยจินตนาการไปว่าถ้ากินยาเยอะๆ ก็จะตื่นมาแล้วพบว่าทุกอย่างเป็นแค่ฝันร้าย ประเด็นที่สองคือในเมื่อเรารู้ว่าการกินยาเกินขนาดไม่แก้ปัญหาแต่การแจ้งตำรวจคือการแก้ปัญหา ทำไมไม่ไปแจ้งตำรวจล่ะคะ”
บางทีคุณหมอทั้งหลายก็มุ่งมั่นกับการอยากช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วยอย่างเต็มกำลังแต่ลืมไปว่าบางเรื่องแก้ไขไม่ได้ด้วยการแพทย์ค่ะ กฎหมายบ้านเมืองช่วยได้มากกว่าเยอะ
เป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะแยกว่าความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ อยากตาย เป็นอาการของโรคซึมเศร้าหรือเป็นแค่ความเศร้าตามปกติที่ใครเจอแบบนี้ก็ต้องเศร้า ถ้าเป็นโรคซึมเศร้าก็ต้องรักษาด้วยยาในระหว่างที่ความเศร้าปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาค่ะ “คิริยามะ เรย์” หนุ่มน้อยจากอนิเมชั่นที่กำลังจะจบซีซั่นฤดูใบไม้ร่วง “March Comes in like a Lion” เป็นตัวอย่างที่ดีของความเศร้าที่ไม่ใช่โรคค่ะ
คิริยามะ เรย์ เป็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายอัจฉริยะด้านหมากรุกญี่ปุ่น เขาเสียพ่อและแม่จากอุบัติเหตุในตอนเด็กแต่ไม่มีญาติคนไหนอยากรับดูแล เรย์จึงไปอยู่กับเพื่อนพ่อซึ่งเป็นนักหมากรุกอาชีพ แม้ว่าเขาจะพัฒนาตัวเองขึ้นจนเป็นนักหมากรุกอาชีพและเอาชนะพ่อบุญธรรมได้แล้วแต่เรย์ยังรู้สึกเศร้าอย่างลึกล้ำและรู้สึกโดดเดี่ยวทุกครั้งที่มองชีวิต เขาแทบไม่กินอาหารจนผอมลงมาก อาศัยอยู่ในห้องเช่าที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยแม้แต่เตียงนอน ไม่ไปโรงเรียน แต่ละวันแค่ฝึกเดินหมาก กินพอให้ชีวิตรอด แล้วก็นอน มองดูเผินๆ เหมือนเป็นโรคซึมเศร้าแต่เรย์บอกเราในตอนที่ 10 เมื่อเขาแข่งชนะคู่แข่งที่ไม่ได้ฝึกซ้อมและบันดาลโทสะใส่เขาหลังแข่งจบว่าหมากรุกคือทุกอย่างในชีวิตเขาจึงพยายามซ้อมอย่างเต็มที่ คนที่ไม่ยอมฝึกซ้อมแล้วพาลใส่คนอื่นเมื่อแพ้ต่างหากที่สมควรจะตายไป ความคิดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้เรย์จะยังเศร้าไม่หายจากอดีตที่ขมขื่นแต่เขามีพลังชีวิตมากพอที่จะสลัดตัวเองให้พ้นจากโรคซึมเศร้าได้ค่ะ
มีศัพท์ 2 คำของอาการเศร้าคือคล้ายกันคือ situational depression (adjustment disorder with depressed mood หรือความเศร้าระยะสั้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต) กับ clinical depression (major depression หรือโรคซึมเศร้า) อย่างแรกเกิดตามหลังเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจ เช่น หย่าร้าง ตกงาน การเสียชีวิตของคนใกล้ชิด ประสบอุบัติเหตุรุนแรง หรือกระทั่งเกษียณอายุ หลังเหตุการณ์ไม่เกิน 90 วันอาจเกิดอาการ เช่น ห่อเหี่ยววุ่นวายใจ รู้สึกเศร้าและสิ้นหวัง นอนไม่หลับ ร้องไห้บ่อยๆ วิตกกังวล เสียสมาธิ แยกตัวจากคนรอบข้างหรือไม่ทำกิจกรรมที่เคยทำตามปกติ บางคนอาจมีความคิดฆ่าตัวตายได้ ในระหว่างที่ clinical depression ดูคล้ายคลึงกันมากแต่ความที่เป็น “โรค” จึงมีความหนักและอธิบายได้จากสารในสมองที่ผิดปกติไป อาการอาจจะตามหลังเหตุการณ์แบบ situational depression ก็ได้แต่มักจะเป็นกับทุกๆ บริบทในชีวิตไม่เฉพาะเวลาที่คิดถึงเหตุการณ์เท่านั้น นอกจากนั้นยังต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของคุณหมอช่วยแยกแยะให้ค่ะ หลายท่านอ่านในอินเตอร์เน็ตแล้ววินิจฉัยตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า พอมาหาหมอก็ดึงดันจะรักษาซึมเศร้าให้ได้ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นค่ะ
Situational depression จัดเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคนเราในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจ ดังนั้นเมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข ปัญหานั้นผ่านไปตามเวลาหรือบุคคลนั้นสามารถรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น อาการก็จะดีขึ้นเอง ถ้าอาการไม่มากนักสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับเพียงพอ คุยกับคนที่รัก เข้าร่วมกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าได้รับการดูแล และทำงานอดิเรกที่ช่วยให้สบายใจ แต่ถ้าอาการรุนแรงขึ้นอาจต้องพบแพทย์และได้รับยาบ้างถ้าจำเป็น
ปัญหาของคุณสุภาพสตรีท่านนั้นอาจจะไม่ได้จบเพียงแค่แจ้งตำรวจ เธอยังต้องอธิบายให้คนในครอบครัวฟัง กลับไปเรียนหนังสือและใช้ชีวิตประจำวันให้ได้เหมือนปกติ บางครั้งปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของ “เวลา” ค่ะ แก้ไปทีละอย่างก็ได้แต่วัยรุ่นใจร้อนนะคะ อยากแก้ไขทุกปัญหาในครั้งเดียวก็เลยลงเอยที่กินยาเกินขนาดซึ่งเธอจินตนาการว่าจะทำให้คนที่แบล๊กเมล์เลิกยุ่งกับเธอ คนรอบข้างให้อภัยและตื่นมาตอนเช้าพบว่าชีวิตกลับสู่ปกติ น่าเสียดายที่เป็นแค่จินตนาการเท่านั้นเพราะการกินยาเกินขนาดไม่ได้ช่วยเรื่องเหล่านี้เลยและก่ออันตรายกับตัวเธอด้วยค่ะ
เราต้องเห็นใจเธอนะคะ ถ้าเธอรู้ว่ามีทางอื่นที่ดีกว่ากินยาเกินขนาดเธอก็จะไม่ทำแบบนี้แน่นอนแต่เธอไม่รู้เพราะ situational depression ทำให้เธอคิดอ่านอะไรไม่ออกเลย คนรอบข้างจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ค่ะ

