เปิดเรื่องจริง ‘3ปีบางกลอยคืนถิ่น’ ทำไมยังไม่ได้กลับบ้าน?

พิธีนำร่าง ‘ปู่คออี้’ ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน ของชาวบางกลอย กลับสู่ใจแผ่นดิน (ภาพ : Yostorn Triyos)

‘ที่ดิน ป่าไม้ การจัดการทรัพยากร กลุ่มชาติพันธุ์’ คือส่วนหนึ่งของปัญหาในหลายมิติ ที่แทรกอยู่ในกรณีตัวอย่าง

3 ปีที่ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้ในนาม “บางกลอยคืนถิ่น” ไม่ใช่แค่จำนวนนับของช่วงเวลา แต่คือสัญลักษณ์ยืนหยัดพิชิต ‘สิทธิใน

ประกาศเจตนารมณ์ “3 ปี บางกลอยคืนถิ่น ยืนหยัดกลับสู่ผืนดินบรรพบุรุษ” เมื่อ 22 ส.ค.

การมีตัวตน’ ของชนเผ่าพื้นเมือง เพราะถูกรัฐเบียดขับพ้นบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน บ้านที่หล่อเลี้ยงเลือดเนื้อชาวกะเหรี่ยงปกากะญอ ภูมิปัญญา ‘อยู่ร่วมกับป่า’ ที่ถูกถ่ายทอด กลับถูกตีไข่ ใส่สีวิถีการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน แจกจ่ายข้อกล่าวหาทำลายต้นน้ำแก่งกระจาน ยัดคดีเพื่อขัดขวางเส้นทางกลับบ้าน ตีโป่งวาทกรรมกล่าวอ้าง ‘ประเทศไทยไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง’ คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสวนทางกับสัญญาที่เซ็นไว้

“เรายืนยันว่าเราจะสู้ต่อไป เพื่อเดินหน้าสู่การกลับถิ่นฐานดั้งเดิมที่บรรพบุรุษเราได้ก่อสร้างไว้ ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ทำกิน พื้นที่จิตวิญญาณของพวกเราชาวปกากะญอ และจะต่อสู้เพื่อคืนความเป็นธรรมต่อทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อชนพื้นเมืองทั่วประเทศไทยเช่นกัน” กลุ่มบางกลอยคืนถิ่นประสานเสียงประกาศเจตนารมณ์

Advertisement
(คนที่ 2 จากซ้าย) พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร, พชร คำชำนาญ, ส.รัตนมณี พลกล้า และอภินันท์ ธรรมเสนา

เมื่อไม่นานมานี้ ภาคี Save บางกลอย ร่วมกับบางกลอยคืนถิ่น, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), The Active, แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ Diakonia ล้อมวงถกความคืบหน้า “3 ปี บางกลอยคืนถิ่น ถึงไหน ทำไมยังไม่ได้กลับบ้าน?” สื่อสารมวลความรู้สึกผ่านนิทรรศการ ภาพการต่อสู้เรียงรายเบื้องหน้าทางเข้าห้องประชุมชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลิ่งชัน ชาวบางกลอย นักเคลื่อนไหว ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ไปจนถึง ส.ส.สัดส่วนชาติพันธุ์ จับไมค์ให้มุมมองการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน

ดีลลับที่ไม่อยากรับ
‘ป่าเสื่อมโทรม’ แลกที่ดินดั้งเดิม

“คนกะเหรี่ยงถ้าไม่เจ็บมากเขาก็จะไม่พูด เรารู้สึกว่าเราอยู่ที่ข้างล่างไม่ได้ อยู่ไม่ไหวแล้ว ด้วยสถานการณ์ต่างๆ หรือปัญหาคุณภาพชีวิต ในช่วงปี 2564 ก็คิดว่าเราควรจะกลับไปได้ เพราะมันเป็นบ้านเกิดของเรา”

พงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร

ตัวแทนกลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ย้อนถึงที่มาที่ไปของกลุ่มบางกลอยคืนถิ่นว่า เรื่องของบางกลอยไม่ใช่แค่ 3 ปี แต่พยายามกลับบ้านตั้งแต่ปี 2540 เวลานั้นชาวบ้านยังทำไร่หมุนเวียน เรายังอยู่บนพื้นที่บางกลอยบน ใจแผ่นดิน จนมาถึงปี 2554 มีการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ช่วงนั้นเราก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ เพราะเสียงของเรายังไม่ดังพอ

เพราะสภาพพื้นที่ไม่เอื้อวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติ ผืนดินหินลูกรัง ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกทำเกษตรหมุนเวียน ทับซ้อนกับความรู้สึกที่ต้องมาอาศัยพื้นที่ของคนอื่น ชาวบ้านส่วนมากจึงอยากกลับไป แต่ก็ติดที่ความกลัว

“ชาวบ้านเขากลัวกัน แต่มันมีชาวบ้านกลุ่มที่ยืนหยัดตัดสินใจกลับ จริงๆ แล้วมีคนอยากจะกลับเยอะ แต่โดยสถานการณ์ตอนนี้เราถูกจำกัดให้กลับไปได้แค่นี้”

มองอุปสรรคที่เราต้องเผชิญตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน คือ ‘วิธีการอนุรักษ์’ ที่ส่งผลให้กระทบกับคนที่อยู่กับป่า

“ผมคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอคติที่มีต่อพวกเราชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง วิธีอนุรักษ์ของเขามันส่งผลต่อเรา พอเวลาน้ำเขื่อนแก่งกระจาน แห้ง-ลด ก็จะบอกว่าเป็นเพราะพวกเราที่อยู่ต้นน้ำ ตัดไม้ทำลายป่า” พงษ์ศักดิ์เล่าสิ่งที่เจอ

ทวนข้อเสนอลับที่หน่วยงานรัฐเคยยื่น แต่ชาวบ้านก็ยังยืนหยัดอยู่จนทุกวันนี้ ว่าใน 36 ครอบครัว มีความประสงค์ที่จะกลับไปพื้นที่เดิม

“ล่าสุดก็มีแนวทางว่า ให้ชาวบ้านไปจับจองแปลงป่าเสื่อมโทรม มันมีการเสนอให้ชาวบ้านในกลุ่มของเรา แต่ชาวบ้านไม่เอา”

จำไม่ลืม ช้ำใจ
ขอโอกาสกลับบ้านบ้างไม่ได้?

สิ่งที่ติดใจในฐานะคนบางกลอย คือการอ้างกฎหมาย ให้กลับไปไม่ได้ แต่อยากให้ช่วยกันคิด

“ขนาดรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ยังมีการฉีกทิ้งได้ แล้วทำไมเรื่องกลับไปบ้านเรา เขาให้โอกาสเราไม่ได้”

“การกลับไปของเรา เรายึดตามสัจจะเดิมที่คุยกันไว้ในปี 2539 คุณบอกว่าให้เราลงมาอยู่ดูก่อน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ให้กลับขึ้นไป เรายึดตามหลักการเดิม จำได้จนถึงทุกวันนี้” พงษ์ศักดิ์ทวนคำสัญญา

ยกคำพิพากษา กรณีปู่คออี้ เป็นบรรทัดฐาน

1.ศาลปกครองสูงสุด ยืนยันว่าบางกลอยใจแผ่นดิน เป็นชุมชนพื้นถิ่นดั้งเดิม ซึ่งมีปรากฏในแผนที่ทหารชัดเจน

2.อุทยานทำผิดจริง ให้ชดเชยค่าสินไหมทดแทนกับชาวบ้านผู้ฟ้องคดี 6 คน

3.ผู้พิพากษาบอกว่าศาลไม่มีอำนาจตัดสินให้ใครคนใดคนหนึ่งกลับไปได้

“การที่เรากลับไป ก็อยู่ตามหลักการ 3 ประการนี้มาตลอด เราก็ยังมีความผิดในกรณีคดีความที่เรากลับไปแล้วโดนคดี คิดว่าตอนนี้มีการเร่งรัดและพยายามให้เราไปทางคดีความ”

“เรามีความตั้งใจ มีความหวัง อยากจะให้ลูกหลานของเราเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อยากจะตื่นมาพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวเรา ไม่อยากให้ลูกหลานต้องไปวิ่งแข่งกับใคร ตามหลักวิธีเดิมของเรา ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร” พงษ์ศักดิ์วอนเห็นใจ

‘สู้ต่อเพื่อกลับบ้าน’
ร้องชำระบาดแผล กล้าหาญขอโทษ

เพื่อชำระล้างทุกประวัติศาสตร์บาดแผลที่เกิดขึ้น กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น เสนอ 3 ข้อเรียกร้องถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งดำเนินการให้ชาวบางกลอยได้สามารถกลับไปทำไร่หมุนเวียน ที่บางกลอยใจแผ่นดินได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยุติคดีที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว

2.รัฐบาลใหม่ต้องกล้าหาญที่จะแถลงขอโทษกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่เคยถูกรัฐไทยกระทำย่ำยี และจะต้องลงโทษผู้กระทำผิดโดยเฉพาะกรณีอุ้มหายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ และกล้าหาญที่จะแถลงต่อสหประชาชาติว่าประเทศไทยมีชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อชำระประวัติศาสตร์ขั้นแรก

3.แก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, กฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมคดีป่าไม้ที่ดินคนจน และกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย ต้องบรรจุแนวทางแก้และผลักดันทั้งหมดให้เป็นวาระเร่งด่วน หลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ

ไม่ยาก แต่ทัศนคติขวางทาง
ขุดเจอต้นตอระดับโครงสร้าง

“สิ่งที่เราพบและคิดว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ ทำให้เรามองเรื่องบางกรณีไม่ใช่แค่เรื่องชุมชนเล็กๆ แต่เป็นเรื่องของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ และเรื่องของผู้คนในประเทศนี้”

พชร คำชำนาญ

ความเห็นจาก พชร คำชำนาญ ในฐานะภาคี Save บางกลอย ที่เข้ามามีบทบาทในการร่วมเคลื่อนไหว เคียงบ่าเคียงไหล่ในสมรภูมินี้ เพื่อให้ความมั่นใจกับชาวบ้านว่า ‘ไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยว’

มองความพยายามที่จะกลับบ้าน เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่น่าจะยาก ทั้งๆ ที่มีความชอบธรรม เป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ตรงนั้น มีหลักฐาน มีแนวนโยบาย มีการตั้งคณะกรรมการมากมาย ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลร่วมกัน

“ทำไมข้อเรียกร้องเรื่องการกลับบ้านถึงเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ที่ทำให้ 3 ปีถึงต้องกลับมาคุยกันตรงนี้” พชรคาใจ

ไม่ว่าจะวาทกรรมโต้กลับที่ขวางการกลับขึ้นไปทำไร่หมุนเวียน หรือ “ประเทศนี้ไม่มีชนเผ่าพื้นเมือง” ซึ่งเกิดมาจากผู้กำหนดนโยบายในกระทรวงทรัพย์ หรือคำกล่าวหาไร่เลื่อนลอยที่กลับมา คือ หลักฐานประจักษ์

“การที่ชาวบ้านบุกรุกป่า หรือการที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ไปยื่นหนังสือคัดค้านการกลับขึ้นไป เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราต้องไปต่อ เพราะเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ” พชรเผยความตั้งใจอย่างแรงกล้า

เส้นทางจากนี้ไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจาก ‘ต้องเคลื่อนไหว’ ปลุกชนเผ่าพื้นเมืองและพี่น้องในเขตป่าทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาต่อสู้ในแนวทางนี้ร่วมกัน

ฝ่ายค้านเตรียมสับ โละวิธีพิสูจน์สิทธิ
มิติใหม่ ‘ใช้หลักฐานจารีต’

ตัดภาพมาที่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนชาติพันธุ์ พรรคก้าวไกล ยืนยันว่า ‘อยู่มาก่อนประกาศป่าสงวน ต้องได้กรรมสิทธิ์’ พร้อมขยายให้เห็นความย้อนแย้งของงบประมาณเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินและแนวทางกฎหมาย แทนที่จะแก้ปัญหา กลับมาในรูปแบบของการจำกัดสิทธิ เห็นได้ชัดว่าการประกาศ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ว่าจะฉบับใด กลายเป็นการสงวนเพื่อสัมปทาน เพื่อประโยชน์ของผู้มีอำนาจและนายทุนเป็นหลัก

“ไม่ได้สงวนเพื่อคุณค่าธรรมชาติ แต่เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ข้าราชการระดับสูงและนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการออกกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์บางอย่าง กฎหมายจึงเป็นแค่เครื่องมือ การที่ป่าจะมีหรือไม่มี ไม่ได้อยู่ในการตระหนักของเขา”

ในฐานะฝ่ายค้าน จะออกแรงให้ชาวบางกลอยกลับบ้าน ผ่าน 2 กลไก คือ 1.กลไกสภา ผ่านคณะกรรมาธิการ 2.กลไกรับรองสิทธิในการใช้ทรัพยากร

“หลังจากนี้จะยกระดับการทำงานของคณะกรรมการให้มีสภาพบังคับมากกว่าเดิม ผลักดันนโยบายใหม่ จัดทำประมวลกฎหมายป่าไม้ เอากฎหมาย 4-5 ฉบับ มารวมเป็นฉบับเดียวกัน

“มีหลายส่วน แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น การออกแบบกลไกการพิสูจน์สิทธิ จะใช้วิธีการที่ไม่ใช่แบบเดิม ต้องใช้หลักฐาน จารีตประเพณีของท้องถิ่นมาเป็นตัวช่วยพิสูจน์สิทธิ จากกฎหมายเดิมอนุญาตให้ใช้ประโยชน์แบบมีเงื่อนไข ถ้าพิสูจน์ได้ว่าอยู่มาก่อน ต้องให้สิทธิ เป็นกรรมสิทธิ์” เลาฟั้งเน้น

“ส่วนที่ 2 การรับรองสิทธิในการใช้ทรัพยากร ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน ไม่ว่าจะอยากคว้าโอกาสพัฒนาที่ดั้งเดิมเป็นจุดขายให้กับนักท่องเที่ยว หรืออยากอยู่แบบดั้งเดิม ก็ต้องเลือกได้และมีกฎหมายรับรองด้วย” ส.ส.เลาฟั้งเล่าเป้าหมายของฝ่ายค้าน

ใช้กลไกสภาฯและกลไกระหว่างประเทศ เพื่อทวงสิทธิให้ชาวบ้าน

ทนายย้ำ ทำไม่ถูก!
บีบรับสารภาพ ถอนฟ้องไม่ได้

‘กฎหมาย กลายเป็นตัวแบ่งแยกคน ออกจากป่า’

เสียงคอนเฟิร์มจากปาก ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ที่เชื่อมั่นว่าชะลอฟ้องไปก่อนได้

“ข้อหาหนัก อายุความการฟ้องเป็น 10 ปีก็ยังไม่สาย เป็นแนวทางที่เวิร์กที่สุด แล้วกลับมาใช้ข้อเสนอของคณะกรรมการที่อดีตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นรับไว้แล้ว รัฐบาลชุดใหม่ทำงานต่อได้เลย”

เพราะไม่ใช่แค่บางกลอยที่เจอปัญหา แต่เคสนี้เป็นโมเดลเริ่มต้นแห่งการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

‘10 กว่าข้อหาต่อคน’ คือจำนวนนับที่นำไปสู่ข้อกังวลว่า จะหลุดพ้นจากคดีได้หรือไม่?

สำหรับ ส.รัตนมณี ไม่อยากให้เสียเวลาต่อสู้ในศาล การชะลอคดีจะเป็นประโยชน์กว่า โดยให้ชาวบ้านกลับไปแล้วดูว่าสามารถจัดการอย่างไรได้บ้าง พร้อมยกตัวอย่างกรณีชาวบ้านชาติพันธุ์บ้านปางแดง อ.เชียงดาว เชียงใหม่

“จู่ๆ เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาจับกุม หาว่าบุกรุกป่า พอสอบข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่พามา เขาไม่ได้บุกรุกเอง คดีนี้พอถึงที่สุด ดีที่เราพบผู้พิพากษาที่เข้าใจประเด็น คุยไปคุยมาจบในคดีนั้น คือมีการเรียกหน่วยงานมาพูดคุย ให้ยอมรับชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ มีการรังวัด”

“แต่ด้วยเงื่อนไข ‘ถอนฟ้องไม่ได้’ ชาวบ้านต้องมารับสารภาพ ในฐานะทนายมองว่าไม่ถูกต้อง แต่ในปัจจุบันรัฐบาลไม่เคยเอากรณีศึกษานี้มาใช้” ทนายความส่งเสียงเรียกร้อง

ลองไหม? ตั้งหลักคุยกันก่อน

หันมาที่ อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ในฐานะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เจาะลึกถึงคำสั่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เห็นชอบ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

1.พัฒนาคุณภาพชีวิตแบบมีส่วนร่วม คือบางกลอยล่าง 2 กลุ่มที่อยากกลับไปใจแผ่นดิน หรือบางกลอยบน ก็ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะกรรมการ เชิญหน่วยงานเจ้าหน้าที่มาร่วมทำการศึกษา “ดำรงชีวิตไร่หมุนเวียน 5 ปี” ว่าอยู่ได้จริงหรือไม่ แล้วค่อยให้อยู่ต่อ

เราพยายามเป็นกลางมากที่สุด ไม่เข้าข้างฝั่งใด แต่หลักคิดปัญหาบางกลอยเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งถือความคิดว่า ป่าต้องไม่มีคน อีกฝั่งบอกว่า ป่าต้องมีคน แต่ไม่มีการคุยกัน กรมก็มีวิธีการของกรมโดยที่ไม่ถามชาวบ้าน เรามาตั้งหลักคุยกันก่อนไหม เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2539-2564 ถ้าสำเร็จจริง จบไปแล้ว” อภินันท์พยายามหาทางลง

แนะนำว่าลองให้ชาวบ้านลองกลับไปก่อน อย่าเพิ่งตั้งป้อมห้ามด้วยกฎหมาย เน้นหลักคิดในการทำงาน คือให้สิทธิชุมชนมีทางเลือก

ก่อนแบ่งความต้องการออกเป็น 4 กลุ่ม

“กลุ่มแรกมุ่งมั่นจะกลับ 150 คน กลุ่ม 2 อยากจะกลับแค่มีเงื่อนไขในชีวิตต้องทำงานข้างล่าง ไม่พอกินแต่ยังพออยู่ได้ มองไปลึกๆ เขามีความกลัวอยู่ด้วย มีคำขู่ว่าขึ้นไปแล้วจะไม่ได้ลงมา”

“กลุ่มที่ 3 มีจำนวนไม่เยอะ คือพร้อมที่จะปรับไปเป็นคนเมือง บางครอบครัวบังเอิญได้ไปอยู่ในที่ดินที่มีศักยภาพ แต่ที่ดินส่วนใหญ่ทำอะไรไม่ได้ ถ้าพึ่งตัวเองได้เขาก็จะอยู่ต่อ และกลุ่ม 4 กลุ่มที่ทิ้งความเป็นชาติพันธุ์ไปเป็นคนในเมือง” อภินันท์อธิบายตามสภาพความเป็นจริง

หนังตัวอย่าง งานรัฐบาลใหม่
ขอเน้นๆ ‘นโยบาย’ ต้องเข้มกว่านี้

ในฐานะกรรมการอิสระ หวั่นใจว่าองค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์จะหายไปเรื่อยๆ

“ป่าอยู่เองไม่ได้ มีความรู้บางอย่างจัดการอยู่ แต่เราปฏิเสธ คิดว่าธรรมชาติจัดการเองได้ แต่กระบวนการที่คนอยู่กับป่าทำให้ป่าอยู่มาแบบนี้ได้ นานาชาติก็สนใจ ว่าองค์ความรู้ของพี่น้องชาติพันธุ์มีผลต่อการจัดการป่าจริงๆ แต่เรากลับไม่ยอมรับ”

อภินันท์มองภาพกว้าง เห็นว่าเรื่องนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางการเมือง บางกลอยเป็นประเด็นทางสังคม มีผลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล

“เป็นหนังตัวอย่างของหลายๆ พื้นที่ ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายที่ดี ไม่ใช่แค่บางกลอย ที่อื่นก็จะแย่

มันคือเคสตัวอย่างกว่า 60,000 รายที่มีปัญหาที่ดิน ซึ่งความจริงอาจจะมีเป็นล้าน เป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญ”

“ทางไม่ใกล้ไม่ไกลที่จะไปถึง แต่ต้องพึ่งสิ่งหนึ่งคือ ‘ความมุ่งมั่น’ เราต้องมั่นคงพอสมควรที่เดินบนเส้นทางนี้” อภินันท์ทิ้งท้าย

อธิษฐาน จันทร์กลม

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image