
“มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ชื่อสุดแหวกแต่คุ้นหู น้อยคนจะรู้ที่มาเบื้องลึกเบื้องหลัง ว่าผู้ก่อตั้งคือบุคคลคนสำคัญ อย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ปัญญาชนของคนจน
แม้ลมหายใจจะสิ้น แต่ทิ้งผลงานระดับตำนาน ไม่เพียงถูกกล่าวขานถึงแง่มุมความคิดที่ถ่ายทอดสู่ปลายปากกา ชนิดจิตวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ หากแต่ยังปลุกความเป็น แอ๊กทีฟซิติเซนของคนไทย ผ่านการบุกเบิก “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ที่เปิดให้ประชาชนร่วมถกเถียงแง่มุมต่างๆ ก่อนพัฒนาเป็นเว็บไซต์ ที่รวบรวมบทความวิชาการ ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า กระจายการศึกษาให้เข้าถึงผู้คนทุกชนชั้น
เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นักประวัติศาสตร์ผู้ใกล้ชิด ‘นิธิ’ หนึ่งในนักวิชาการสังกัด ม.เที่ยงคืน บินตรงจาก ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ (มช.) ทั้ง อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ และ สายชล สัตยานุรักษ์
มาร่วมเล่าฉากอันซีน ในหัวข้อ “Book Talk: The Last Lecture: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ให้มุมมองเจาะลึกถึงผลงานชั้นครู ตลอดจนตัวตนของผู้สอนแบบให้ศิษย์ยืนบนบ่า

มหา’ลัยเที่ยงคืน ตั้งกลางวงเหล้า
ขุดความทรงจำของ อรรถจักร์ จุดเริ่มต้นของ ม.เที่ยงคืน มาจากวิธีคิด ‘กระชากพรมออกจากเท้าผู้คน’ ของอาจารย์นิธิ ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เปลี่ยนให้คน ‘คิดใหม่’ ซึ่งการครองวิธีคิดแบบนี้นำมาสู่การสร้างกลุ่มขึ้นมาอย่างน้อย 3 ช่วง คือ 1.สถาบันจักรวาลวิทยา 2.สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน และ 3.มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
โดยมีจุดเปลี่ยนคือช่วงปี พ.ศ.2530 ที่ อ.นิธิ เริ่มขยับจากการเขียนงานประวัติศาสตร์ เคลื่อนตัวเองไปสู่การทำงานกับชาวบ้าน เพื่อเชื่อมต่อคนมากขึ้น มักไปเป็นองค์ปาฐกเกี่ยวกับท้องถิ่น ช่วงนั้นจึงเน้นคลอดงานเขียนเกี่ยวกับชนบท
เป็นที่น่าสนใจว่าโมเมนต์ตอนก่อตั้ง ม.เที่ยงคืน เหล่านักวิชาการพูดคุยอะไรกันบ้าง?
“จริงๆ แล้วเกิดขึ้นในวงเบียร์ อ.นิธิ พูดว่า เราควรจะขยายความรู้นี้สู่ชาวบ้าน ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความรู้ และมหาวิทยาลัย”
“ตอนแรกเราไปขอพึ่งคนอื่นไม่ได้ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม จึงทำเอง ไม่ได้นอนทั้งคืน เราคุยกันอีกว่าต้องทำอะไรให้กว้างขึ้น จัดรายการวิทยุท้องถิ่น ช่วงเที่ยง–บ่าย 2 มียอดคนฟังเยอะพอสมควร อ.นิธิมองว่าต้องขยับไปสู่เว็บไซต์ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด” อรรถจักร์เล่าไทม์ไลน์ช่วงก่อตั้ง
อรรถจักร์ยืนยันว่าสนุก หัวข้อสนทนาก็ถูกกำหนดในวงเหล้าตรงนั้น ส่วน อ.สมเกียรติ และ อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ก็จะเริ่มฟิกซ์คน
“เริ่มจากไม่เป็นทางการก่อน เวลา 23.30 น. ไม่ถึงเที่ยงคืนก็เริ่มเมาแล้ว อยู่ละแวกหลังมหาวิทยาลัย อ.สมเกียรติ ไม่ดื่มเหล้า–สูบบุหรี่ แต่ก็อยู่กับเราได้ตลอด บรรยากาศที่สนุกสนานทำให้เราผลิตงานได้เยอะ” อรรถจักร์เล่าด้วยรอยยิ้ม
แหวกวิธีคิด พลิกจินตนาการ เปลี่ยนชาวบ้านเป็น ‘พลเมือง’
มองคุณูปการที่มีต่อสังคมไทย เริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2530 หลังจากที่ลงไปคุยกับชาวบ้าน ก็เอาความรู้นี้มาใช้ขยับสังคม อีกด้านหนึ่ง คนที่อ่านงานเขียนก็จะมองชาวบ้านอีกมุม
“อ.นิธิ คือคนสำคัญ ที่เปลี่ยนชาวบ้าน เปลี่ยนคนไม่มีสิทธิมีเสียง ให้กลายเป็นพลเมืองขึ้นมา นี่คือคุณูปการที่สำคัญ เป็นผลงานอย่างไพศาล ในการเปลี่ยนจินตนาการของคนและอัตลักษณ์ของชาวบ้าน ให้กลายเป็นพลเมือง”
อรรถจักร์กล่าวไม่เกินจริง เชื่อมั่นว่าคนที่อ่านงานของ อ.นิธิ จะกลับไปคิดต่อ อาจคิดไม่เหมือน แต่มองไปในทางเดียวกัน คือ ‘ความเสมอภาค’ มองเห็นสายสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัว เป็นผู้มีบทบาทผลักพลังการตั้งคำถาม
สำหรับสิ่งที่ อ.นิธิ ได้ทำกับ มช. คือการลงแรงอย่างหนักหน่วงเพื่อสร้างวิชาพื้นฐาน ‘สังคมและวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิชามนุษย์กับโลกสมัยใหม่’ วิชาแรกปลุกพลังวิพากษ์ทรรศนะครอบงำ ทั้งยังถูกบรรจุเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับ ป.ตรี ทั้งมหาวิทยาลัย
“วิชานี้พยายามให้เด็กตั้งคำถาม ผลักให้เด็กคิดรายงานเอง คุณต้องตั้งคำถามเอง และหาคำตอบ”
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เห็นถึงจุดเด่นคือ ความยูนีคในวิธีคิดเชิงประวัติศาสตร์ ที่มักสรุปกับตัวเองว่า ‘ความรู้คืออะไร’
“ความรู้คือสายข้อมูลปลีกๆ ที่ให้ความหมายชุดหนึ่ง การให้ความรู้ใหม่ คือต้องจัดสายความรู้ปลีกๆ ให้เกิดความรู้ใหม่ จึงทำให้ อ.นิธิ ผลักตัวเองมาสู่การเขียนเรื่องต่างๆ ลักษณะเดียวกับ มีแชล ฟูโก”
ผู้มาก่อนกาล ลงลึก ‘ประวัติศาสตร์ความรู้สึก’
“ความรู้สึกสำคัญ อาจารย์พูดถึงก่อนที่จะมีการศึกษาเรื่อง ประวัติศาสตร์ความรู้สึกของตะวันตก ประมาณ 15 ปีหลัง ฝั่งตะวันตกถึงเริ่มมีสาขา History of Emotions แต่ อ.นิธิ คิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว” อรรถจักร์ชี้ให้เห็นความมาก่อนกาล
“อำนาจสื่อท้องถิ่น, ทุนบ้านนอก, ความตายในภูมิปัญญาล้านนา, คนชายขอบ, วิทยาศาสตร์บ้านนอก, ผี, การศึกษาทางเลือก, ธุรกิจข้างถนน, ชาวเขาชาวเรา” เหล่านี้คือชื่อบทเรียนของ ม.เที่ยงคืน อยู่ทั้งบนเว็บไซต์และวิทยุท้องถิ่น
“ผมเคยถามว่า คิดอย่างไรกับสถาบันจักรวาลวิทยา อ.นิธิพูดทำนองว่า มีชีวิตอยู่เพื่อทำหน้าที่ของมัน เมื่อหมดความจำเป็นก็สลายไป ม.เที่ยงคืนก็มีสถานะอันหนึ่ง คือเชื่อมกับสังคม เปลี่ยนความหมาย เมื่อสังคมเปลี่ยน เราจะพบว่าคุณภาพบทความเปลี่ยนไป จากปี 2540 อย่างมาก
มันไปไกลกว่าเดิม ถ้ายึดจาก อ.นิธิเกิดมาก็สลาย ถ้าไม่สอดคล้อง หรือคุณไม่ทำหน้าที่อย่างที่คุณทำได้”
สถานการณ์คับขัน ‘ความท้าทาย’ ระลอกใหม่
สิ่งที่ตกผลึก ส่งต่อมาจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และยังมีบทบาทท้าทายในสังคมปัจจุบัน ยังหลงเหลืออยู่ไหม?
“เอาเข้าจริงแล้ว สังคมไทยกำลังจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง” เป็นคำย้ำชัดของอรรถจักร์
ขยายภาพหลังจากรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมา เชื่อว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมากมายกำลังจะเปลี่ยนสังคมไปอีกด้านหนึ่ง ยังหวังว่าคนในสังคมที่ได้รับอิทธิพลจาก อ.นิธิ ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม ต้องคิดให้หนักขึ้น มองให้ทะลุจากการขยายตัวของรัฐ ในด้านการบริการที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนเมื่อมีการขยายตัวของรัฐ ‘การควบคุม’ ก็จะมากขึ้นตามมา
“จากรัฐบาลนี้ไป วิธีคิดแบบ อ.นิธิ ที่จะต้องรื้อ ‘กระชากพรมออกจากตีนคน’ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่คงไม่ใช่ ม.เที่ยงคืนอีกแล้ว เป็นทุกคนในสังคม เรากำลังจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ถ้าไม่ระวังอาจจะคับขันมากสำหรับเสรีชน ก็หวังว่าวิธีคิดกระชากพรม สื่อสารกับสังคม จะไม่สลายไป และมีพลังในสังคมเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราจะต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง” อรรถจักร์เปิดใจ
แถมเกร็ดความทรงจำที่มีต่อ อ.นิธิ ยกให้เป็นผู้ใหญ่ที่กราบไหว้ได้อย่างบริสุทธิ์ใจ
“รู้สึกว่าท่านยิ่งใหญ่ ทั้งในด้านวิธีคิดและอื่นๆ สิ่งที่ท่านทำ เราพึ่งท่านได้ในแง่ปัญญา เป็นคนที่เรากราบได้ ไหว้ก็ได้”

จัดแสดงที่มติชนอคาเดมี ภายในงาน “มติชนเปิดโกดังหนังสือการเมือง” ครั้งแรก เมื่อ 30 ส.ค.-3 ก.ย.ที่ผ่านมา
ไม่ใช้คำว่าสอน ทุกคนมี ‘ความรู้’ มีคุณค่า
สำหรับ ‘สายชล’ ไม่ได้มีประสบการณ์ ม.เที่ยงคืน ในช่วงเริ่มต้น แต่มีส่วนร่วมในตอนท้ายๆ เมื่อมีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง
“ปี 2540 ลูกยังเล็ก แต่จะมีการมาประชุมที่บ้านอยู่บ่อยๆ เตรียมอาหาร เหล้าเบียร์มา สิ่งสำคัญ คิดว่าคือแถลงการณ์เพื่อที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ความไม่ถูกต้องในการเมืองและนโยบายต่างๆ พยายามเสนอ ทางเลือก ทางออก การประชุมในวงเหล้าก็จะได้แนวคิดว่าจะเขียนแถลงการณ์อย่างไร แรกๆ อ.นิธิเขียน ต่อมาเป็น อ.สมชาย ส่วน อ.สมเกียรติ ตั้งนโม ทำงานหนักมาก ที่จะมีบทความวิชาหลากหลายประมาณ 1,500 บทความ บางปีมีคนเข้าไปอ่านถึง 2 ล้านคน”
นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ชี้ว่า อ.นิธิ เห็นว่ามหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป รับใช้นายทุน อุตสาหกรรม ผลิตคนไปเป็นลูกจ้าง รับใช้รัฐ ทำลายศักยภาพความเป็นมนุษย์ จึงอยากให้มีการศึกษาทางเลือก
“ทำไมต้องเที่ยงคืน เมื่อเร็วๆ นี้ ครั้งไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล อ.นิธิได้ทราบว่า ‘เที่ยงคืน’ อาจจะถือว่าเป็นเวลาที่มืดที่สุดที่เรามองเห็น หรือจินตนาการถึงสิ่งที่เราไม่เห็นมาก่อน ตั้งคำถามในสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้ถามเลยในตอนกลางวัน
อ.นิธิบอกว่า แสงกลางวันทำให้เรามองว่าสิ่งที่เห็น เป็นจริง แต่แสงกลางคืนทำให้เราอยากมีคำตอบใหม่ ให้กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง”
สายชลบอกว่า อ.นิธิไม่ชอบใช้คำว่า ‘สอน’ เพราะมองว่า ทุกคนมีความรู้ที่มีคุณค่า เช่น ชาวนา ไม่เพียงรู้เทคนิคการทำนา แต่ยังต้องรู้เรื่องพิธีกรรม การจัดลำดับทางสังคม สิ่งที่จะใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมและความรู้ เมื่อมาอยู่ใน ม.เที่ยงคืน เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อมีคำถามใหม่และหาคำตอบของตัวเองอย่างเสมอภาค” สายชลอธิบายให้เห็นภาพ
ทั้งยังชมว่าเป็นผู้เห็นความสำคัญของการสื่อสาร เพื่อถกเถียง แลกเปลี่ยนความหมายทุกอย่างที่แวดล้อมคนไทยในปัจจุบัน ทั้งยังฉลาดในการเลือกใช้สื่อ เหตุที่ทำเว็บไซต์ ม.เที่ยงคืน เพราะตระหนักว่าสำคัญในยุคไซเบอร์
ไอดอลของ นิธิ วิชาแรก ‘ความสุข 101’
สายชลลองมานั่งนึกดู หาไม่ได้ว่ามีเรื่องไหนที่ อ.นิธิไม่เคยเขียน เพราะพูดถึงทุกอย่าง ตั้งแต่รัฐชาติ รัฐธรรมนูญ ลงมาถึงเบียร์ เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ ซึ่งสำคัญมากสำหรับการปรับตัวและจัดความสัมพันธ์กับคนโดยรอบ ทุกชนชั้น ชาติพันธุ์ ท้องถิ่น ทุกหนแห่ง ได้อย่างที่บรรลุเป้าหมายสำคัญในการทำ ม.เที่ยงคืน นั่นคือ ความสุข “วิชาแรกที่สอนคือ ‘ความสุข 101’ อะไรที่จะทำให้มีความสุขบ้าง อาจารย์ให้มองไปที่เงื่อนไข เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา หลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ว่าอะไรคือคำตอบของความสุข แต่ละคนแลกเปลี่ยนไม่ใช่เพื่อให้เชื่อคนอื่น แต่เพื่อมีคำตอบของเราเอง”
และคนอย่าง อ.นิธิ ท่านศึกษาเรื่อง ศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงสื่อทุกชนิดอย่างเข้าใจถ่องแท้ ว่ามีพลัง มีจุดอ่อนตรงไหน แล้วเลือกใช้สื่อที่จะสื่อสารได้มีประสิทธิภาพ และวงกว้างที่สุด” สายชลเปิดอีกด้าน
แล้วความสุขของ อ.นิธิ คืออะไร?
ศ.สายชลตอบทันที คำถามหนึ่งที่ อ.นิธิมักถามตัวเอง ไตร่ตรองจริงจัง คือ ‘ชีวิตที่ประเสริฐคืออะไร’ และ อ.นิธิชอบพูดถึง อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
“ท่ามกลางอำนาจเถื่อนที่ไร้ความชอบธรรมต่างๆ นานา อ.ป๋วย พูดและทำในสิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถูกต้องและกล้าหาญเสมอ อีกคนที่ศรัทธาในส่วนลึกของจิตใจ คือพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นมนุษย์อันยิ่งใหญ่ รู้จังหวะที่จะก้าวขึ้นสู่เวที และก้าวลงจากเวทีอย่างสง่างาม
ท่านเรียก อ.ป๋วย ว่าวีรบุรุษของท่าน แน่นอน อ.นิธิพูดถึงความสุขอื่นๆ ด้วย อาจารย์ฟังเพลงคลาสสิก ท่องเที่ยว ชอบทะเล ชอบเบียร์ ชอบสนทนาแลกเปลี่ยน ชอบสูบบุหรี่ สูบไปป์ อาจารย์อยากเป็นนักเขียน เรื่องแรกที่เขียนคือ ‘แด่มนุษยชาติ’” สายชลเผย
‘สอนให้ขบถ’ ไกด์ทางเลือกให้สังคม
สายชลเสริมถึงวิชาในตำนานอย่าง “สังคมและวัฒนธรรมไทย” ว่าเกิดก่อน ม.เที่ยงคืน ประมาณ 10 ปี แบ่งเป็น 3 ภาค คือ 1.ให้พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสังคม 2.ภาควิเคราะห์ 3.ทางเลือกของความเปลี่ยนแปลง
“มีนักศึกษามาถามว่า วิชานี้มีจุดมุ่งหมายอะไร ดิฉันตอบทันที ‘เพื่อให้คุณขบถ’ วิชาสังคมและวัฒนธรรมไทย ของ อ.นิธิ ประกอบด้วยประชาชน ชาวบ้าน ที่มีอัตลักษณ์ใหม่ มีภูมิปัญญา สามารถพึ่งตนเอง มีวัฒนธรรมที่รับใช้ชีวิตและสังคมของเขา และในภาคที่ 3 ทางเลือกของความเปลี่ยนแปลง คือในเมืองไทยมีการเคยเสนอทางเลือกอะไรบ้าง ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทย พ้นไปจากพัฒนาการมนุษย์ แนวเดียว
สังคมไทยไม่จำเป็นต้องมีทางเลือกเดียว และงานของ อ.นิธิ คือการมอบทางเลือกให้พิจารณา เพื่อต่อคุณเอง และสังคม”
ที่ประทับใจคือ ‘วิธีวิทยา’ ในการถามและตอบ ไม่ได้ใช้แค่เหตุผล แต่ใช้จินตนาการสัมพันธ์ เชื่อมโยงซับซ้อน เพื่อเข้าใจมนุษย์ และลักษณะเฉพาะของคนในสังคม
“อาจารย์บอกว่าต้องใช้ความรู้สึกด้วย จะทำให้เราตั้งคำถามที่ดี และเข้าใจอดีต เข้าใจคน งาน อ.นิธิไม่ได้ดูแค่บริบท เพราะการจะเห็นภาพซับซ้อน เราจะต้องเห็นบุคคลซึ่งเป็นมนุษย์ด้วย ดังนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นมนุษย์ เป็นหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นผู้นำ พ่อค้า หลายบทบาท คือสิ่งที่ อ.นิธิทิ้งไว้ เพื่อชีวิต ต้องไม่ลืมส่วนอารมณ์ความรู้สึก” นักประวัติศาสตร์ย้ำ
การศึกษาไม่ผูกขาด ยึด ‘บรมธรรม’ มุ่งสู่ความจริง
แม้ ม.เที่ยงคืน ไม่ได้มีบทบาทมากเท่าเมื่อก่อน แต่ ‘สายชล’ คิดว่าสื่อใหม่ กลับทำให้คนมีทางเลือกในการแสวงหาความรู้มากขึ้นไปอีก
“มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นเหมือนจุดเริ่มต้น อาจจะมีบทบาทเด่นในช่วงหลังผ่าน ‘แถลงการณ์’ ที่ยังมีผลสะเทือนในสังคมอยู่ แต่การแลกเปลี่ยนถกเถียง เกิดขึ้นบนพื้นที่สื่อมากมาย จึงถึงเวลาที่คนทำมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เลือกทำอย่างอื่น”
ตะกอนที่ตกผลึก คือเรื่อง ‘การศึกษานอกระบบ’ หรือการศึกษาทางเลือก ที่ อ.นิธิให้ความสำคัญมาก ว่าการศึกษาควรจะมีหลากหลายมากกว่านี้ ให้คนหลากหลายกลุ่ม สามารถนำเสนอวิธีคิดและวัฒนธรรมของตัวเอง
“หลายสิ่งในสังคมไทย มาจากอำนาจของผู้ชาย ในการขึ้นมานำเสนอความรู้ ควรจะให้โอกาสคนอื่นๆ หลากหลายเพศ สถานภาพ ชนชั้น เพื่อทบทวนตัวเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเห็นกันอย่างเป็นมนุษย์ ที่มีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนแอ มีความโง่ ฉลาด เพื่อที่จะมีความสุขร่วมกัน” สายชลชวนคิด
ทิ้งท้ายด้วยความทรงจำที่มีต่อ อ.นิธิ ว่าประทับใจหลายเรื่อง ทำให้ตัวเองพยายามที่จะเป็นคนที่ดีขึ้น ด้วยการมีชีวิตอยู่โดยไม่ลืม ‘บรมธรรม’ ที่ อ.นิธิบอกว่าไม่จำเป็นต้องหาจากศาสนา
“ถ้าเรามุ่งไปสู่ความจริง แม้จะไปไม่ถึงความจริง แต่มันจะนำเราไปสู่การเข้าใกล้สัจธรรม ในที่สุดแล้วสัจธรรม หรือ ‘บรมธรรม’ เป็นอุดมคติที่อาจจะไปไม่ถึง แต่จะทำให้ชีวิตเราสงบขึ้น
การเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมก็สำคัญ ทำให้เราปรับตัวได้ แต่บรมธรรม ทำให้เรามีชีวิตอย่างเข้าใจ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้”
อธิษฐาน จันทร์กลม
