“ฮิปโป เครติส” บิดาการแพทย์สมัยใหม่ชาวกรีกบอกไว้เมื่อประมาณ 2,300 ปีก่อนว่าสุขภาพหมายถึงการสร้างความสมดุลให้ชีวิต เขาไม่ได้เน้นการรักษา แต่เน้นการสร้างสุขภาพ
ที่ไปเหมือนกับแนวคิดของปรัชญาตะวันออกที่เน้นเรื่องความสมดุล ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ กับคนที่มีชีวิตอยู่รอบตัว กับคนล่วงลับไปแล้ว หรือกับจักรวาลโดยรวม
เพราะคนทุกวันนี้หันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น หลายคนหมดเงินไปกับการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ขณะที่อีกหลายคนก็มองเห็นช่องว่างทางการตลาด
จนหันไปจับธุรกิจเกี่ยวกับฟิตเนส หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ด้วยเม็ดเงินการลงทุนมหาศาล จนดูเหมือนว่าร่างกายของมนุษย์จะสมบูรณ์ หรือไม่สมบูรณ์ แข็งแรง หรืออ่อนแอ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น
มีนักธุรกิจคนหนึ่งเคยบอกว่าถ้าอยากให้ร่างกายของตัวเองแข็งแรง ก็อย่าไปกินอะไรที่ไม่เห็นว่าไม่มีประโยชน์ หรือไปดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ สูบบุหรี่
ซึ่งฟังแล้วก็เข้าใจ
แต่ในความเป็นจริงของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ต้องหาเช้ากินค่ำจะทำอย่างนั้นได้ครบถ้วนกระนั้นหรือ ดีที่สุดคงเลี่ยงได้บางอย่าง
ที่สำคัญ มนุษย์ทั่วไปมักโทษอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเองจากสิ่งแวดล้อมรอบกาย โดยไม่เคยโทษตัวเองเลย
จนกระทั่งถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้ ก็ยังโทษหมอว่าไม่สามารถช่วยชีวิตตนเองได้ เหตุนี้เอง จึงทำให้หลายคนมองว่าการแพทย์สมัยใหม่ทำดีที่สุดคือแค่รักษากาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่รักษาใจ
ตรงนี้จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนไข้หลายคนเบนเข็มไปหาหมอทางเลือก หันไปหาหมอที่เข้าใจว่ามนุษย์นั้นเกิดมาเพื่ออะไร
และทำอะไรได้บ้าง
ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลารามเคยบอกว่า… ตายก่อนตาย เพื่อจะไม่มีวันตาย อันหมายความว่าถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเราจะตาย เราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าความตายเป็นอย่างไร
เพราะมนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้นสังสารวัฏด้วยกันทั้งสิ้น
เพียงแต่ก่อนที่จะตาย เคยรู้ตัวเองไหมว่าทำไมเราถึงต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ทำไมเราถึงต้องเป็นโรคนั้น โรคนี้ นั่นเพราะชีวิตที่ผ่านมา คุณเป็นผู้นำพาโรคร้ายเข้ามาใส่ในร่างกายของตัวเองทั้งสิ้น
ซึ่งเหมือนกับ “ไมเคิล คีตัน” พระเอกของภาพยนตร์เรื่อง “My Life” ที่คิดอยู่เสมอว่าที่ตัวเองเป็นมะเร็งเพราะพ่อแม่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้
ดังนั้น ก่อนที่เขาจะตาย เขาจึงพยายามอย่างมากที่จะบันทึกเรื่องราวของตัวเองไว้เป็นวิดีโอ เพื่อให้ลูกที่กำลังจะเกิดขึ้นมาได้รู้ว่าพ่อของเขาเป็นคนเช่นไร
คล้ายกับชีวิตหนึ่งกำลังดับสูญ แต่อีกชีวิตหนึ่งกำลังอุบัติขึ้นมา
“ไมเคิล คีตัน”พระเอกของเรื่องนี้ถ่ายทอดย้อนหลังไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขากับพ่อแม่ต้องทะเลาะกัน เพราะพ่อแม่บอกว่าจะมีคณะกายกรรมละครสัตว์มาแสดงที่บ้าน
เขาจึงไปชวนครู และเพื่อนๆ ให้มาดู แต่เมื่อมาถึงบ้าน ทุกอย่างกลับว่างเปล่า เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตัวละครหลักจึงถูกครู และเพื่อนๆ ต่อว่า จนทำให้อับอายเป็นที่สุด
ตรงนี้จึงกลายเป็นปมขัดแย้ง ที่แม้ “พ่อ” จะอธิบายกับลูกให้เข้าใจถึงเหตุ และผลที่คณะกายกรรมละครสัตว์ไม่สามารถมาแสดงที่บ้านได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ตราบาปที่อยู่ในใจหายไปได้
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ตัวละครหลักที่แสดงโดย “ไมเคิล คีตัน” ยังหนีออกจากบ้านไปหลายปี กระทั่งไปพบรักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งแสดงโดย “นิโคล คิดแมน” เมื่อเขาแต่งงานกันแล้ว จึงมีโอกาสกลับบ้านอีกครั้ง เพื่อมาร่วมงานแต่งของน้องชาย
แทนที่ทุกอย่างจะดีขึ้น เขากลับทะเลาะกับพ่อแม่อีกครั้ง เนื่องจากตราบาปที่ถูกสร้างขึ้นครั้งนั้นไม่สามรถลบหายไปจากความทรงจำในวัยเด็กได้ แต่สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่กลับไม่คิดเช่นนั้น กลับคิดว่าลูกยังไงก็ยังเป็นลูกอยู่วันยังค่ำ
แม้วันนี้ลูกจะเจ็บป่วยใกล้ตายก็ตาม ดังนั้น ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พ่อของเขาจึงคิดว่าที่ผ่านมาแม้ลูกจะเข้าใจพ่อกับแม่ผิดมาตลอด แต่เมื่อถึงวันนี้ ก็ยังไม่สายที่จะทำอะไรเพื่อลูกบ้าง
“พ่อ”เขาใช้คำพูดว่า… Better late than never หรือ “สายยังดีกว่าไม่ทำเลย”
ขณะเดียวกัน ลูกก็เริ่มเข้าใจพ่อแม่มากขึ้น ดังนั้น เมื่อวันหนึ่งเขาเกิดความสำนึก และโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่เพื่อขอโทษ เขาก็ได้รับคำขอโทษพร้อมๆ กับเสียงร้องไห้ระงมมาตามสาย
Better late than never หรือสายยังดีกว่าไม่ทำเลย จึงทำให้พ่อไปพาคณะกายกรรมละครสัตว์มาแสดงให้เขาดูที่บ้าน แน่นอนสิ่งที่เป็นตราบาปถูกลบทิ้งไปในทันที
ขณะเดียวกัน ความรักความเข้าใจก็กลับคืนมาอีกครั้ง จนทำให้เขาเกิดความคิดที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ อย่างน้อยก็เพื่อลูกที่กำลังจะเกิดขึ้นมา
เหตุนี้เอง ตัวละครหลักจึงพยายามหาหมอเพื่อเยียวยาร่างกาย จนค้นพบว่าการแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถทำให้เขาหายเจ็บป่วยทางใจได้ เขาจึงไปหาหมอจีน ด้วยหวังเพียงว่าหมอจีนคงทำให้เขามีสภาพจิตใจดีขึ้นบ้าง
และมีอยู่คำพูดหนึ่งที่หมอจีนพูดกับ “ไมเคิล คีตัน” ว่า… ผมไม่ได้บอกให้คุณไปหาพ่อแม่ แต่ผมต้องการให้คุณไปหาหัวใจของคุณ
“หัวใจของคุณที่หล่นหายไปนานแสนนาน”
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าภาพยนตร์เรื่อง “My Life” แม้ภาพหนึ่งจะถูกถ่ายทอดในเรื่องของความขัดแย้งภายในครอบครัว แต่อีกภาพหนึ่งก็ถูกถ่ายทอดให้เห็นการตามหาตัวตนของตัวเองด้วย
ภาพยนตร์เรื่อง “My Life” ในบางมุมคล้ายกับภาพยนตร์โฆษณาของไทยประกันชีวิตเรื่อง “My Son” ที่พ่อกับลูกขัดแย้งกันในเรื่องของความชอบ
พ่ออยากให้ลูกเรียนหนังสือ และเป็นเหมือนอย่างพ่อ ขณะที่ลูกชอบเล่นดนตรี และมีความฝันที่อยากจะเป็นศิลปิน ที่สุดเขาทั้งคู่จึงขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เพราะพ่อรับปากแม่ก่อนตายว่าจะเลี้ยงลูกคนนี้ให้ดีที่สุด แต่เมื่อลูกเลือกทางเดินอย่างนี้จึงทำให้พ่อหัวเสีย และไม่พอใจอย่างมาก
แต่ในความเป็นพ่อลูกกัน ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด ดังนั้น เมื่อลูกทิ้งบัตรคอนเสิร์ตไว้ เสมือนเป็นการสื่อให้พ่อทราบว่าอยากให้ไปพ่อไปดูนะ เขาจึงรีบขับรถเพื่อไปให้ทันดูคอนเสิร์ตลูกชาย
แต่สุดท้ายประสบอุบัติเหตุขับรถชนเสียชีวิต
ภาพยนตร์เรื่อง “My Life” และภาพยนตร์โฆษณาชุด “My Son” แม้จะแตกต่างในเรื่องของธีมใหญ่ แต่ในรายละเอียดมีความคล้ายกันคือต้องการสะท้อนเรื่องการสื่อสาร
ยิ่งเฉพาะการสื่อสารระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย เพราะธรรมชาติของพ่อ และธรรมชาติของลูกชาย มักจะมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสาร รักกันแต่ไม่ทำให้เห็นว่ารัก เป็นห่วงกัน แต่ไม่แสดงออกว่าเป็นห่วง
ดังนั้น เมื่อเกิดช่องว่างขึ้น ความรักของคนทั้งสองจึงถ่างออกจากกันทันที ที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับแม่ หรือคนรอบข้างแล้วว่าจะอธิบายเรื่องนี้ไม่ให้ถ่างออกจากกันอย่างไร
เพราะอย่างที่บอก ความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจ ถูกแก้ไขได้ด้วยความสมดุล
ซึ่งเหมือนกับความสมดุลของภาพยนตร์เรื่อง “My Life” ที่ท้ายที่สุดก็ทำให้ลูกของ “ไมเคิล คีตัน” เห็นว่าในอดีตพ่อของเขาเป็นเช่นใด
ดังนั้น เมื่อเติบโตขึ้น จงอย่าทำในสิ่งที่ “พ่อ” ของเขา กระทำเหมือนอย่างในอดีตอีก
เพราะอดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ครั้งนี้จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างสมดุล
แล้วคุณจะพบกับความสุขอย่างแท้จริง ?

