เช็กอินแผ่นดินเชียงราย สำรวจ 3 เส้นทาง นับถอยหลัง สู่ ‘อุทยานธรณีโลก’
เชียงราย
หนึ่งในจังหวัดสำคัญทางภาคเหนือของไทย ไม่เพียงเป็นแหล่งวัฒนธรรมอันรุ่มรวย หากแต่ยังมีความสำคัญในด้านธรณีวิทยา เนื่องด้วยโลเกชั่นที่ตั้งอยู่บน ‘รอยเลื่อน’ รายล้อมด้วยภูมิทัศน์งดงามแปลกตา
ที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง พร้อมที่จะได้รับการพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ยังรอลุ้นสู่การเป็น ‘อุทยานธรณี’ (Geopark) ระดับโลก ใน พ.ศ.2568 หรืออีกเพียง 2 ปีข้างหน้า
ล่าสุด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. นำผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประเดิมสำรวจ 3 เส้นทางท่องเที่ยวอุทยานธรณี เชียงราย หวังนำไปสู่ตลาดท่องเที่ยว เป้าหมายสร้างการรับรู้ก่อนผลักดันสู่การเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศ และระดับโลกของยูเนสโก

อุทยานธรณีเชียงราย หลากหน่วยงานร่วมผลักดัน
จากบ้าน สู่เมือง จากประเทศ สู่สากล
วัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อพท. เผยว่า อพท. ได้เข้าไปดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนากิจกรรมทางการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานธรณีจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี 2562 โดยมีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อพท. และจังหวัดเชียงราย ร่วมกันเป็นหน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเตรียมความพร้อมพัฒนา อุทยานธรณีเชียงราย สู่การเป็นอุทยานธรณีระดับโลกของยูเนสโกในปี พ.ศ.2568
“อพท.ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรณี เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2563 เพื่อส่งเสริมการใช้ศักยภาพของหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัด และสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอุทยานธรณีและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามกรอบของยูเนสโก เพื่อนำประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและชุมชน โดย อพท. และกรมทรัพยากรธรณีได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาอุทยานธรณี ภายใต้บันทึกข้อตกลงร่วมกันเป็นระยะๆ รวมไปถึงร่วมขับเคลื่อนร่วมกันภายใต้คณะกรรมการอำนวยการอุทยานธรณีจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการ อพท. ร่วมเป็นรองประธานกรรมการด้วย” วัชรีกล่าวย้อนที่มา

ลุย ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’
ย้อนเหตุการณ์ 13 หมูป่า วาระแห่งโลก
ว่าแล้ว มาลุยสำรวจ 3 เส้นทาง เริ่มด้วย
เส้นทางที่ 1 ‘อัศจรรย์ธรรมชาติ ธรณีวิทยาเชียงราย’ อันประกอบด้วย ‘ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกจากกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำ
กมล คุณงามความดี พนักงานพิทักษ์ป่าแห่งอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อธิบายถึงภูมิประเทศในบริเวณดังกล่าว ว่าเป็นแบบ คาสต์ (Karst topography) กล่าวคือ การที่น้ำสามารถไหลลงสู่ใต้ดินได้ทางช่องหรือรูที่เปิดด้านบนพื้นผิวและไหลผ่านทางน้ำใต้ดินและถ้ำใต้ดินซึ่งอาจไหลไปโผล่ที่ห่างไกลออกไปทำให้เกิดเป็นน้ำพุ โดยในขณะที่ทางน้ำไหลผ่านใต้ดินอย่างต่อเนื่องนั้น ภูมิประเทศใต้ดินก็จะพัฒนาให้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ โดยบริเวณนี้จะเกิดความสัมพันธ์กับรอยแตกและรอยเลื่อนในหินปูน ซึ่งมีทิศทางหลักในทิศเหนือ ใต้ และทิศทางรองในทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จึงทำให้เทือกเขาแห่งนี้มีลักษณะคล้ายผู้หญิงนอน และภายในถ้ำได้มีการพัฒนาทางธรณีเกิดหินงอก หินย้อย และ
เสาหิน รวมทั้งรูปร่างของถ้ำหรือหลุมยุบที่มีลักษณะสวยงามแปลกตา
ส่วนเหตุการณ์ที่กลายเป็นที่โจษจันทั่วโลก เกิดขึ้นเมื่อ 23 มิถุนายน พ.ศ.2561 เด็กน้อยทีมหมูป่าอคาเดมี พร้อมโค้ช รวม 13 ชีวิต ได้ฝึกซ้อมฟุตบอลเสร็จเชิญชวนกันปั่นจักยานนำทีมไปเที่ยวถ้ำหลวง เมื่อคราวเข้าไปในถ้ำจนเวลาฟ้ามืด เจ้าหน้าที่อุทยานฯถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ออกตรวจความเรียบร้อย พบรถจักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมรถจักรยานอีก 11 คัน จอดทิ้งไว้หน้าปากถ้ำ จึงออกสำรวจพื้นที่ภายในถ้ำ และสอบถามไปยังหัวหน้าทีมฟุตบอลว่าใช่รถจักรยานและชุดกีฬาของทีมหมูป่าอคาเดมีหรือไม่ หลังจากที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของน้องๆ ทีมหมูป่าอคาเดมีจริง เจ้าหน้าที่จึงออกติดตามหาในถ้ำลึกเข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร และได้มีฝนตกหนักระดับน้ำภายในถ้ำสูง และเจ้าหน้าที่รีบกลับออกมาเพราะกลัวปริมาณน้ำจะปิดปากถ้ำและจะออกมาไม่ได้ จนเกิดเป็นข่าวดังไกลไปทั่วโลก จึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาทั้งชาวไทยและต่างชาติ นำทีมโดย ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ล่วงลับ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวมพลและพลกำลังจากในหลายหน่วยงานระดับโลก และมีประชาชนทั่วโลกติดตามค้นหา เด็กน้อยทีมหมูป่าอคาเดมี พร้อมโค้ช รวม 13 ชีวิต จนสามารถทำภารกิจครั้งนี้สำเร็จพบน้องๆ และโค้ชทั้ง 13 ชีวิต อย่างปลอดภัย ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและปลอดภัย นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2561 จนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2561 รวมระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 17 วัน 4 ชั่วโมง 29 นาที

เปิดตำนาน ‘เวียงหนองหล่ม’
ย่ำเท้าเข้ารอยเลื่อนแม่จันแห่ง ‘โยนกนคร’
เส้นทางที่ 2 มุ่งหน้า แม่สาย เชียงแสน แม่จัน เช็กโลเกชั่น รอยเลื่อนอดีตโยนกนคร สำรวจวัดป่าหมากหน่อ วัดพระธาตุดอยกู่แก้ว สู่รอยยุบตัวเวียงหนองหล่มอันปรากฏในตำนานการล่มสลายที่เชื่อว่ามาจากธรณีพิบัติภัย
เริ่มที่ ‘วัดป่าหมากหน่อ’ ตำบลจันจว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เดิมชื่อวัดหนองตุ่มคำ หมายถึง ตุ่มทอง เป็นวัดร้าง พบซากโบราณวัตถุทั้งอิฐโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้จำนวนมาก ซากพระวิหาร ซากเจดีย์ อีกทั้งพระพุทธรูป เชื่อว่าวัดแห่งนี้เป็นสถานที่แห่งเดียวในเมืองโยนกนครที่ไม่ล่มสลายจากภัยพิบัติตามตำนานเวียงหนองหล่ม
ต่อมา ในปี 2523 สามเณร บุญชุ่ม ทาแกง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในนาม ‘ครูบาบุญชุ่ม’ ธุดงค์มาถึง จึงได้บูรณะวัดกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยสร้างกุฏิกรรมฐานหลังหนึ่ง โรงครัวหลังหนึ่ง ห้องน้ำหลังหนึ่ง กระทั่งครูบาบุญชุ่ม ธุดงค์ต่อไปยังพม่า วัดจึงกลับมาร้างอีกครั้ง จากนั้น พระอาจารย์สมศักดิ์ กิติธัมโม ธุดงค์มายังวัดแห่งนี้ แล้วสร้าง พระพุทธทศพลญาณ เป็นพระประธานของวัดขึ้นองค์หนึ่ง เปลี่ยนชื่อวัดเป็น ‘วัดป่าหมากหน่อ’ จนถึงทุกวันนี้
อีกหนึ่งวัดบนเส้นทางนี้ คือ ‘วัดพระธาตุดอยกู่แก้ว’ ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ปรากฏในตำนานสิงหนวัติกุมาร ว่าในสมัยของพระเจ้าสิงหนวัติกุมาร ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรโยนกนคร พระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังบริเวณที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยกู่แก้ว ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโยนกนครได้ถวายพระเกศา บรรจุโกศฝังไว้ยังบนดอยแห่งนั้น ต่อมาในสมัยของเจ้าอชุตราช กษัตริย์แห่งโยนกนคร ได้นำพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกตาตุ่มของพระพุทธเจ้า มาประดิษฐานยังดอยแห่งนี้ และได้มีการสร้างพระธาตุครอบพระบรมสารีริกธาตุขึ้น
จากนั้น แวะ ‘พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นเวียงหนองหล่ม’ ซึ่งรวบรวมข้าวของพื้นถิ่นไว้มากมาย ไฮไลต์คือ ‘มูยาจันจว้า’ คำว่า ‘มูยา’ นั้นหมายถึง กล้องยาสูบ เครื่องใช้อันสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คน
ต่อมา ไปต่อยังจุดสำคัญ นั่นคือ ‘เวียงหนองหล่ม’ ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ อันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและนกหลากชนิด ทั้งยังเป็นแหล่งทำมาหาเลี้ยงชีพของชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่
ในทางธรณีวิทยา พื้นที่เวียงหนองหล่ม ซึ่งในพื้นที่ตั้งอยู่บน ‘รอยเลื่อนแม่จัน’ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนตามแนวระดับ มีการเลื่อนตัวไปทางซ้ายทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอดีต ส่งผลให้พื้นที่เกิดการยุบตัวลง กลายเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จึงเรียกว่า ‘หนองหล่ม’ มีความสัมพันธ์กับตำนานการล่มสลายของเมืองโยนกนคร ซึ่งมีการพบโบราณวัตถุมากมาย เน้นย้ำการเคยมีอยู่จริงของเมืองโบราณลึกลับ

มองแผ่นดิน ไทย ลาว พม่า ณ ‘บ้านผาหมี’
ชมวิถีชุมชนอาข่ากลางหุบเขา
ปิดท้ายด้วยเส้นทางที่ 3 แม่จัน แม่สาย ท่องบ้านผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีชาวอาข่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มอบความอบอุ่นใจในไมตรีและวิถีชาติพันธุ์อันเปี่ยมเสน่ห์
ชมวิวทิวทัศน์ของดอยผาหมีพร้อมจิบชามองผาหมีที่มีลักษณะเป็นรูปหมีนอนกอดตัวเองราบไปกับพื้น จึงเป็นที่มาของชื่อดอยผาหมี ซึ่งมีจุดชมวิวสูงสุด ณ บ้านผาหมีเห็นทิวทัศน์ 3 ประเทศ ทั้งไทย ลาว และพม่า
ในพื้นที่ชุมชนมีกลิ่นอายกับบรรยากาศชาวอาข่าที่ยังคงให้เรียนรู้วัฒนธรรมชีวิตอาหารท้องถิ่น ปัจจุบัน ชาวบ้านมีอาชีพปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ลิ้นจี่ และลองกอง
นับเป็น 3 เส้นทางท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่น่าเดินทางไปเยี่ยมเยือน
ชญานินทร์ ภูษาทอง

