มากกว่าแค่ทริปสายมู เปิดตำนานบทใหม่ ‘น่านนคร’ ดินแดนอัพแต้มบุญ หนุนอัตลักษณ์พื้นถิ่น

2.09.23 | 13:02 น.
มากกว่าแค่ทริปสายมู เปิดตำนานบทใหม่ ‘น่านนคร’ ดินแดนอัพแต้มบุญ หนุนอัตลักษณ์พื้นถิ่น
พุทธสถานถ้ำเชตวัน หรือวัดถ้ำเชตวัน ตั้งอยู่ที่ อ.นาน้อย จ.น่าน

มากกว่าแค่ทริปสายมู เปิดตำนานบทใหม่ ‘น่านนคร’
ดินแดนอัพแต้มบุญ หนุนอัตลักษณ์พื้นถิ่น

คว้าเป้คู่ใจ สองเท้าก้าวขึ้นรถ พร้อมโลดแล่นสู่เมือง “น่านนคร”

ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์เลื่องลือในอัตลักษณ์ ลัดเลาะผ่านเส้นทางหุบเขาสุดแสนคดเคี้ยวแต่ไม่เกินใจ เพื่อไปเช็กอินเปิดประสบการณ์สายมูที่แท้ ลิ้มรสเสน่ห์น่านผ่านเมนูคาวหวาน อาหารพื้นถิ่นฉบับชาวเมืองแต้ๆ

ผู้ร่วมทริป ในแคมเปญ Unseen New chapters ‘ปักหมุดใหม่ เปิดไทยมุมต่าง’ ที่วัดศรีพันต้น

เป็นรางวัลที่นักท่องเที่ยวผู้ชนะในแคมเปญ Unseen New chapters ‘ปักหมุดใหม่ เปิดไทยมุมต่าง’ ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดแสนม่วนใจ๋ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดให้เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสร้างตำนานการท่องเที่ยวบทใหม่ เพราะนับเป็นปีแรกที่เปิดโอกาสให้คนไทยนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวน่าสนใจ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่าน #AmazingThailand #unseennewchapters

คัดสรรจาก 77 แห่ง จนได้สถานที่สุดปัง ตั้งแต่น่านเหนือ ยันน่านใต้ อันซีนชนิดที่สายบุญพลาดไม่ได้

เสาหลักเมือง ‘ท่อนซุงสีทอง’
ส่องอุโบสถปูนปั้นขาววิจิตร จิตรกรรมสื่อวิถีชีวิต

ตบเท้าขึ้นรถราง ชมเมืองน่านนคร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ประตู “เสาหลักเมืองน่าน” แห่งวัดมิ่งเมือง เป็นท่อนซุงขนาดใหญ่ พบที่ซากวิหารราว 2,400 ปี เดิมเป็นไม้สักทองขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นเสาทรงกลม ส่วนหัวเป็นดอกบัวตูม ซึ่งฝังไว้กับพื้นดิน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 57 เนื่องจากแต่ก่อนเมืองน่านไม่มีคติการสร้างเสาหลักเมือง

Advertisement
เสาหลักเมืองน่าน แห่งวัดมิ่งเมือง ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน

สำหรับวัดนี้ เดิมเป็นวัดร้าง ต่อมา เจ้าอนันตวรฤทธิเดช สถาปนาวัดขึ้นใหม่ชื่อว่าวัดมิ่งเมือง ตามชื่อของเสาหลักเมืองว่า เสามิ่งเมือง จุดเด่นคืออุโบสถที่มีลวดลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอก เป็นฝีมือตระกูลช่างเชียงแสน มีความวิจิตรงดงาม ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองน่านในอดีตอย่างแจ่มชัด

วิหารสีทองอร่าม ใจกลางน่าน เลื่องชื่อลือชา วิชารักษาคนป่วย
นั่งรถรางพอหอมปากหอมคอ แวะสักการะวิหารสีทองอร่ามใจกลางเมืองน่าน ที่ตั้งอยู่ในวัดศรีพันต้น รูปทรงไทยผสมทรงไทยล้านนา สีทองสง่าระยิบระยับ จิตรกรรมฝาผนังสะท้อนตำนานการก่อเกิดเมืองน่าน ชูจุดเด่นพญานาคซ้อนหัวพญานาค รวม 7 เศียร เฝ้าบันไดหน้าวิหารสีทองอร่าม สื่อถึง สติ ปัจฉัตธิ วิริยะ ปิติ สมาธิ วิจารยะ อุเบกขา

กล่าวขานกันว่า “หลวงปู่ครูบาชันทะ” ที่ใช้วิชารักษาคนป่วยทั่วหัวเมืองเหนือ เป่าคาถาเสกน้ำมนต์ ใช้สมุนไพรพื้นบ้านในผู้ป่วยโรคกระดูก, แผลตุ่มฝีหนอง ซึ่งเมตตารักษาคนป่วยในโรงพยาบาลน่านเป็นประจำทุกวัน จนถึงแก่มรณภาพ

พระศรีอริยเมตไตรย ปางนั่งพับเพียบ หนึ่งเดียวในภาคเหนือ

พระศรีอริยเมตไตรย ประทับนั่งพับเพียบ ที่วัดสวนตาล

แวะสักการะ “พระเจ้าทองทิพย์” สักครู่ ตำนานเก่าแก่กว่า 6 ศตวรรษ ณ วัดสวนตาล ในอำเภอเมือง วัดเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาร่วม 600 ปี สร้างขึ้นบริเวณด้านทิศเหนือนอกของกำแพงเมืองน่าน ซึ่งในอดีตเคยเป็นสวนตาลหลวงมาก่อน จึงนำมาตั้งเป็นชื่อวัด มี “พระเจ้าทองทิพย์” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในวิหารหลังใหญ่

สิ่งที่เป็นจุดเด่นภายในวิหารหลังเล็ก คือภายในเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรยปางนั่งพับเพียบ องค์แรกที่พบในภาคเหนือ พร้อมด้วย ‘พระเจ้า 5’ ที่ประดิษฐานอยู่ที่เดียวกัน จึงทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสักการะวิหารหลังเล็กนี้อย่างคับคั่ง

เดินวนขอพรพระจตุรพักตร์ กระซิบรัก วัดภูมินทร์
เที่ยวน่านนคร ไม่มา ‘วัดภูมินทร์’ ถือว่ามาไม่ถึง เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ตั้งอยู่อำเภอเมืองเช่นเดียวกัน ภาพในตำนานคือ “กระซิบรักบันลือโลก” ที่ดังไกลไปทั่วโลก

‘ปู่ม่านย่าม่าน’ ตำนานภาพกระซิบรักบันลือโลก

“คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…”

เป็นคำกระซิบบอกคนรักต่อหน้า “ปู่ม่านย่าม่าน” แปลความว่า “รักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะแย่งความรักของพี่ไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น”

องค์พระประธานจตุรพักตร์ 4 ด้าน

โดยอุโบสถ มีพระประธานจตุรพักตร์ หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ในตำนานมีความเชื่อว่าหากผู้ใดอธิษฐานขอพร เดินวนพระประธานจตุรพักตร์ 3 รอบ แล้วรอบไหนพระพักตร์บนพระประธานมีลักษณะยิ้มแย้ม เชื่อว่า พรที่กล่าวมานั้นจะสำเร็จผล

ปีเถาะต้องมา สายมูห้ามพลาด ขอพร ‘พระเจ้าทันใจ’
ถัดออกมาจากเมืองอีกนิด สายมูห้ามพลาด วัดพระธาตุแช่แห้ง ใน อ.ภูเพียง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีเถาะ ตามคติการไหว้ของชาวล้านนา สร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งที่เจ้าพระยาการเมืองเสด็จไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย ในปี พ.ศ.1897

ไฮไลต์คือ องค์พระธาตุ ที่เป็นเจดีย์ทรงระฆังรอบองค์บุด้วย “ทองจังโก” (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง) และมีทางขึ้นสู่องค์พระธาตุที่ปั้นปูนขึ้นเป็นตัวพญานาค ลายนาคเกี้ยว อยู่ตรงหน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหาร อันเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม หันออกไปทางด้านหน้านอกกำแพงแก้ว จะพบ ‘วิหารพุทธไสยาสน์’ ที่ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีพุทธลักษณะงดงาม ตามความเชื่อนิยมเดินไหว้เวียนซ้ายขององค์พระธาตุแช่แห้ง ให้ครบ 3 รอบ

รวมถึงขอพรจาก “พระเจ้าทันใจ” พระพุทธรูปที่ใช้เวลาสร้างได้สำเร็จภายใน 1 วัน โดยเริ่มต้นพิธีสร้างตั้งแต่หลังเที่ยงคืน สำเร็จก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

แสงสีเขียวกลางพระอุระ ถ้าเห็น แปลว่ามาถึง
เพียงข้ามถนน ก็มุ่งสู่อุโบสถ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ใจกลางเมืองน่าน เดิมเรียก “วัดหลวง” หรือ “วัดหลวงกลางเวียง” สร้างขึ้นในสมัยเจ้าปู่แข็ง พ.ศ.1949 นิยมมากราบสักการะพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิ สร้างด้วยวัสดุปูนปั้นลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง 4.50 เมตร สูง 6 เมตร เป็นศิลปะสมัยล้านนา ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำ และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของ จ.น่าน ซึ่งหากผู้ใดมองเห็นแสงสีเขียวกลางพระอุระ ถือว่ามาถึงวัดช้างค้ำ

มีเจดีย์ทรงลังกา (ทรงระฆัง) ได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมยุคสุโขทัย รอบฐานก่ออิฐถือปูนและปั้นเป็นรูปช้างครึ่งตัว ด้านละ 5 เชือก และมุมทั้งสี่อีก 4 เชือก เป็นที่มาของชื่อ “ช้างค้ำองค์เจดีย์” นั่นเอง

307 ขั้น สู่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์
บันได 307 ไม่ใช่การใบ้โชคลาภ แต่คือขั้นบันไดที่ต้องก้าวขาขึ้นไปสักการะองค์พระธาตุ เส้นทางสู่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ “วัดพระธาตุเขาน้อย” ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย แต่วิวทิวทัศน์เต็มสิบ นิยมสักการะ “พระพุทธรูปมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน” พระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร ยืนอย่างสง่างามกลางจุดชมวิว โดยบนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท

พระธาตุเขาน้อย ถูกสร้างขึ้นในสมัยเจ้าปู่แข็ง พ.ศ.2030 โดยศิลปะพม่าผสมล้านนา เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ ภายในพระธาตุบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ระหว่างปี พ.ศ.2449-2454 โดยช่างชาวพม่า พร้อมกับบูรณะวิหารที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันด้วย

ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว งาช้างดำในตำนาน ‘กิ่งนี้หนัก 15000’
ของเก่าในตำนานน่านนครอยู่ที่นี่ หมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวนักสะสมของเก่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน ชูจุดเด่น “งาช้างดำ”

งาช้างดำ จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน

เดิมเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองนครน่านที่รักษาสืบต่อกันมาหลายชั่วคน ลักษณะเป็นงาปลี หรืองาช้างที่มีความยาวไม่มากนัก แต่มีวงรอบขนาดใหญ่ มีสีน้ำตาลเข้ม จารึกอักษรธรรมล้านนาว่า “กิ่งนี้หนัก 15000” หรือน้ำหนัก 18 กิโลกรัม จากการศึกษาทางวิชาการพบว่า เป็นงาช้างตันที่ถูกถอดออกมาจากตัวช้าง น่าจะมีอายุประมาณ 60 ปี และยังสันนิษฐานว่าเป็นงาข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวงที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มาก เพราะงาช้างทั่วไปจะมีสีขาว

โฮงเจ้าฟองคำ แลนด์มาร์กสะท้อนภูมิปัญญา
บ้านเก่าโบราณ อย่าง โฮงเจ้าฟองคำ ถือเป็นแลนด์มาร์กที่สะท้อนความเป็นล้านนา โดย “โฮง” นั้นหมายถึงบ้านหลังใหญ่ลักษณะเป็นเรือนไม้ 3 หลังติดต่อกัน มีระเบียงหรือลาน เพื่อให้สามารถเดินหากันได้อย่างสะดวก

สำหรับโฮงเจ้าฟองคำ สร้างขึ้นที่ค่ายสุริยพงษ์ เมื่อปี พ.ศ.2368 และย้ายมาสร้างที่บ้านพระเกิดเมื่อปี พ.ศ.2454 ยังคงรูปแบบดั้งเดิมเหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โฮงหลังนี้เป็นบ้านพักของเจ้าศรีตุมมา กับเจ้าหลวงมโนราชา ซึ่งเจ้าศรีตุมมาเป็นหลานของเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 11 ส่วนเจ้ามโนเป็นน้องของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ต่อมาเมื่อต้องยกที่ดินให้กับทางการไทยเพื่อสร้างค่ายทหาร เจ้าบุญยืน ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าศรีตุมมากับเจ้ามโน จึงได้รื้อตัวโฮงมาสร้างใหม่ในที่ปัจจุบัน กระทั่งตกทอดมาถึงเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะ

เจ้าฟองคำเกิดและใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ เรือนไม้หลังนี้ ‘โฮงเจ้าฟองคำ’ ยังได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2559 ประเภทอาคารเคหะสถานและบ้านเรือนเอกชน โดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากแบบบ้านล้านนาโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาเชิงช่าง แทรกซ่อนประโยชน์ใช้สอยไว้ในความงามได้อย่างแยบยลแล้ว ภายในยังมีของประดับตกแต่งที่มีคุณค่า อีกด้วย

ลิ้มรสชาติ เมนูบ้านๆ ราชาเครื่องเทศเมืองเหนือ
ต้องมีติดบ้านไว้ เป็นสมุนไพรพื้นถิ่น สำหรับ ‘มะแขว่น’ ที่จะเห็นได้ในหลากหลายเมนูของคนน่าน
อย่าง “ซี่โครงหมูทอดมะแขว่น” เมนูชื่อดังของร้าน “เฮือนภูคา” เรียกได้ว่าต้นตำรับ ผ่านกระบวนการหมักด้วยเกลือและมะแขว่นจนเข้าเนื้อ ทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ โดย ‘มะแขว่น’ เป็นราชาเครื่องเทศเมืองเหนือนิยมใช้ปรุงอาหาร เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ มีรสชาติออกไปทางเผ็ดร้อน คล้ายพริกไทย

บ้านขนมหวานยายภรณ์ – ซี่โครงหมูทอดมะแขว่น เมนูชื่อดัง

อิ่มบุญ อิ่มท้อง ก็ต้องตบท้ายด้วยของหวาน หากนึกถึงเจ้าเด็ดในเมืองน่าน หนีไม่พ้น ขนมบ้านยายภรณ์ นั่งสบายใต้ถุนบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ ขนมไทยจัดจานสวยน่ารับประทาน จัดเต็มเมนูบ้านๆ อย่าง ขนมโค-มะพร้าว, โค-ไข่เค็ม, สาคูต้น, ข้าวฟ่าง-ไอติม พร้อมเสิร์ฟสดๆ จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวพื้นเมืองน่านนั้น จะเน้นรสชาติไปทางไม่หวาน กะทิหอมมัน นั่งทานท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ อบอุ่น และเป็นกันเอง เหมือนนั่งลิ้มรสอยู่ที่บ้าน

พร้อมหรือยัง ที่จะจองตั๋วแพคกระเป๋า ออกไปปล่อยใจในดินแดนแห่งมนต์ขลัง สัมผัส ‘น่านนคร’ ผ่านมุมมองใหม่ ที่ต่างไปจากเดิม

ชญานินทร์ ภูษาทอง