เรื่องนี้ต้องถึงสภา เมื่อ‘อโยธยา’ยังไม่Save

4.09.23 | 13:27 น.
สถานีรถไฟอยุธยา นอกเกาะเมือง เป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องมรดกโลก มีโบราณสถานนับร้อยแห่ง

ท่ามกลางการรอส่งเสียงเฮลั่นให้แก่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์ ที่เตรียมมงลงครั้งแรกในกว่า 3 ทศวรรษ จ่อขึ้นแท่น มรดกโลก บนเวทียูเนสโก

ตัดภาพมายังอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้า กลับมีเสียงความกังวลจากหน่วยงานเดียวกัน นั่นคือยูเนสโก ต่อผลกระทบจากโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะพาดผ่านมายังพระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยเคยออกมาบอกว่า คืบหน้าเยอะแล้ว ขออย่าตั้งหน้าตั้งตาค้าน เนื่องจากโครงการได้เดินหน้าไปไกลแล้วทุกขั้นตอน ทั้งการออกแบบ การจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการประมูลก่อสร้าง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการผลกระทบต่อมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ Heritage Impact Assessment (HIA) ซึ่งต้องทำรายงานผลกระทบเพิ่มเติมเสนอต่อยูเนสโก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังกังวลผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกอยุธยา ทำให้โครงการต้องรอผลอนุมัติจากตรงนี้ และมีความล่าช้าจากแผนเดิมแล้ว 1 ปี

โครงการที่ว่านี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) ปมปัญหาที่ถกกันอยู่ ไม่ใช่เรื่องความเจริญที่ใครๆ ก็อยากมี แต่อยู่ที่ผลกระทบต่อหลักฐานทางโบราณคดี เมืองอโยธยาที่อยู่ใต้ผืนแผ่นดินในบริเวณการก่อสร้างแม้ทางวิ่งจะสร้างบนแนวทางรถไฟเดิม เพราะเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ร่องรอยประวัติศาสตร์เคยถูกทำลายมาแล้วในการสร้างทางรถไฟในสมัยรัชกาลที่ 5

เมื่อมาถึงยุคใหม่ที่แนวคิดการอนุรักษ์ควบคู่พัฒนาเกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย จึงไม่ง่ายที่ผู้คนและนักวิชาการที่ยึดมั่นหลักการจะยอมปล่อยผ่าน

การเดินหน้า #saveอโยธยา เมืองเก่าก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยายศยิ่งฟ้าจึงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

Advertisement

ส.ส.อยุธยา เตรียมเสนอญัตติด่วน
ตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบ

“ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ผมไม่เคยปฏิเสธรถไฟความเร็วสูง และอยากให้มีอย่างมาก ในฐานะสถาปนิกผังเมือง ย่อมอยากเห็นเมืองเจริญ แต่จุดที่จะก่อสร้างสถานีมีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบหลายด้านต่อคนในพื้นที่ ต่อสังคม เศรษฐกิจ มีความกังวลที่ว่า ถ้าสถานียังจะถูกสร้างขึ้นในพื้นที่สถานีรถไฟอยุธยาเดิม จะส่งผลกระทบอย่างสูง ดังนั้น จึงอยากเห็น TOD (Transit Oriented Development) ที่มีศักยภาพจริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ได้บอกว่าห้ามไม่ให้มีรถไฟ แต่ต้องมี TOD เพื่อชาวอยุธยา”

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา เขต 1 เตรียมเสนอญัตติด่วน ตั้งกมธ. ศึกษาผลกระทบ

คือมุมมองของ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา เขต 1 (พระนครศรีอยุธยา-บางบาล) พรรคก้าวไกล ซึ่งเตรียมยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรมต่อแหล่งมรดกโลกเมืองเก่าอโยธยาจากโครงการรถไฟความเร็วสูง สถานีอยุธยา

ทวิวงศ์เผยว่า เตรียมเสนอให้กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการดำเนินการสร้างสถานีในพื้นที่ตามที่ปรากฏในโครงการจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ โบราณคดี ที่ผ่านมา ตนเคยเข้าร่วมกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นซึ่งจัดโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งแต่ตอนยังไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในวันนี้ เมื่อได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวอยุธยาจึงพร้อมดำเนินการเพื่อให้ชาวอยุธยาได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผลดี และผลเสียที่จะเกิดขึ้น รวมถึงตัวเลือกในการพัฒนาสถานี

ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีรถไฟความเร็วสูง แต่อยู่ที่ ตำแหน่งที่ตั้งของสถานีซึ่งมีปัญหามาก ดังนั้น อย่างแรก ต้องมีการทบทวนแผนการก่อสร้างและพัฒนาของสถานีอยุธยาเดิม ว่าจะดำเนินการเช่นนั้นจริงหรือไม่ อย่างที่สอง คือ การทำ HIA (Heritage Impact Assessment การศึกษาผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม) ที่ดำเนินการอยู่ให้แล้วเสร็จ โดยถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

“ขอให้เป็น HIA ครั้งแรกของไทยที่สมเกียรติ เป็นความรู้ เป็นข้อเท็จจริงสำหรับประชาชน ไม่ใช่ HIA หรือ EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) แบบหลอกๆ อย่างที่เคยทำกันมา

สำหรับอย่างที่ 3 คือ ต้องมาพิจารณาว่า สุดท้ายยังจะสร้างที่เดิมหรือไม่ หรือมีตัวเลือกใหม่ที่ประชาชนกังวลน้อยกว่า และมีผลกระทบน้อยกว่า หรือที่เดิมดีที่สุดแล้ว แต่จะพัฒนาอย่างไรต่อไป

สำหรับผมในฐานะสถาปนิกและนักวางผังเมืองมองว่า ถ้ามี TOD ที่ดี ผู้โดยสารจะรู้ว่าจะไปต่อด้วยขนส่งสาธารณะแบบไหน ไม่ใช่ว่าเอารถยนต์ส่วนตัวมารับ รถติดเหมือนเดิม ซึ่งส่วนที่ 3 นี้พอได้ตำแหน่งสถานที่ หรือคิดว่าจะสร้างตรงนั้นตรงนี้แล้ว สุดท้ายการทำ TOD ต่อไป
จะทำอย่างไร เอาแค่รอบสถานีก็ได้ ว่าคุณมีขนส่งสาธารณะอื่นๆ หรือที่เรียกว่า ฟีดเดอร์ มารองรับหรือไม่

คุณไปรถเมล์ได้ไหม ไปรถรางได้ไหม มีทางจักรยานเชื่อมเข้าเมืองหรือเปล่า มีทางเท้าดีๆ ร่มรื่นสำหรับเดินเข้าเมืองหรือไม่ รวมถึงท่าเรือข้ามฟาก จะเปลี่ยนไปอย่างไร รองรับจักรยานยนต์หรือไม่ และรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่อ 1 เที่ยวได้มากขึ้นหรือไม่ เส้นเลือดฝอยสำคัญที่สุด เพราะรถไฟความเร็วสูงคือเส้นเลือดหลักที่จะมาอยุธยายังไม่มีเส้นเลือดฝอยมารองรับเลย ซึ่งย่อมส่งผลกระทบแน่นอน

ความคิดเห็นส่วนตัวผมมองว่าอยากให้อนุรักษ์โบราณสถานอย่างจริงจัง การอนุรักษ์ต้องมาก่อน เพราะหากถูกทำลาย จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้” ส.ส.อยุธยาอธิบาย

อโยธยา โบราณสถานเกินร้อย แต่คนไม่รู้

ย้อนไปช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม saveอโยธยา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ปกป้องเมืองอโยธยา จัดเสวนา รื้อ-ทำลายความทรงจำมรดกวัฒนธรรมอโยธยา ซึ่งนอกจากปาฐกถาทรงพลังของ ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รั้วศิลปากร วังท่าพระแล้ว ยังชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่จากหลายภาคส่วนมาร่วมคอมเมนต์ในประเด็นดังกล่าวอย่างน่าสนใจ ณ ห้องประชุม ศร.3004 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ

วงเสวนา (จากซ้าย) ภาณุพงศ์ ชลสวัสดิ์ ตัวแทนกลุ่ม saveอโยธยา, ธรรดร กุลเกลี้ยง นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ และภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมทางการเมือง

ภาณุพงศ์ ชลสวัสดิ์ ตัวแทนกลุ่ม saveอโยธยา ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี คณะเดียวในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนการขุดค้นทางโบราณคดี แหล่งผลิตและประกอบสร้างบุคลากรป้อนกรมศิลปากร เพื่อดูแลอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานทั่วประเทศ

ภาณุพงศ์เผยว่า ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า อิน

“สำหรับคนที่เรียนโบราณคดีแล้วดูเรื่องนี้ เราอิน มันเป็นคำถามทั่วไปของคนเรียนโบราณคดีว่า ทำไมเราต้องเราต้องปกป้องสิ่งเหล่านี้ ทำไมเราต้องเอาเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ เอาความรู้ของพวกเราไปปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม มันมีค่า มีความหมาย มันมีความสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ แต่ผมมองว่าเมื่อมีการทำรถไฟฟ้าความเร็วสูง สังคมยังไม่รับรู้เรื่องราวแบบนี้ จึงตกลงกันในเครือข่ายว่า มันเป็นความตระหนักในหน้าที่” บัณฑิตโบราณคดีเล่า ก่อนลงในรายละเอียดของผลกระทบด้านหลักฐานทางโบราณคดี

“อโยธยาอยู่บริเวณทางด้านตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา ในทางท่องเที่ยวนั้นคือตลาดน้ำอโยธยา บริเวณวัดมเหยงคณ์ ซึ่งข้อมูลจากกรมศิลปกรระบุว่ามีโบราณสถานที่ตั้งอยู่บริเวณทางทิศตะวันออกอยู่ 106 ตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญอย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของชาวอยุธยาเองมีความหลากหลาย พูดง่ายๆ ว่า เสียงแตก

ภาณุพงศ์ลงพื้นที่คุยชาวบ้าน พบว่ามีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

“จากการสำรวจพื้นที่ ส่วนใหญ่มีความหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนอยากได้การพัฒนา อยากเห็นอยุธยานั้นเจริญกว่านี้ เพราะมองว่าโบราณสถานถูกผูกขาดโดยหน่วยงานราชการเท่านั้น หากไม่ได้อยู่ในความเชื่อและความศรัทธา เรื่องของคุณค่าก็ไม่มีความหมาย หากพูดถึงโบราณสถาน ชาวบ้านอาจมองเป็นเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถขายได้ มรดกทางวัฒนธรรมพวกนี้อาจไม่ได้อยู่ในสายตาของคนในพื้นที่” ตัวแทนกลุ่ม saveอโยธยากล่าว

กฎหมายตามไม่ทันโลก?
นักวิชาการขาดอาวุธสู้

ด้าน ธรรดร กุลเกลี้ยง นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกหนึ่งผู้ร่วมเสวนาบนเวที เผยว่า กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้อนกลับไปเห็นการถูกบังคับสูญหายจากการถูกทำลาย อาทิ ชุมชนป้อมมหากาฬ อนุสาวรีย์หลักสี่ และล่าสุด คือตัวเมืองอโยธยาที่กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง คนทั่วไปอาจจะมองว่าตอม่อสร้างห่างจากโบราณสถานตั้ง 2 กิโลเมตร แต่ทางมรดกโลกครอบเขตพื้นที่มันก็จะครอบคลุมตัวเมืองด้วย จึงส่งผลกระทบแน่นอน สำหรับมุมมองของชาวบ้านที่แตกต่าง ควรมีการถกเถียงกันด้วยเหตุผล

“มันต้องมีการดีเบตกันว่ามันคุ้มค่าที่จะเสียหรือไม่ ยอมรับว่า ทางภาครัฐเก่งมากที่สามารถดึงเอาความผูกพันของคนในพื้นที่ดึงออกจากโบราณสถานตรงนั้นได้ ทำให้คนบางส่วนเกิดความรู้สึกว่า ทุบไปเหอะเอารถไฟดีกว่า พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้การดึงคนออกจากพื้นที่ความทรงจำได้ แทนที่ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เมืองอโยธยาเองก็ไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร ทั้งที่มีความสำคัญ”

ธรรดรยังกล่าวถึง ความเลือดเย็น อีกหนึ่งประการ นั่นคือ อำนาจที่ทำให้นักวิชาการไม่กล้าออกมาพูด หรือหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง

“ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2563-2564 มันก็มีการเสนอให้ปรับว่า ต้องปรับตามคำแนะนำของยูเนสโก แต่ด้วยคำว่าเมกะโปรเจ็กต์ มันอาจจะมีอะไรที่เป็นลับลมคมในอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ มีคนวิจารณ์กลุ่ม saveอโยธยาว่า ทำไมตอนที่เขาจะเซ็นผ่าน ไม่ออกมาเรียกร้อง อ้าว! เราก็เป็นชาวบ้านเหมือนกัน ก็เพิ่งรู้เนี่ยว่าผ่านไปแล้ว

“เมื่อถามถึงประเด็นในเชิงกฎหมายกับพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมในไทย ธรรดรมองว่า แม้มี พ.ร.บ.โบราณสถาน แต่หลายคนวิจารณ์ว่าคร่ำครึมาก เก่ามาก ขณะที่มุมมองด้านมรดกวัฒนธรรมมันมีโลกทัศน์ใหม่ๆ แล้ว คุณค่าหรือสิ่งที่เชื่อมโยงคนมันไปไกลมากกว่าตัว
กฎเกณฑ์เดิม

“ถ้าเราอิงตามข้อกฎหมายเดิมเขาก็จะบอกว่ามีการดูเรื่องคุณค่า ซึ่งส่วนมากตัวแหล่งมรดกร่วมสมัยในกรุงเทพฯจะถูกกันออกไปก่อน บางครั้งคนรู้ว่าสถานที่นี้มีคุณค่า แต่ข้อกฎหมายไม่ให้ผ่านเกณฑ์ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นบ่อยมากในกรุงเทพฯ เช่น โรงภาพยนตร์สกาลา และศาลเจ้าแม่ทับทิม ดังนั้น การมาทบทวนกันใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้ากฎหมายไม่เคยชัดเจน นักวิชาการหรือคนที่ทำงานในด้านนี้ก็ไม่มีอาวุธที่จะเอามาทำให้มันทัดเทียมกับการพัฒนาได้อยู่ดี” ธรรดรทิ้งท้าย

เมินอยุธยา เพราะยึดติด
สุโขทัยราชธานีแห่งแรก?

อีกหนึ่งผู้ร่วมเสวนาที่หลายคนคงคุ้นเคยกับการปราศรัยทางการเมืองมากกว่าเวทีวิชาการประวัติศาสตร์ นั่นคือ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่เอื้อนเอ่ยถึงแง่มุมของ ทุนนิยม กับการอนุรักษ์

“ถ้าพูดถึงในมุมของการอนุรักษ์ก่อน โดยยังไม่พูดถึงเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ขอเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองไปเห็นเหตุการณ์จริง สัมผัสเรื่องราวของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ เราเคยถูกพูดใส่หูมาตลอดว่า เขตอุทยานแห่งชาติ ป่าจะบริสุทธิ์ได้ถ้าไม่มีคนอยู่ ซึ่งมันไม่จริงเลย เขาพยายามบอกว่าสิ่งที่อนุรักษ์ก็ควรอนุรักษ์ไว้เลย ชีวิตความเป็นอยู่ของคนก็ไปจัดการอีกทีหนึ่ง….สิ่งที่รัฐไทยพยายามทำคือการตีกรอบวัฒนธรรม ขนบ วิถีชีวิตของผู้คน

รัฐจะเป็นตัวกำหนดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นแบบนี้ถึงจะดี ซึ่งในความเป็นจริงมันสามารถทำควบคู่กันได้ในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างใหญ่ของประเทศ รวมถึงการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ อย่างกรณีอุทยานแห่งชาติ หมู่บ้านแม่คองซ้าย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีการนำกรมป่าไม้ พี่น้องชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำชนเผ่า มาเซ็นสัญญาร่วมกันว่า ต่อจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้จะไม่มาไล่ที่อีก และจะไม่ปิดล้อมชาวบ้านอีก เปิดโอกาสให้ได้ใช้ชีวิตตามวิถีของเขาเอง เป็นผู้คุ้มครองวัฒนธรรมของตัวเอง เป็นผู้ที่มีสิทธิกำหนดว่าชุมชนของเขาจะใช้วัฒนธรรมแบบไหนในการดำรงชีพ ซึ่งหมู่บ้านนี้ได้รางวัลลูกโลกสีเขียวด้วยซ้ำ

นี่คือข้อพิสูจน์ว่าพี่น้องชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนเขาไม่ได้ทำให้ภูเขาเป็นป่าหัวโล้น แต่อยู่ร่วมกับป่าได้ เขารักป่ามากกว่าคนที่อยู่ในเมืองกรุงแล้วไปบีบให้เขาออกจากพื้นที่

นี่คือกรณีใกล้กันที่ทำให้เห็นว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจหรือฝั่งนายทุนพยายามใช้เงื่อนไขมาครอบเพื่อลดทอนวัฒนธรรมทิ้ง” มายด์ ภัสราวลี ยกตัวอย่างเทียบ

จากนั้นมาถึงเรื่องของ อโยธยา ซึ่งมายด์ ภัสราวลี มองว่า มีสิ่งผูกโยงเกี่ยวเนื่องกันหลายประการ

“หนึ่งคือเรื่องของการสัมปทานที่เรารู้จักกันเป็นวงกว้าง เป็นเมกะโปรเจ็กต์ สอง คือ เรื่องการบัญญัติประวัติศาสตร์อะไรบางอย่าง ที่ต้องยึดถือไว้ หากไปเปลี่ยนมันใหม่มันอาจจะเกิดความวายป่วง

ส่วนหนึ่งที่มันเป็นข้อพิพาทกัน คิดว่านักวิชาการบางกลุ่ม นักโบราณคดีบางกลุ่ม หรือคนที่เซ็นให้ผ่าน คือ คนที่ยึดว่าสุโขทัยคือจุดเริ่มต้นของชาติไทย เขาไม่ได้สนใจอโยธยา เขาอาจจะไม่กล้าที่จะยอมรับว่ามีอโยธยา มันอาจเป็นข้อพิพาทในวงการวิชาการต่อเนื่องอีกหรือไม่” ภัสราวลีตั้งข้อสังเกต พร้อมบทวิเคราะห์เทียบเคียงกับงบกองทัพ

“มันมีทั้งคนที่อินกับการถูกช่วงชิง หรือไม่ได้อิน คิดว่าไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพวกเรา ไม่สนใจ ยอมปล่อยมันหายไป ทั้งที่มีตัวเลือก การรถไฟฯ สามารถเลือกสร้างอ้อมเมืองโบราณได้ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ โอเค มันอาจจะใช้งบมากขึ้น เมื่อสักครู่เปิดตัวเลขของงบประมาณที่จะใช้สร้าง ถ้าอ้อมจะเพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาท แต่งบกองทัพมี 2 แสนกว่าล้านนะ” มายด์ฝากไว้ให้คิด

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่า ในเมื่อเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่สร้างการพัฒนาที่ดีให้กับประเทศนี้จริงๆ กับจุดเล็กๆ ตรงนี้ที่จะคงไว้ซึ่งคุณค่าของสังคมวัฒนธรรม ทำไมไม่ทำให้ดีและไร้ซึ่งข้อครหาไปเลย?

นี่คือสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามว่าทำไมจึงเลือกละเลยส่วนนี้ ในเมื่อมีทางเลือกที่ดีให้เลือก

ทีมข่าวเฉพาะกิจ