
อาศรมมิวสิก : วงปล่อยแก่ที่ภูเก็ต การเติบโตผูกติดกับเศรษฐกิจโลก
เมื่อวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2566 นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้เดินทางไปที่จังหวัดภูเก็ตและไปที่จังหวัดพังงา ตามข่าวว่ารัฐบาลจะพัฒนาเศรษฐกิจโดยเริ่มจากการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตและพังงา จะอำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวง่ายขึ้น มีเที่ยวบินมากขึ้น มีงบประมาณส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มากขึ้น และศึกษาสนามบินพังงา เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในลำดับต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2566 ผมได้ลงไปเปิดตัววงปล่อยแก่ที่ภูเก็ต โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไหร่นัก เพราะวงปล่อยแก่ได้ขยายตัวเร็วไป สำหรับที่ภูเก็ตนั้น ผมก็มีความผูกพันกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมา 50 กว่าปี เชื่อมั่นในหัวใจซึ่งกันและกัน จึงได้ตัดสินใจเปิดวงปล่อยแก่ที่ภูเก็ต เร็วกว่าที่กำหนดไว้
ภูเก็ตเป็นเกาะขนาดใหญ่สุดของประเทศ มีพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร ทางฝั่งทะเลอันดามัน ตรงข้ามจังหวัดพังงา ตัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกจากระนอง พังงา กระบี่ ตรัง เป็นเมืองท่าโบราณ มีชื่อเรียกตามบันทึกของนักเดินเรือโบราณ เช่น ตักโกล เกอหลัว กลาฮ์ ฯลฯ เป็นเกาะชุมทางการค้าแบบข้ามแหลมฝั่งทะเลอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย เรือเดินสมุทรจอดขนถ่ายสินค้าแถวพังงา ขนลงเรือล่องแม่น้ำแล้วเดินบกไปกับกองคาราวาน ข้ามช่องเขาไปอีกฝั่งทะเลฝั่งนครศรีธรรมราช
ยุคเดินเรือทะเล การค้าขายของภูเก็ตยังไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากสภาพเป็นเกาะไม่เหมาะกับการเป็นเมืองท่าสมัยนั้น เกาะตามชายฝั่งทะเลอันดามันส่วนใหญ่เป็นจุดแวะพักของชาวเล เป็นที่หลบซ่อนของพวกโจรสลัด เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน มีการค้นหาทรัพยากรใหม่ มีการค้นพบแร่ดีบุก ภูเก็ตเริ่มมีชื่อเสียงจากแร่ดีบุกที่เมืองถลาง บริเวณแหลมมลายูฝั่งทะเลอันดามัน จากพม่ายาวไปถึงเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งแร่ดีบุกชั้นดี ที่รู้จักกันมาแต่อดีต
ดีบุกเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำสำริด ลงหิน หรือบรอนซ์ (Bronze) ยังถกเถียงกันว่า สำริดนั้นเริ่มต้นผลิตที่ไหน หลายพันปีมาแล้วพื้นที่อุษาคเนย์มีเครื่องดนตรีที่ทำจากสำริด เครื่องดนตรีตระกูลฆ้อง กลองกบ กลองทอง หรือมโหระทึก เมื่ออังกฤษยึดครองอินเดีย พม่า มลายู ได้เข้ามาทำสนธิสัญญาการค้ากับสยาม ดีบุกเป็นสินค้าสำคัญที่อังกฤษตักตวงเพื่อป้อนตลาดโลก เวลานั้นโลกต้องการดีบุกสำหรับป้อนอุตสาหกรรมการผลิตกระป๋องทำภาชนะเพื่อบรรจุใส่อาหาร
ชายชาวจีนพากันลงเรืออพยพเข้ามาทำเหมืองดีบุกตามเมืองชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ระนอง ตะกั่วป่าในพังงา เมืองถลางในภูเก็ต เมืองห้วยยอดในตรัง เป็นแรงงานร่อนแร่ ขุดและทำเหมือง เมื่อมีเงินซื้อที่ทำกิจการเหมืองเอง เติบโตเป็นนายหัวเจ้าของเหมือง แร่ดีบุกที่ขุดได้ขนส่งลงเรือไปขายที่เกาะปีนัง ซึ่งอังกฤษได้ยึดจากสยามสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ.2329 เปลี่ยนจากเกาะหมากเป็นปรินซ์ออฟเวลส์ (The Prince of Wales Island)
ยุคที่ดีบุกเฟื่องฟู แหลมมลายูส่งออกดีบุกเป็นจำนวนถึงครึ่งหนึ่งของตลาดโลก พ.ศ.2435 สยามได้จัดตั้งมณฑลภูเก็ตขึ้น รวมตะกั่วป่า พังงา ระนอง กระบี่ และตรัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ภูเก็ตได้กลายเป็นหน่วยบัญชาการหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตก ผลิตดีบุกเป็นสินค้าออกสำคัญ นำอากรเข้ารัฐได้มาก ต่อมามีการนำยางพาราเข้ามาปลูกในมณฑลภูเก็ต ชาวมลายูจำนวนมากก็อพยพเข้ามาทำสวนยางในสยาม
ภูเก็ตเติบโตแบบก้าวกระโดด มีทรัพยากรธรรมชาติดีบุก และมีสภาพอากาศเอื้อต่อการปลูกยางพารา การส่งออกสินค้าเศรษฐกิจเพื่อป้อนตลาดโลก สร้างนายหัวซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองและเจ้าของสวนยางพาราให้กลายเป็นเศรษฐี ต่อมานายหัวภูเก็ตมีบทบาทกับการเปลี่ยนโฉมหน้าของภูเก็ตให้รุ่งเรือง ซึ่งภูเก็ตเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนจากภายนอกให้เข้าไปหางานทำในภูเก็ตมากขึ้น
ยุคสังคมขับเคลื่อนการขนส่งโดยเรือ ก็จะมี “นายท้าย” เป็นบุคคลสำคัญ อย่างพันท้ายนรสิงห์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบทุกชีวิตที่อยู่บนเรือ ชีวิตที่เดินทางต้องอาศัยนายท้ายเป็นผู้นำ เมื่อการขับเคลื่อนขนส่งเปลี่ยนไปใช้รถยนต์แทน คนขับทำหน้าที่เป็น “นายหัว” ซึ่งต้องรับผิดชอบทุกชีวิตที่อยู่ในรถแทน นายหัวยังหมายถึงผู้นำ ผู้ที่มีฐานะ มีอันจะกิน มีอำนาจทางการเงิน และมีอำนาจในการสั่งงานด้วย นายหัวในภูเก็ตคือผู้มีฐานะและมีอำนาจ
ภูเก็ตมีประเพณีเป็นพหุวัฒนธรรมที่เข้ามากับธุรกิจและอุตสาหกรรมเหมืองดีบุก ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมคนจีนที่อพยพเข้ามาทำงาน วัฒนธรรมอาณานิคมในแหลมมลายู มีสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกิส (Sino-Portuguese) ตัวเมืองภูเก็ตและเมืองในวงรอบที่มีการขุดแร่ดีบุก มีวัฒนธรรมของแขกมลายูศาสนาอิสลาม วัฒนธรรมสยาม วัฒนธรรมเปอรานากัน (Peranakan) หรือจีนบาบ๋า ซึ่งเป็นคนจีนที่เข้ามาในยุคแรกๆ แล้วแต่งงานกับคนท้องถิ่น ส่วนวัฒนธรรมชาวเลไม่ได้รับความสนใจเพราะชาวเลเป็นคนเร่ร่อนแม้จะมีท้องถิ่นฐานเดิม รวมตัวอยู่แถวหาดราไวย์และเกาะสิเหร่
ภูเก็ตพื้นที่ทำเหมืองดีบุก ไม่มีวัฒนธรรมดนตรีโดดเด่น ไม่มีเพลงดนตรี หรือนักดนตรีในท้องถิ่น มีเพลงที่ยืมมาใช้ในประเพณีและพิธีกรรม เช่น งานแต่งงาน งานศพ งานแห่ รำวง เพราะคนที่มาจากหลากหลายพื้นที่ต่างมุ่งหน้าเข้ามาทำมาหากิน ไม่มีใครสนใจและมีเวลาสร้างงานศิลปะเพลงดนตรีนัก

การเชื่อมต่อกับฝั่งแผ่นดินใหญ่โดยการสร้างสะพานสารสิน เปิดเมื่อ พ.ศ.2510 จากนั้นมีสายการบินในประเทศระหว่างกรุงเทพฯ-ภูเก็ต กลายเป็นยุคทองของการท่องเที่ยว ภูเก็ตเฟื่องฟู มีสายการบินนานาชาติที่บินตรงเข้าภูเก็ตโดยไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ
เมื่อความต้องการดีบุกในตลาดโลกลดลง มีโลหะชนิดใหม่เข้ามาทดแทน ประกอบกับปริมาณดีบุกในท้องถิ่นมีน้อยลง ภูเก็ตซึ่งมีต้นทุนธรรมชาติที่เป็นเกาะ ชายหาดยาวสวยงาม ทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสสะอาด ใต้ท้องทะเลอุดมไปด้วยปะการังและสัตว์น้ำนานาชนิด เศรษฐกิจภูเก็ตก็เปลี่ยนจากธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกและสวนยางพารา ไปเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก
ภูเก็ตกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว มีคนมานอนอาบแดด กินอาหารทะเล เป็นเศรษฐกิจใหม่ของภูเก็ต มีความพยายามที่จะผลักดันให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี พัฒนาเป็นเมืองตากอากาศหรู (resort island) เศรษฐีเจ้าของเหมืองหันไปทำธุรกิจโรงแรม นักธุรกิจเข้ามาปักหมุดสร้างโรงแรมชายหาดริมทะเลจนเต็ม ขยายพื้นที่ขึ้นไปบนเขา สร้างสนามกอล์ฟ ขยายสนามบินนานาชาติ ตัดถนนรอบเกาะ สร้างท่าเรือและมารีน่าสำหรับจอดเรือยอชต์ (Yacht) สร้างวิลล่า (Villa) คอนโดมิเนียม (Condominium) ระดับหรูราคาหลายสิบล้านเพื่อขายต่างชาติ สร้างสถานที่เที่ยวแบบกิจกรรมสวนสนุก มีแหล่งบันเทิงทุกชนิด
ภูเก็ตนำเข้าวัฒนธรรมการท่องเที่ยว การพักผ่อน ความบันเทิงในแบบตะวันตก มีผับ บาร์ คลับ ปาร์ตี้ชายหาด ใช้ดนตรีเป็นตัวสร้างบรรยากาศและความสนุกสนาน เน้นระบบเครื่องเสียงและแสงสี จ้างนักดนตรีเข้ามาโดยเฉพาะพวกดีเจดัง เล่นเพลงแนวอีดีเอ็ม (EDM-Electronic Dance Music) นิยมตามปาร์ตี้ชายหาด โดยจ้างมืออาชีพมาจากต่างประเทศ ทั้งนักดนตรีและวงดนตรีเดินสายลงไปเล่นที่ภูเก็ต
โรคระบาดโควิด-19 พ.ศ.2563-2565 เดิมภูเก็ตมีประชากรตามทะเบียนบ้านประมาณ 409,204 คน มีประชากรแฝงเข้ามาทำงานประมาณ 144,790 คน มีนักท่องเที่ยว 13.65 ล้านคน สองในสามเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีห้องพักโรงแรมมากกว่า 80,000 ห้อง มีรายได้มาจากการท่องเที่ยวประมาณ 4.5 แสนล้านบาท เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด การกักตัว การปิดเมือง การปิดประเทศ คนทั่วโลกไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ ภูเก็ตก็กลายเป็นเมืองร้าง คนตกงาน เศรษฐกิจติดลบ รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เลี้ยงภูเก็ตก็ขาดหายไป
ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ภูเก็ตต้องคิดใหม่ ต้องทบทวนแผนพัฒนาภูเก็ต พ.ศ.2566-2570 เพื่อแก้ไขจุดอ่อนทางเศรษฐกิจที่พึ่งการท่องเที่ยวเป็นหลัก ให้มีความหลายสาขามากขึ้น อาทิ การพัฒนาให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ พัฒนาการท่องเที่ยวทางทะเล ด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การค้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาทูน่า พัฒนาภูเก็ตให้เป็นเมืองที่มีความหลากหลายด้านอาหาร เป็นเมืองที่สามารถจัดการประชุมนานาชาติ มีงานแสดงด้านศิลปวัฒนธรรม พัฒนาให้มีหอแสดงดนตรี (800-1,200 ที่นั่ง) การเข้าค่ายของศิลปินน้อยใหญ่ มีรถไฟฟ้ารอบเกาะ เป็นต้น
วงปล่อยแก่รวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มีสมาชิก 184 คน มากที่สุดเท่าที่มีวงมา 13 วง ใน 12 จังหวัด ต้องเชิญครูดนตรีมาจากสงขลาและกรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายสูง ทำให้ต้องคิดใหม่เพื่อจะสร้างให้เกิดความยั่งยืนและสามารถเป็นกลไกในการเปลี่ยนเมืองภูเก็ต ปัจจุบันภูเก็ตเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูง รถรับจ้างจากสนามบินเข้าเมืองราคา 2,000-3,000 บาท ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวบาดเจ็บไม่น้อย
ภูเก็ตจะต้องพัฒนาเมืองเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยสร้างกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม จำเป็นต้องเพิ่มคุณภาพการศึกษาในภูเก็ตใหม่ ตั้งแต่เด็กเล็กไปกระทั่งอุดมศึกษา สร้างให้เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและวิธีคิดใหม่ ใส่อุดมการณ์คุณภาพ จิตวิญญาณท่องเที่ยว วิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ สร้างสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลก ผลิตคนคุณภาพ เรียนรู้ภาษาโลก ใช้เทคโนโลยี มีรสนิยม มีศักยภาพด้านดนตรีศิลปะ และสามารถทำมาหากินทุกอาชีพในตลาดงานของภูเก็ต
โดยเชิญคนเก่งของโลกมาพัฒนาสร้างคนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว ให้มีวิทยาลัยดนตรี วิทยาลัยกีฬา วิทยาลัยศิลปะ วิทยาลัยการออกแบบสร้างสรรค์ วิทยาลัยการแพทย์ วิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยการจัดการ การศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยเปลี่ยนเมืองภูเก็ตให้พัฒนาได้เร็วขึ้น
หากผู้นำรัฐบาลเห็นโอกาสในการสร้างเมืองภูเก็ตใหม่ ก็ต้องพัฒนาภูเก็ตให้เป็นเมืองคุณภาพในระดับโลก ทั้งในด้านสาธารณูปโภค การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งรัฐบาลใหม่จะต้องทำโดยเร็ว และทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบ วงปล่อยแก่ที่ภูเก็ตได้สะท้อนความพร้อมของคนและศักยภาพของเมืองภูเก็ตได้อย่างดี
