เบื้องหลัง ระหว่างบรรทัด ‘ปากไก่และใบเรือ’ ฉบับฟ้าเดียวกัน จากปากคำ ธนาพล อิ๋วสกุล

10.09.23 | 13:32 น.

“สําหรับผม อ.นิธิ ก็เหมือนหลายๆ คนที่รู้สึกว่าเราต้องพูด เราต้องพิมพ์งาน มันมีความเคี่ยว มีความหลากหลายเข้ามาผสม ไม่อย่างนั้นผลิตงานไม่ได้

ขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนอะไรตั้งเยอะแยะให้คนวิจารณ์”

คือคำกล่าวจากใจอย่างตรงไปตรงมา สไตล์ ธนาพล อิ๋วสกุล ผู้บริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อเอ่ยรำลึกถึง ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปราชญ์แห่งยุคสมัยผู้ล่วงลับ

บนเวที Special Book Talk งาน ‘เปิดโกดังหนังสือการเมือง’ ครั้งแรก ณ มติชนอคาเดมี ในหัวข้อ ‘กว่าจะเป็นปากไก่และใบเรือ ฉบับฟ้าเดียวกัน’

ฉบับที่กล่าวขานว่า ‘มาตรฐานที่สุด’ ในปัจจุบัน

Advertisement

“อยากให้เป็นอย่างนั้น คนทำอยากให้เป็น ส่วนจะเป็นหรือไม่ อยู่ที่คนอ่าน” หัวเรือใหญ่แห่งฟ้าเดียวกันถ่อมตนพอประมาณ เมื่อเอ่ยถึงหนึ่งในผลงานอมตะของปัญญาชนคนสำคัญของไทย ว่าด้วยวรรณกรรม วัฒนธรรมกระฎุมพี และการค้ายุคต้นรัตนโกสินทร์

ขณะที่ยังคงยืนยันการรำลึกแบบไม่ฟูมฟาย ซ้ำยังกล้าหาญในการวิพากษ์

“สำหรับผม อ.นิธิอ่านได้หลายแบบ แล้วก็ไม่ได้คงเส้นคงวา แม้กระทั่งในหนังสือ ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียน และอนุสาวรีย์ ยังเขียนขัดกันเองเลย”

สำหรับความโดดเด่นของ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ นั้น ธนาพลมองว่าคือความสามารถ ใช้ทั้งวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์

“พูดง่ายๆ คือสามารถใช้เครื่องมือฝรั่ง และใช้เนื้อหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วย”

จากนี้ คือปากคำของบรรณาธิการสำนักพิมพ์ที่กล้าหาญเผยแพร่ผลงานมากมายในประเด็น ‘แหลมคม’ แห่งยุคสมัย

⦁รู้จักหนังสือปากไก่และใบเรือเมื่อไหร่ และเข้าใจหนังสือในมุมมองไหน?

ตอนเรียนไม่ได้อ่านงานวิชาการเลย มาเริ่มอ่านตอนเรียนจบแล้ว จากประสบการณ์เป็นผู้ช่วยนักวิจัย เขาจ้างอ่านหนังสือ ค้นข้อมูล ก็ต้องอ่านอะไรแบบนี้

⦁สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ไม่ค่อยมีหนังสือประวัติศาสตร์ แนว Pre-Modern Thai History แต่ทำไมถึงเลือกตีพิมพ์เล่มนี้?

ตอนที่ทำ เป็นโครงการที่เรียกว่า ‘สยามพากษ์’ คือจะเอาหนังสือที่คิดว่าเป็นหมุดหมายของไทยศึกษา เอาง่ายๆ ว่าเป็นเล่มสำคัญที่จะต้องอ่าน หรือสร้างความรู้ใหม่ คิดว่าจะทำให้เป็นฉบับสมบูรณ์ ในความหมายว่า หลายๆ เล่มทั้งพิมพ์ใหม่ พิมพ์เก่า เอามาทำเป็นฉบับสมบูรณ์ ให้พอใจทั้งสำนักพิมพ์และคนเขียน ผมคิดว่าโปรเจ็กต์นี้มันเริ่มมาตั้งแต่ การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ปากไก่และใบเรือ นิธิ เอียวศรีวงศ์ รวมถึงงานของ ประจักษ์ ก้องกีรติ, กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ณัฐพล ใจจริง

‘ปากไก่และใบเรือ’ เป็นงานชิ้นสำคัญ ซึ่งผมคิดว่าใช้เวลา 4-5 ปีในการทำด้วยซ้ำ จากการไปไล่เช็กต้นฉบับ เอาง่ายๆ คือเดินตามที่ อ.คริส เบเคอร์ เคยทำ

ผมลองคิดว่า ถ้าทำนิทรรศการ อ.นิธิ ผมจะทำแบบไหน ? ก็จะเอาหนังสือ ‘ปากไก่และใบเรือ’ ขึ้นมาเล่าเรื่อง มาพล็อตจุดเริ่ม-จุดจบ หลักๆ ใช้งานของ อ.คริส เบเคอร์ พิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษ ชื่อว่า Pen & Sali: Literature and History in Early Bangkok ที่พิมพ์ปี 2548 แล้วก็เอามาแปลลงในฟ้าเดียวกัน ปี 2555 คือ ประวัติศาสตร์หลัง 6 ตุลา: การตอบรับของสังคมไทยต่อปากไก่และใบเรือ ของนิธิ เอียวศรีวงศ์

อย่างที่ 2 คืองานของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ‘การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอดีต ประวัติศาสตร์ใหม่ในประเทศไทยหลัง 14 ตุลาคม’ และงานของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เอาง่ายๆ คือเป็นการย่นย่อให้เราเข้าใจ ส่วนเราอ่านแล้วเชื่อ หรือมาตีความอีกทีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเริ่มต้นจาก อ.คริส เบเคอร์ ที่ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พูดถึงงาน ‘สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พ.ศ.2525’ ที่พูดถึงสัมมนาครั้งใหญ่ของนักวิชาการไทย เป็นงานชิ้นใหญ่ จริงๆ พูดถึงตั้งแต่ปี 2548 ผ่านมา 25 ปีคนยังจำได้ ตอนนี้ 2566 เกือบ 40 ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่ามีงานไม่กี่ชิ้นที่สำคัญแล้วคนพูดถึง

ความสำคัญต่อมา คือปี 2527 หนังสือ ‘ปากไก่และใบเรือ’ พิมพ์โดย อมรินทร์การพิมพ์ ซึ่งเป็นการรวมความเรียงของอาจารย์นิธิ ที่มีอยู่ 5 ชิ้น โดยชิ้นหลักๆ เรียงตามเวลาคือ วัฒนธรรมกระฎุมพีกับวรรณกรรมต้นรัตนโกสิทร์, โลกของนางนพมาศ, สุนทรภู่ : มหากวีกระฎุมพี, พระปฐมสมโพธิกถากับความเคลื่อนไหวทางศาสนาในต้นรัตนโกสินทร์, อันเนื่องมาจากมหาชาติเมืองเพชร ซึ่งรวมเป็นหนังสือปากไก่และใบเรือ ในปี 2527

รูปหน้าปกหนังสือฉบับฟ้าเดียวกัน เป็นรูปหน้าบัน วัดนางชี เป็นรูปเรือใบที่สะท้อนสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อไปดู ก็สวยจริงๆ

⦁ปัจจุบัน ‘ปากไก่และใบเรือ’ ยังจำเป็น หรือสะท้อนสังคมไทยอยู่หรือไม่?

ผมคิดว่างานวิชาการมันอ่านได้หลายแบบ คืออ่านแบบวรรณกรรมก็ได้ ถ้าสรุปจาก อ.นิธิ คือ วัฒนธรรมกระฎุมพี ชนชั้นกลางไทย โตขึ้นมาไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมของตัวเองได้ ต้องอิงกับวัฒนธรรมราชสำนัก ดังนั้นกระฎุมพีไทยเลยไม่หลุดจากวัฒนธรรมราชสำนัก จึงไม่สามารถไปให้สุด มันสามารถตีความได้ หรือคุณจะตีความเอาแค่วิธีการอ่านสุนทรภู่ก็ได้ ทุกคนมันมีวิธีการอ่าน และผมคิดว่าความรุ่มรวยของงานคลาสสิกก็คือ อ่านได้ไม่จำกัดเวลา ตีความได้หลากหลาย สามารถตีความก่อนและหลังสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้

แม้กระทั่งคุณอ่านแล้วตีความกระฎุมพีไทย หลัง 14 พฤษภาคม หลังเลือกตั้งที่หลายคนเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยน คุณอาจจะตีความกระฎุมพีไทยอีกแบบหนึ่งเลยก็ได้ ว่ามันได้แสดงพลังอะไรอย่างไร

หนังสือปากไก่และใบเรือ ให้ความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ที่ใช้วรรณกรรม อ.นิธิเอาพวกกลอนต่างๆ มาจากในห้องเรียน เช่น กลอนของสุทรภู่ “…ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก…” การที่ อ.นิธิเอากลอนเหล่านี้จากห้องเรียนมาตีความ นี่คือความมหัศจรรย์ของนักเรียนอักษรศาสตร์ ของอาจารย์นิธิที่มีอยู่ ดังนั้น หนังสือปากไก่และใบเรือ ยังมีความน่าสนใจและเปิดโอกาสให้มีการตีความต่างๆ ของต้นรัตนโกสินทร์ หรือแม้แต่หนังสือเล่มนี้พาไปตีความถึงประวัติศาสตร์ปลายอยุธยา

⦁ปากไก่และใบเรือ ฉบับฟ้าเดียวกัน เคลมว่าเป็นฉบับที่มาตรฐานที่สุดในปัจจุบัน?

อยากให้เป็นอย่างนั้น คนทำอยากให้เป็น ส่วนคนอ่านจะเป็นหรือไม่ อยู่ที่คนอ่าน

⦁จากการสืบค้นบริบททางชีวิต ทางสังคมและการเมือง เพื่อที่จะเข้าใจ อ.นิธิ ได้ผลอย่างไรบ้าง?

ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ อย่างที่ทราบว่า อ.นิธิเกิดปี 2483 เรียน ร.ร.อัสสัมชัญ เข้าเรียนต่อที่อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2504-2509 ซึ่งในบริบทตอนนั้น ยักษ์ใหญ่สุดด้านประวัติศาสตร์ไทย คือ ประวัติศาสตร์แบบสกุลกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีอยู่ 4 หลัก คือ 1.ประวัติศาสตร์ของวีรบุรุษ-วีรสตรี 2.ประวัติศาสตร์ของรัฐอุดมคติ ซึ่งมุ่งสนใจสุโขทัย 3.การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกับตะวันตกอย่างคับแคบ คือมองฝรั่งแต่ไม่มองเพื่อนบ้าน 4.มองประวัติศาสตร์เป็นแค่เครื่องมือ หรือประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อสร้างชาติ นี่คือสิ่งที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ไทยในตอนนั้น

เมื่อพูดถึงความทรงจำของ อ.นิธิเอง ที่พูดถึงอาจารย์ 3 ท่านของท่าน คือ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล คนนี้ถ้าใครอ่านประวัติของ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นคนสำคัญในเหตุการณ์โยนบกด้วย ซึ่งตอนสอนท่านเอาหนังสือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มา 1 เล่มในแต่ละชั่วโมง และท่านพูดตามหนังสือนั้นประโยคต่อประโยคไปเรื่อยๆ คนที่สอง คือ ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี ยกงานประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่ก็มีลักษณะวิเคราะห์ เหมือนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทุกอย่าง

คนที่สาม คือ หม่อมเจ้าทองฑีฆายุ ทองใหญ่ ซึ่ง อ.นิธิไม่เคยได้ศึกษา แต่ได้อ่านเลคเชอร์ประวัติศาสตร์สยาม ปรากฏว่าพระนิพนธ์เรื่องนี้ ลอกพระนิพนธ์เรื่องต่างๆ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยเฉพาะเรื่อง ไทยรบพม่า เขียนในบทความ สกุลดำรงราชานุภาพอีกที ลงในศิลปวัฒนธรรม 2524 คือบรรยากาศที่ อ.นิธิเจอในตอนนั้น

ส่วนผลงานสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปี 2512 คือ บทความ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับ อาร์โนลด์ ทอยน์บี เป็นบทความที่มีเชิงอรรถมากกว่าเนื้อหา

ด้านปฏิกิริยาของ อ.ขจร สุขพานิช เขียนถึง อ.นิธิว่า เมื่อใดที่คุณนิธิพยายาม (เขียนงานประวัติศาสตร์) ด้วยตนเองแล้ว ก็จะพบว่ามันยากลำบากเพียงใด และ อ.นิธิก็ตอบในช่วงหลังว่า ไม่มีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของกรมพระยาดำรงฯ แต่จะให้มาสยบยอมกัน ผมว่ามันเกินไป

•ไทม์ไลน์นิธิ จาก ‘ชาตินิยมทางไกล’ สู่ ปากไก่และใบเรือ?

ถ้าเราไล่ไทม์ไลน์ของ อ.นิธิ เข้าเรียนที่จุฬาฯ 2504 เรียนจบในปี 2509 แล้วไปเป็นอาจารย์ที่เชียงใหม่ และช่วงปี 2514-2519 ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น อ.นิธิไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นพวกที่เรียกว่า ‘ชาตินิยมทางไกล’ ติดตามอยู่ไกลๆ มีความอยากรู้อยากเห็น เหมือนคนทั่วโลกที่ติดตามเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ แต่ 14 ตุลาฯ นอกจากเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงเรื่องภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ไทย อย่างยิ่งใหญ่

โดยงานของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล บอกว่า การลุกฮือประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นการทั้งปฏิวัติการเมืองและทางปัญญา ได้สั่นคลอนกระบวนทัศน์ทางประวัติศาสตร์ การศึกษาประวัติศาสตร์กลายมาเป็นศูนย์กลางของความสนใจทางปัญญาสำหรับทุกสาขาวิชา รวมทั้งเป็นสังเวียนของการต่อสู้แข่งขันทางอุดมการณ์ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมาก ความรู้เกี่ยวกับอดีตในขนบแบบเดิมๆ ถูกท้าทายและล้มล้างไป จึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับอดีตในแบบใหม่ๆ

ช่วงนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อยู่ๆ หนังสือประวัติศาสตร์ก็ท่วมตลาด อยู่ๆ จำนวนนักเรียนประวัติศาสตร์ ป.โท ก็มีเยอะแยะไปหมด รวมทั้งหลังจากนั้นไม่นาน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ น่าจะช่วงปี 2518-2519 มีการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในแบบใหม่ เริ่มหลัง 14 ตุลาฯ ในช่วงนั้นถ้าเราเห็น อ.นิธิไปโตเมืองนอก โดยบอกให้คุณสุพจน์ แจ้งเร็ว (บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรมคนปัจจุบัน) ให้ไปเรียนเมืองนอก เหตุผลคือ ‘ถ้าคุณไปอยู่ที่ไกลๆ มองกลับมาประเทศไทย คุณจะเห็นมุมมองใหม่ๆ’ สิ่งที่ อ.นิธิแนะนำคุณสุพจน์ ก็น่าจะเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของ อ.นิธิเอง ช่วงที่ได้ไปอยู่เมืองนอก และกลับมาอยู่เมืองไทย มองเมืองไทยด้วยสายตาใหม่ๆ ด้วยคำถามใหม่ๆ

จนกลายมาเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก Fiction as History : A Study of Pre-war Indonesian Novels and Novelists เป็นการศึกษาชาตินิยมในอินโดนีเซีย ผ่านวรรณกรรม หลายคนก็วิเคราะห์ว่า ด้วยวิธีวิทยาที่ฝึกฝนมาแบบนี้นี่เอง ที่ อ.นิธินำมาใช้ศึกษา ‘ปากไก่และใบเรือ’ ในอนาคต คือมองปรากฏการณ์หลายอย่าง โดยใช้วรรณกรรมเป็นเครื่องมือในการศึกษาสังคมไทย

อ.นิธิกลับมาต้นปี 1976 แล้วก็เกิด 6 ตุลาฯ 2519 เกิดแล้วยังไง? ผมว่ามันมี 2-3 อย่าง สำหรับนักวิชาการ ผมเคยฟัง อ.นิธิ ที่ไปพูดในงาน จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่าศิลปินและปัญญาชนหลัง 2500 ยุคหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาเบ็ดเสร็จ มีทางเลือกอยู่ 3 อย่างคือ 1.เข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 2.เป็นศิลปินพวกสายลมแสงแดดไปเลย 3.อยู่ในระบบ

แต่อาจารย์บอก ‘เป็นกระฎุมพี ผมไม่ลำบากแน่นอน’ ดังนั้นตัดช้อยส์เข้าป่าไปได้เลย ผมยังอยากกินอาหารอร่อย (หัวเราะ) ผมคิดว่าในแง่ของนักวิชาการ มีเพียงปากกาเป็นอาวุธ หลัง 6 ตุลาฯ คนที่มีปฏิกิริยาแรกสุดคือ อ.เบ็น แอนเดอร์สัน ที่ชวนนักวิชาการไทยศึกษา เขียนจดหมายประท้วงรัฐไทย แต่ปรากฏว่าไม่มีนักวิชาการฝรั่งไทยศึกษา มาลงชื่อเลย มีแค่นักวิชาการ 3 คน อ.เบ็นจึงผลิตงานสำคัญ 2 ชิ้น คือ Withdrawal Symptoms บ้านเมืองเราลงแดง (1977) และ The State of Thai Studies ศึกษารัฐไทยวิพากษ์ไทยศึกษา (1979)ที่มีวาระทางการเมือง หลักๆ คือด่านักวิชาการฝรั่งที่ศึกษาแบบเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายขวา

•แล้ว อ.นิธิทำอะไร?

อ.นิธิทำอะไรในทศวรรษ 2520 กล่าวคือ หลักๆ เริ่มจากงานแปล ปี 2521-2522 เรื่อง ‘ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา’ ถ้าเป็นโปรเจ็กต์ ‘ปากไก่และใบเรือ’ ปี 2523-2525 ปี 2529 เขียนงาน ‘การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี’ จะเห็นว่าทศวรรษนี้เป็นงานชิ้นใหญ่ๆ และหลังจากขึ้นทศวรรษ 2530 จะเป็นอีกแบบ ซึ่งมีคนแบ่งงาน อ.นิธิ เป็น 3 ไซซ์ คือไซซ์ S บทความรายวัน ไซซ์ M บทความที่ลงในศิลปวัฒนธรรม ไซซ์ L ชิ้นปากไก่และใบเรือ และการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ทำให้เราเห็นภาพภารกิจทางประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ

หนังสือที่อ่านชื่อแล้วงง ‘ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา’ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร พูดง่ายๆ ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ใครชนะก็โม้ๆ ไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ อ.นิธิโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในยุคนั้น คือสามารถใช้ทั้งวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์นิพนธ์ พูดง่ายๆ คือสามารถใช้เครื่องมือฝรั่ง และใช้เนื้อหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วย ทำให้แตกต่างแม้กระทั่ง จิตร ภูมิศักดิ์ ลูกศิษย์ที่จะเดินตาม อ.นิธิได้ คือต้องมีทั้งวิธีวิทยาและข้อมูล

•การปิดสวิตช์ ประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชานุภาพ?

ในปี 2522 มีปาฐกถาของ สมาคมประวัติศาสตร์ฯ ถ้าย้อนไป 10 ปีก่อนหน้านั้นมี ‘ความทรงจำในจุฬาฯ’ และ ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ อาจารย์นิธิสู้กับสกุลดำรงราชานุภาพ ตอนนั้น อ.นิธิอายุ 39 ปี ความท่อนหนึ่งว่า

“สำหรับผู้ที่มีความรักชาติอย่างแรงกล้าที่พร้อมจะอุทิศ ทั้งทรัพย์ ชีวิตและวิญญาณ แก่ชาติ ก็น่าสำนึกได้แล้วว่า ความเป็นรัฐประชาชาติของไทยในปัจจุบัน เข้มแข็งพอที่จะไม่ต้องสร้างประวัติศาสตร์มาค้ำชูแล้ว สมัยหนึ่งประวัติศาสตร์ถูกบรรจุในหลักสูตรก็เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอดีต ของประชาชนไทย ในบัดนี้ เราไม่จำเป็นรื้อข้อดีที่จะเอาประวัติศาสตร์มารับใช้ชาติอีกต่อไป อีกทั้งยังเห็นว่าประวัติศาสตร์ไทยที่มองจากชาติเช่นนี้ ย่อมเป็นผลบิดเบือนความจริงไปมาก”

นี่คือปาฐกถาในสมาคมประวัติศาสตร์ หลังจากที่มีบทความ ‘วัฒนธรรมกระฎุมพี’ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บอกว่า อ.นิธิสามารถเป็นตัวแทนของยุคสมัย จากผลงานความโดดเด่นที่เกิดขึ้น ซึ่งงานที่ดี จำเป็นต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ ในช่วงนั้นมีการวิจารณ์ 108 ความรุ่มรวยของงานที่ใหญ่คือ ย่อมมีคนวิจารณ์

•หนังสือการเมืองชัดๆ เน้นตีความฉีก พรีเซ็นต์ความจริง?

งานต่อมาคือ ‘หนังสือการเมือง’ ของนิธิ เรียกว่าการเมืองชัดๆ ทั้ง ‘การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์’ และ ‘การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี’ ก็มีคนตั้งคำถามว่า ยังไม่มีประเทศไทย ทำไมใช้คำว่า ‘การเมืองไทย’ เอาง่ายๆ ก็เหมือนตัวละครทางการเมือง เป็นผู้แสดงทางการเมือง ไม่ได้เป็นผู้สูงส่ง มีทั้งผลประโยชน์ส่วนตน กิเลสตัณหา ความผิดพลาด เยอะไปหมด

อ.นิธิไปพรีเซ็นต์ความจริงเรื่องพระนารายณ์ ถึงถิ่น จ.ลพบุรี มีคนบอกว่าทหารไม่พอใจมาก เพราะเป็นภาพการมีกุศโลบายเรื่องการต่างประเทศ การดึงฝรั่งมาทำพันธมิตร ค้าขายกัน การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ของ อ.นิธิ ก็คือสู้กับขุนนาง (การเมืองภายใน) สู้ไม่ได้ก็ไปเอาฝรั่งมาเป็นพวก

•ขายดี ไม่มีเสียงวิจารณ์?

อ.นิธิบอกว่าหนังสือ ‘กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย’ ก็ขายดีนะ แต่ไม่มีใครพูดถึงเลย เมื่อเทียบกับหนังสือชุดปากไก่และใบเรือ ทศวรรษ 2520 คนจับผิดเยอะไปหมด แต่เรื่องพระเจ้าตากไม่เห็นมาจับผิดเลย แล้วก็มี อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ในวารสาร ‘อ่าน’ ฉบับแรก ก็ยิ่งตอกย้ำว่านี่ความล้มเหลวของ ‘วัฒนธรรมวิจารณ์’ ของไทยเอง หนังสือที่สำคัญขนาดนี้ยังไม่มีการวิจารณ์เลย เป็นไปได้อย่างไร ผมลองทำไทม์ไลน์ให้ดูว่า หนังสือไซซ์ L จำนวนการพิมพ์ในรอบ 40 ปี เรื่องปากไก่และใบเรือ พิมพ์ 4 ครั้ง ส่วนพระเจ้าตากสิน 15 ครั้ง ต่างกัน3-4 เท่า

•ข้อเสนอ ‘รวมงานเขียน’ ให้เป็นอนุสาวรีย์ของปัญญาชน?

หลังจากที่ อ.นิธิหงุดหงิดกับจุฬาฯ มาตั้งแต่ปี 2504 ในปี 2563 เกิดปรากฏการณ์ยุบพรรคอนาคตใหม่ และการเกิดขึ้นของขบวนการเยาวชน มีกรณีหนึ่งคือ คลิปวันที่ 25 ก.พ.2563 อ.นิธิอ่านกลอน ‘เราขอสู้ในนามจามจุรี’ มอบให้กับผู้ที่ไม่เคยมีความภาคภูมิใจในโรงเรียนเก่าของตัวเอง

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนใกล้ฝั่ง ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมรู้สึกภาคภูมิใจกับการเป็นนิสิต ศิษย์เก่าจุฬาฯ เท่าวันนี้ ไม่เคยรู้สึกภาคภูมิใจในโรงเรียนตัวเอง กระทั่งได้อ่านกลอนที่ชื่อว่า ‘เราขอสู้ในนามจามจุรี’”

เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว 2-3 สัปดาห์ หลังจาก อ.นิธิเสียชีวิต เรากำลังพูดถึงคนรุ่นเรา ที่เข้ามหาวิทยาลัยหลัง 2535-2540 เรียกว่าโตมากับงานของ อ.นิธิ งานไซซ์ M มันมีอิทธิพล อย่างที่คุณชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เคยหยิบยกเล่ม ‘ปากไก่และใบเรือ’ และบทความที่เป็นที่ถูกพูดถึงเยอะมาก คือ ‘รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย’ นอกจากบทความ อ.นิธิ ที่เรียกว่าเขียนดีแล้ว คำนำเสนอของ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ก็ยิ่งทำให้เราฉุกคิดว่า ‘ฝ่ายขวาก็พูดอย่างนี้ได้’ หมายความถึง บทบาทของสิ่งที่เรียกว่าปัญญาชนกับสังคม กล่าวคืองานของ อ.นิธิ ไม่ได้กว้างถึงขนาดว่าต่อให้ป๊อปอย่างไร เขียนบทความรายวัน อ.นิธิก็ไม่ใช่ ‘ซูม’ สมชาย กรุสวนสมบัติ ที่เขียนบทความในไทยรัฐ ที่คนจะอ่านเยอะมาก แต่สิ่งสำคัญของ อ.นิธิ คือการเขียนไปให้เกาะกุมคนจำนวนหนึ่ง แล้วคนจำนวนนั้นมีหน้าที่ไปขยายผล เป็นกระบอกเสียงอีกครั้ง ถ้ายกตัวอย่างผมคิดว่า รุ่น อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่โตมา แถลงการณ์หลายอย่างที่วิจารณ์รัฐบาล วิจารณ์รัฐธรรมนูญและข้อเสนอ หลายอย่างก็มาจากการอ่านข้อเขียนเหล่านี้ของ อ.นิธิ

อีกประการ งานไซซ์ M ไม่เหมือนไซซ์ L ที่เป็นหนังสือเล่ม แต่ไซซ์ M และ S เป็นงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร หน้าที่นี้คือต้องมีคนรวบรวมและมีคำนำเสนอ รวมทั้งอาจจะมีดีเบต หลายชิ้นอย่าง ‘กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ’ อ.นิธิเขียนเพราะว่าไปดีเบตกับคุณวิมล วงศ์พิพัฒน์ ผมอยากอ่านต้นฉบับว่าเขาเถียงกันขนาดไหน หรืออย่างบทความเรื่อง ‘ภาษามาตรฐานกับการเมือง’ เขียนเสร็จ อ.ปรีชา ช้างขวัญยืน เขียนตอบแบบถ้าอ่าน พ.ศ.นี้คือ เฮ้ย! ด่ากันขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) แล้ว อ.นิธิก็เขียนตอบ ซึ่งเล่มนี้ 30-40 ปีแล้ว ผมเสนอว่าถ้ามีสำนักพิมพ์ไหนสนใจรวมงาน อ.นิธิ ฉบับสมบูรณ์มาจัดหมวดหมู่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับผมถือเป็นอนุสาวรีย์ที่ดีที่สุดของปัญญาชน

•มีข้อสังเกตว่าในแต่ละช่วงสมัยของ อ.นิธิ บทความต่างๆ เกิดขึ้นจากพีเรียดนั้นๆ หรือเปล่า อย่างเช่นช่วงปี 2520?

สำหรับผม อ.นิธิ อ่านได้หลายแบบ แล้วก็ไม่ได้คงเส้นคงวา แม้กระทั่งในหนังสือ ‘ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียน และอนุสาวรีย์’ อ.นิธิยังเขียนขัดกันเองเลย เรื่องแบบเรียน บอกว่า แบบเรียนโอ้โห! มันใหญ่มากอะไรมาก รัฐมันคุมได้หมด อีกบทความ ทำไมรัฐไทยมันห่วยอย่างนี้ อ้าว! แล้วทำไมเอามารวมเล่มเดียวกันได้? แต่สำหรับผมมันก็อ่านได้

ผมฟัง อ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ พูดถึง อ.นิธิ ที่เอาจริงๆ เหมือนมาจากนอกโลก (หัวเราะ) ก็คือ อ.นิธิไม่ปฏิสัมพันธ์กับฝรั่งเลย แต่ผมกำลังคิดว่าถ้ากลับไปมองงานของ อ.นิธิ สำหรับผม ด้วยวิธีวิทยา คือฝรั่งมากๆ ใช้ประวัติศาสตร์นิพนธ์ แล้วก็ให้ความสำคัญกับหนังสือแปลมาก ถ้าเราไล่ดู ตั้งแต่หนังสือ ‘งานศพให้แม่’ ‘พุทธศาสนา’ รวมทั้งงานชิ้นหลังๆ

นักประวัติศาสตร์ฝรั่งนอกจาก อ.เบ็น แอนเดอร์สัน ที่ อ.นิธิอ้างถึงบ่อยๆ คนเอามาคือ เอริค ฮอบส์บาวม์ ผมก็ลองไปเสิร์ชในมติชนสุดสัปดาห์ 10 ชิ้นเป็นอย่างน้อย ที่ อ.นิธิพูดเรื่องประวัติศาสตร์ไทย แล้วอ้าง เอริค ฮอบส์บาวม์

เอามาอธิบายว่า ทำไมประวัติศาสตร์ปฏิวัติ 2475 มันไม่ลงร่องกัน ทำไมปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วก็มีหนังสือแปลหลายอัน รวมทั้งมีอะไรที่ อ.นิธิฝากฝังไว้ด้วยแต่ยังไม่เสร็จ คือหนังสือของ โฮเวิร์ด ซินน์ ประวัติศาสตร์อเมริกาฉบับประชาชน อ.นิธิก็เสนอไปทางมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ ให้หาคนแปลด้วยซ้ำ แปลมาแล้วอยู่ในขั้นตอน น่าเสียดายที่ออกไม่ทัน

เอาง่ายๆ สำหรับผม อ.นิธิ ก็เหมือนหลายคนที่รู้สึกว่าเราต้องพูด เราต้องพิมพ์งาน มันมีความเขี้ยว มีความหลากหลายเข้ามาผสม ไม่อย่างนั้นผลิตงานไม่ได้

ขณะเดียวกันก็มีจุดอ่อนอะไรตั้งเยอะแยะให้คนวิจารณ์

ทีมข่าวเฉพาะกิจ