แจงแล้วแจงอีก ทั้งข่าวแจกสื่อ ทั้งคลิปวิดีโอ ทั้งตั้งโพเดียมแถลง 2 วันรวด สำหรับ ‘สภากรุงเทพมหานคร’ ที่ปัดตกโครงการ ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา
ถูกประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ไม่เพียงชาวกรุงฯ รุมวิพากษ์
สภา กทม.ยืนยันว่า เห็นด้วยกับโครงการ แต่ไม่เห็นด้วยกับ ‘วิธีการ’ ที่เสมือน ‘ตีเช็คเปล่า’ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ‘เอกสาร’ ที่ถูกระบุว่า ‘มีข้อบกพร่อง’
ย้อนไปในการประชุม ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพ
มหานคร ที่มีฝ่ายบริหาร พร้อม ส.ก.ทั้ง 50 เขต ร่วมประชุมวิสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2566
ส.ก.หลากหลายเขต ลุกอภิปรายเดือด เชือดเฉือนด้วยคอมเมนต์และข้อมูล
ขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เอ่ยวาทะ ‘ห้องผู้ว่าฯยังติดแอร์’ แล้วอนาคตชาติอย่างเด็กและเยาวชน ทำไมจะลงทุนให้ไม่ได้?
“ความจริงแล้ว เรื่องนี้ก็อยู่ในนโยบายหมายเลข 048 จาก 216 นโยบายของเรา คือการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเด็กอายุ 1-6 ขวบ ก็เป็นกลุ่มเปราะบาง เพราะเป็นช่วงชีวิตที่มีการพัฒนาการของสมองรวดเร็วที่สุด มากที่สุด เป็นจุดสำคัญที่จะสร้างทรัพยากรให้มีคุณค่าในอนาคต”
หลังโดนซัดนัวรัวหมัด ผู้ว่าฯชัชชาติขอน้อมรับการตัดสินใจ แต่ไม่ยอมแพ้ขอลุยคุย ‘เอกชน’ เก็บข้อมูลการใช้ไฟ จ่อเสนอใหม่ในงบปี’68
ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่า กทม. อธิบายประเด็น ‘เอกสาร’ ว่า งบที่แปรเข้าไปเป็นส่วนของงบที่แปรญัตติ ทำให้ไม่ได้มีขั้นตอนชี้แจงตัวเลขที่แสดงในเอกสาร มีข้อมูลหนึ่งที่เป็นค่าก่อผนังซึ่งเขียนว่า 20 ตารางเมตร แต่จริงๆ แล้วตัวของห้องที่จะทำมีขนาด 49-64 ตารางเมตร จึงจำเป็นต้องใช้แอร์ 2 ตัว หลังจากนี้คงจะต้องไปทบทวนในเรื่องการนำโซลาร์เซลล์ หรือนวัตกรรมอื่นๆ เข้ามา และจะนำเอาคำแนะนำของสมาชิกสภา กทม.มาปรับปรุง เพื่อยื่นของบประมาณปี 2568
น่าสังเกตว่า เหตุผลสำคัญแห่งการ ‘ทัวร์ลง’ อาจไม่ได้มาจากการ ‘ปัดตก’ เท่านั้น หากแต่ ‘ถ้อยคำ’ ในการอภิปรายของ ส.ก.หลายรายเสมือนน้ำมันราดรดบนกองไฟ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่ส่งผลให้ผู้คนคลางแคลงใจใน ‘ทัศนคติ’ ของผู้แทนที่พวกเขาเข้าคูหากาลงคะแนน
แฮชแท็ก #คนจนมีสิทธิมั้ยคะ ซึ่งมาจากเพลงลูกทุ่งในอดีตที่ย้อนกลับมาฮิตในเวลานี้ ผุดขึ้นในคอมเมนต์มหาศาล
ส.ก.บางรายตัดสินใจ ‘ลบโพสต์’ ที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งคลิปการแจงเหตุผลของโฆษกสภา กทม.เอง หลังจากคณะทัวร์แวะจอดไม่ลดละ
บ้างหันมาติงสื่อมวลชนว่าตัดต่อโควตทำคนเข้าใจไม่ครบถ้วน
นับเป็นห้วงเวลา ‘ว้าวุ่นเลยทีนี้’ ของสภา กทม. ‘ของแทร่’
ว่าแล้ว มาย้อนโมเมนต์ รับฟังเหตุและผล กลางบรรยากาศเดือดปุดๆ ไปด้วยกัน
ส.ก.ลาดกระบังเทียบราคา ยันติดแอร์ ‘ไม่คุ้ม’
แนะลงทุนซื้อเครื่องฟอกฯ ประหยัด 164 ล้าน
ประเดิมที่ ดร.จอห์น สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ที่ฝากวาทะ ‘คิด วิเคราะห์ แยกแยะ’ ลุกขึ้นอภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณประเภทลงทุน (ค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ของหน่วยรับงบประมาณ สำนักการศึกษา ส่วนราชการ สำนักงานเลขานุการ เพื่อปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่น โรงเรียนชั้นอนุบาล สังกัด กทม. โดยตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณ ว่าไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยเสนอญัตติด้วยวาจาขอให้กรุงเทพมหานคร พิจารณาตัดงบการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาลทั้ง 6 กลุ่มเขต โรงเรียนทั้งหมด 429 โรงเรียน หรือ 1,743 ห้อง
ดร.จอห์นเผยว่า วัตถุประสงค์การทำห้องเรียนปลอดฝุ่น (Clean air shelter) สำหรับเด็กอายุ 3-6 ขวบ โดยนำรูปแบบห้องปลอดฝุ่นและระบบฟอกอากาศมาปรับปรุงห้องเรียน ตนขออ้างอิงเอกสารที่มีสำเนาถูกต้อง
คือ การติดแอร์ 30,000 BTU 2 เครื่องต่อห้องเรียน 21-32 ตารางเมตร หากติดแอร์ 60,000 BTU เด็กจะหนาวหรือไม่
“อย่าลืมว่าโรงเรียนในกรุงเทพฯเรียนฟรี น้องๆ เด็กอนุบาล ผมมั่นใจและเชื่อว่าฐานะก็ไม่ค่อยจะดีมาก เวลาเขาอยู่ที่บ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นอนห้องแอร์ แต่ห้องเรียนปลอดฝุ่น ท่านติดแอร์ 30,000 BTU 2 เครื่องต่อห้อง พร้อมติดพัดลมระบายอากาศ ติดตั้งประตูในการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่น คิดดูนะ สมเหตุสมผลหรือเปล่า แล้วเราจะทำอย่างไรต่อ” ดร.สุรจิตต์ชี้
ดร.สุรจิตต์กล่าวว่า เรามาสรุปงบปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาล งบ 231 ล้านโดยประมาณ อ้างอิงจากเอกสารที่ได้รับจากในมือ ติดแอร์ 2 เครื่อง เป็นเงิน 1 แสนบาท 1,743 ห้อง รวมเป็นเงิน 174,300,000 บาท ในทางกลับกันต่างจังหวัด ที่จังหวัดลำปาง กับโรงเรียนนำร่องของท่าน 32 โรงเรียนของท่าน จะมีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ 2 เครื่อง คิดเป็นเงิน 5,700 บาท ดูราคาจากอินเตอร์เน็ตไม่ขอเอ่ยนาม หากติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ 1,743 ห้องเรียน คิดเป็นเงิน 9,935,100 บาท จะประหยัดงบประมาณ 164,364,900 บาท
“ท่านทราบไหม ว่าบางเขตบางโรงเรียน มีนักเรียนชั้นอนุบาลเพียง 1-2 คนเท่านั้น ท่านจะติดแอร์ 60,000 BTU ไปเพื่ออะไร ผมขออนุญาตเอ่ยนาม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีแค่ 1-2 ห้องเรียน แก้ไขปัญหาอย่างไร จับไปเรียนกับชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3
ผมจึงจะตั้งคำถามว่าสิ่งที่ท่านตั้งโครงการมา มันตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาหรือไม่ ผมถามท่านสมาชิกฟังดีๆ นะ 231 ล้าน กับสิ่งที่ท่านนำร่องไปแล้ว 32 โรงเรียน แล้วท่านก็บอกเอง ว่าจะนำร่องให้ครบ เอาโปรเจ็กต์การนำร่องมาใช้กับชั้นอนุบาล แต่ท่านไม่ใช้สิ่งที่ท่านนำร่อง แต่ท่านมาบอกว่าท่านจะติดแอร์” ดร.สุรจิตต์กล่าว
ดร.สุรจิตต์ย้ำว่า ตนไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น เห็นด้วยอย่างยิ่งกับโครงการนี้ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ มันคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่
ส.ก.บางกอกใหญ่ห่วง ร.ร.แบกไม่ไหว
ค่าไฟพุ่งปีละ 50 ล้าน ปลูกต้นไม้กรองอากาศดีกว่า
จากลาดกระบัง มาฟังผู้แทนฝั่งธนฯ อย่าง วิรัช คงคาเขตร ส.ก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งงัดเอกสารแจงค่าไฟพุ่งเพิ่มปีละกว่า 50 ล้าน ชี้โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นควรเริ่มคิดมาจากฐานล่าง ห่วงโรงเรียนแบกไม่ไหว เดี๋ยวจะถูกตัดไฟมืดทั้งโรงเรียน แนะนำใช้วิธีปลูกต้นไม้กรองอากาศจะดีกว่า
วิรัช เผยว่า ตนได้รับข้อมูลค่าไฟมา ปรากฏว่าคิดออกมาเป็นตัวเลขแล้ว เฉลี่ยปี’63 งบประมาณกรุงเทพมหานคร โรงเรียนจะได้รับงบ 2 ส่วน ในเรื่องของค่าใช้สอย และเรื่องของค่าอุดหนุนด้วย ซึ่งสามารถเฉลี่ยจากงบใช้สอยมาจ่ายค่าไฟได้ด้วย ในส่วนที่ไม่ได้เป็นงบอุดหนุน นั่นคืองบประมาณของกรุงเทพมหานคร ในเขตบางกอกใหญ่ ในปี’63 ถือว่าเป็นปีที่มีวิกฤตโควิด ตกทั้งปีก็ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท 1,170,000 บาท ทั้งปี เฉลี่ย 12 เดือน กับ 97,000 บาท คิดเฉลี่ยค่าไฟแต่ละโรงเรียนในปี’63 เท่ากับ 8,128 บาท
“ในปี 2564 ค่าไฟเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,200,000 บาท เอา 6 หาร ตกโรงเรียนละ 2 แสนกว่าบาท เฉลี่ยเดือนละ 16,000 บาท ในปี’65 เฉลี่ยออกมาแล้วเดือนละ 16,000 บาท 6 โรงเรียนเมื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายแต่ละปีแล้ว ก็จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ภาระที่โรงเรียนต้องจ่ายให้การไฟฟ้านครหลวง คือ 14,000 บาท หรือมีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 500 บาท” ส.ก.บางกอกใหญ่กล่าว
ส.ก.สายไหมชี้ จะเอา ร.ร.กทม.เทียบเอกชนไม่ได้
เด็กยากจน กลับบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นอนแอร์
อีกวาทะแซ่บ ที่ชาวเน็ตรับชมผ่านแอพพ์ ‘ติ๊กต็อก’ และอื่นๆ ล้นหลาม คือถ้อยคำจากปาก รัตติกาล แก้วเกิดมี ส.ก.เขตสายไหม พรรคไทยสร้างไทย ที่ในตอนหนึ่งกล่าวว่า ‘นำมาช่วยพวกเรากันเองก่อนดีไหม’ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ส่วนเนื้อหาอภิปรายโดยละเอียดในบริบทนั้น มาจากการกล่าวถึงการนำงบประมาณ 200 กว่าล้านบาท มาทำห้องเรียนปลอดฝุ่น โดยมองว่าเป็นการสิ้นเปลือง เนื่องจากยังมีห้องเรียนเก่าทรุดโทรมนั้นควรได้รับการปรับปรุงก่อน และเพิ่มสวัสดิการให้ครูกรุงเทพมหานคร จะได้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
“เห็นด้วยกับท่านผู้บริหารและท่านผู้ว่าฯ เรื่องห้องเรียนปลอดฝุ่น ซึ่งเป็นผลประโยชน์ให้แก่นักเรียน แต่เนื่องจากในปัจจุบันนี้โรงเรียนในสังกัด กทม.นั้น มีเด็กอนุบาลซึ่งเริ่มต้นที่อนุบาล 1 อนุบาล 2 เท่านั้น ในตอนนี้เด็กที่เริ่มเข้าเรียนได้ต้องมีอายุตั้งแต่ 4 ขวบเต็มขึ้นไป ในปีการศึกษาหน้า สำนักการศึกษาจะให้รับเด็กเริ่มต้นการศึกษาตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป อนุบาล 2 เป็น 4 ขวบ, อนุบาล 3 เป็น 5 ขวบ แต่ในขณะบางโรงเรียนนั้นไม่ได้เปิดรับไม่ขอเข้าร่วมด้วย จะให้เด็ก 3 ขวบเป็นเด็กอนุบาล 1 และยังคงให้เริ่มต้นอนุบาล 1 เป็น 4 ขวบ เหมือนเดิม” ดร.รัตติกาลกล่าว
จากนั้น วิเคราะห์ว่าโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่มีโรงเรียนอนุบาล 429 โรงเรียนนั้น ทำไม่เหมือนกัน หากมองในมุมผู้ปกครองจะรู้สึกอย่างไร
“การใช้งบประมาณนั้นการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นของชั้นอนุบาล ทั้งเขตกรุงเทพมหานครนั้น จำนวน 429 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 1,743 ห้อง และรวมห้องที่ต้องติดแอร์ 3,846 เครื่อง หากจะแบ่งเป็นห้องเรียนแบบเปิด 870 ห้อง ห้องเรียนแบบปิด 873 ห้อง โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 กว่าล้านบาท และยังไม่รวมค่าไฟที่เกิดขึ้นในอนาคตในแอร์ 30,000 BTU ติด 2 เครื่องต่อห้องเรียน และใครเป็นผู้รับผิดชอบที่จะจ่ายค่าไฟเหล่านี้ หากไม่ใช่กรุงเทพมหานคร
ทั้งค่าล้างแอร์ เพราะฝุ่นเยอะ และอยากถามสำนักงบประมาณให้ช่วยตอบได้หรือไม่ ว่าค่าไฟเบิกได้จากใคร ก็ต้องเบิกจากกรุงเทพมหานคร ที่สำคัญสิ่งที่จำเป็นกลับไม่คิดและไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการติดกล้องวงจรปิด ซึ่งมีความสำคัญมาก ที่ต้องติดให้กับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะๆ หรือห้องน้ำที่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงเรียนเขตสายไหม
โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย นักเรียนมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร ห้องน้ำยังมีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น เราเอาเงิน 200 กว่าล้าน ไปทำสิ่งพวกนี้ไม่ดีกว่าหรือ” ดร.รัตติกาลกล่าว
ส่วนวาทะกระแทกใจคนในสังคมอีกตอนหนึ่ง มาจากประเด็นฐานะทางบ้านของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. และการเทียบเคียงกับโรงเรียนเอกชน
“อย่าลืมว่าติดแอร์แต่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ คิดว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ที่สำคัญนักเรียนไม่ได้อยู่แต่ในห้อง หากเวลาเปิดปิดประตูฝุ่นก็เข้ามาได้ เด็กสังกัดกรุงเทพมหานครนั้น ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เวลากลับบ้านไม่ได้นอนห้องแอร์
เงินงบประมาณต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ และจะเอาโรงเรียนกรุงเทพมหานครไปเปรียบเทียบกับโรงเรียนเอกชนไม่ได้ ที่บอกว่าต้องติดแอร์ทุกห้องเพราะโรงเรียนเอกชนเขาพร้อมและมีเงิน มีค่าเทอมที่สูง แต่กรุงเทพมหานครของเรานั้นเรียนฟรี เรียนดี อย่างมีคุณภาพ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายค่าไฟตรงนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ…” ดร.รัตติกาลกล่าว
ส.ก.ดอนเมืองยัน แอร์ ‘ครุภัณฑ์ที่เป็นภาระ’
ซ้ำไม่ช่วยเด็กสุขภาพดี
ไม่ได้ช่วยให้เด็กมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นภาระผูกพันของ กทม.ไปอีกนานเท่านาน เป็นครุภัณฑ์ที่เป็นภาระของโรงเรียน
ปิดท้ายที่ กนกนุช กลิ่นสังข์ ส.ก.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ซึ่งลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกๆ เริ่มจากกล่าวชื่นชมฝ่ายบริหารที่มีนโยบายห้องเรียนปลอดฝุ่น อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการนี้เหมือน ‘เขียนเช็คเปล่า’ กล่าวคือ เรื่องงบประมาณมีเอกสารถูกต้อง เป็นใบเสนอราคา ซึ่งมี 3 รายการที่เขียนไว้ ปรับปรุงห้องเรียนเดิมระบบปิด ส่วนที่ 1.ค่าวัสดุและค่าแรง 2,689,490 บาท มีงานผนัง ระบบไฟฟ้า ระบบราง PVC ครอบท่อเครื่องปรับอากาศ พร้อมอุปกรณ์ ส่วนที่ 2.เรียกว่าค่าครุภัณฑ์ 23,236,120 บาท
“ส่วนที่ 3 ค่าใช้จ่ายพิเศษตามข้อกำหนด เขาวงเล็บว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องจักรกลพิเศษในการก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายพิเศษที่จำเป็นต้องมี การเขียนของบประมาณ มีค่าใช้จ่ายพิเศษด้วยเหรอ วันหลังดิฉันจะได้รู้ไว้ เพราะว่าไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับงานบัญชีเท่าไหร่ เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคำว่า ค่าใช้จ่ายพิเศษ” กนกนุชกล่าว จากนั้น ฉายภาพเอกสารให้เห็นข้อมูลงบในส่วน ‘ครุภัณฑ์ตามรายการ’ โดยตั้งข้อสังเกตในข้อ 2.1 เครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน (รวมราคาติดตั้ง) แบบตั้งพื้นหรือแบบแขวน ระบบ Inverter ขนาด 30,000 บีทียู
“ครุภัณฑ์ตามรายการเครื่องปรับอากาศ แบบแยก ขนาด 30,000 บีทียู ตอนแรกดิฉันคิดว่า เครื่องละ 15,000 บีทียูหรือเปล่า แต่มาดูราคา ไม่ใช่แล้ว 2 เครื่อง เครื่องละ 47,200 บาท แสดงว่าห้อง 20 ตร.ม. ใช้แอร์ 2 เครื่อง มีการคิดคำนวณมาแล้วอย่างดี เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้อง ที่บ้านท่าน ถ้า 20 ตร.ม. ท่านติดแอร์ 2 ตัวหรือเปล่า เห็นไหม มี 2 อย่าง ไม่เขียนผิดก็คำนวณผิด หรือไม่ก็ทำแบบนี้แหละ 20 ตร.ม. ติดแอร์ 2 ตัว 30,000 บีทียู ไม่แน่ใจต้องไปถามราคา เพราะ 47,200 บาท 2 เครื่องคือ 94,400 บาท จำนวน 244 ห้อง ที่ไม่ได้ระบุว่าโรงเรียนไหนติดกี่ห้อง 23,236,120 บาท เอกสารชิ้นนี้
ไม่ได้หามาเอง ดิฉันขอ ถูกต้องตามราชการ…” กนกนุชกล่าว ก่อนระบุว่า
“วันนี้ดิฉันขอตัดโครงการนี้ และจะลงไว้ว่าไม่เห็นชอบผ่านงบโครงการนี้เพราะนอกจากไม่ได้ช่วยให้เด็กมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นภาระผูกพันของ กทม.ไปอีกนานเท่านาน เป็นครุภัณฑ์ที่เป็นภาระของโรงเรียน ขออนุญาตตัดทั้ง 231 ล้าน”
ทำเอา อำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 2 กล่าวเสริมว่า เห็นท่านกนกนุชอภิปรายแล้วอิจฉา อยากลงไปนั่งอภิปรายแบบท่านบ้าง
“ถ้าลงไป ผมเป็นคณะกรรมการวิสามัญ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ปกป้องงบประมาณได้ ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมอิจฉาท่านกนกนุชผมไม่มีโอกาสลงไปฟาดอย่างท่านบ้างเลย ถ้าผมลงไปผมฟาดแรงกว่าท่านนะ ชื่นชมท่านกนกนุชถึงที่สุด วันนี้ให้ท่าน AAA+”
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของถ้อยคำ เนื้อความ วาทะ ที่เกิดขึ้นในสภากรุงเทพมหานคร ในประเด็นอันนำมาซึ่งวิวาทะที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีคนเห็นพ้องกับการตัดสินใจของเหล่า ส.ก.เพียงหยิบมือ ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าประชาชนไม่ได้ตัดสินแค่ปลายทาง หากแต่ฟังทุกคำสัมผัสทุกน้ำเสียง ‘ระหว่างบรรทัด’
• คำชี้แจงจากสภา กทม. 8 กันยายน 2566 •
นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ โฆษกสภากรุงเทพมหานคร แถลงข่าวชี้แจงกรณีสภา กทม.ตัดงบประมาณ ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาล’ 8 กันยายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง
ใจความสำคัญดังนี้
สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต มีความยินดีที่จะให้มีการติดเครื่องปรับอากาศให้กับเด็กนักเรียน โดยอยากให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่ากันทุกคน แต่ติดแค่รายละเอียดในเอกสารที่ของบประมาณเข้ามาในขั้นตอนของการแปรญัตติ ในคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567
โดยฝ่ายบริหารจะเป็นผู้ส่งเอกสารมาให้คณะกรรมการวิสามัญฯเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อบกพร่องคือ มีการระบุห้องเรียนที่จะติดตั้งแอร์ขนาด 20 ตารางเมตรทุกห้องเรียน ไม่มีการระบุจำนวนผู้ใช้งาน เช่น ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจำนวนนักเรียนอนุบาลเพียงหลักหน่วย
มีเด็กชั้นอนุบาล 1 เพียงแค่ 2-3 คน จะได้รับการติดตั้งแอร์ขนาด 30,000 BTU 2 เครื่อง อีกทั้งในทุกๆ วันจะนำเด็กชั้นอนุบาล 1 ไปเรียนรวมกับเด็กชั้นอนุบาล 2 ซึ่งก็ได้รับงบประมาณติดตั้งแอร์เช่นเดียวกัน หมายความว่า มีการติดตั้งทั้งหมด 4 เครื่อง จำนวน 2 ห้อง แต่อาจจะใช้งานได้จริงเพียง 1 ห้องเรียน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงออกมาบอกว่าท่านกลับไปคำนวณก่อน ว่าห้องไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น
ในเอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าบำรุงรักษา ค่าไฟฟ้า เมื่อมีการตรวจสอบแล้วข้อมูลไม่ครบถ้วน เพื่อให้เกิดความรัดกุมปลอดภัยในการใช้งบประมาณ ทาง ส.ก.จึงไม่ให้โครงการนี้ผ่านการพิจารณา
พวกเรามีหน้าที่ตรวจสอบและช่วยอนุมัติงบประมาณที่ฝ่ายบริหารเสนอมา สิ่งที่พวกเราตรวจสอบก็ไม่อยากให้ผู้ว่าฯกทม.เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน งบประมาณ 219 ล้านบาท ไม่ได้หายไปไหน เงินยังอยู่กับ กทม.เสมอ เพียงแค่ย้ายไปเป็นเงินสะสม
ผู้ว่าฯกทม.สามารถทำโครงการนี้ได้ด้วยการใช้งบกลางที่ผู้ว่าฯกทม.มีอำนาจเบิกจ่ายตามความจำเป็นเร่งด่วนได้ อีกทั้งผู้ว่าฯกทม.ได้พูดถึงการทำโครงการนำร่องร่วมกับภาคเอกชนในการทดลองก่อน เมื่อเห็นผลการทดลองแล้วก็จะสามารถคำนวณงบประมาณในการติดตั้งแอร์ได้ในทุกระดับชั้นเรียน
ยืนยันว่า 50 เขต ส.ก. 48 ท่าน ทุกๆ ท่านจากทุกพรรคการเมืองพวกเราไม่เห็นด้วยกับเอกสารที่ไม่ถูกต้อง พวกเราจึงปัดตกโครงการนี้ แต่งบประมาณยังอยู่ใน กทม.เหมือนเดิม ขอย้ำว่าโครงการนี้ยังเกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้ ในแต่ละสำนักเขตมีการจัดทำงบประมาณซื้อแอร์ไว้แต่ละโรงเรียนกันแล้ว
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

