อาศรมมิวสิก : หอแสดงดนตรีจรัล มโนเพ็ชร เสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 3-4 กันยายน พ.ศ.2566 ผมและคณะได้เดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อไปดูพื้นที่แสดงดนตรีและได้เดินทางต่อไปที่วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปสัมผัสบรรยากาศของวัดดอยแม่ปั๋ง หวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้งานดนตรี เพื่อสร้างจินตนาการใหม่ เพลงใหม่ เพื่ออุทิศให้แก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จึงได้ชวนพรรคพวก อาจารย์ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ผศ.ดร.ผดุง พรมมูล และ คุณสาธิต แก้วกันยา ไปด้วย เพื่อจะได้วาดภาพของวัด ภาพของหลวงปู่แหวน และช่วยดูบริบทของงานว่าจะจัดองค์ประกอบกันอย่างไร
จากจินตนาการของผู้มีจิตศรัทธาในหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จัดแสดงดนตรีโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อหารายได้บูรณะอาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ ซึ่งจะแสดงกลางลานสนามฟุตบอลที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กำหนดการแสดงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2566 เวลา 19.00-21.00 น.
เมื่อถึงเชียงใหม่ก็มีพรรคพวกนักดนตรีได้ชวนให้ไปดู “คอนเสิร์ตรำลึก 22 ปี จรัล มโนเพ็ชร Music in Memories” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยปักหมุดในแผนที่กูเกิลว่า “ลานจรัล” บริเวณตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ใช้เป็นพื้นที่แสดงเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร ซึ่งในวันเดียวกันก็ยังมีการจัดงานที่โครงการลานดิน ถนนหลังวัดร่ำเปิง ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อีกด้วย
มีวงดนตรีหลายวงหลายกลุ่ม ต่างขึ้นเวทีแสดงด้วยความรักและรำลึกถึงจรัล มโนเพ็ชร สำหรับวงที่ได้แสดงบริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา มีกลุ่มฮักเจียงฮาย ครอบครัวมโนเพ็ชร (กิจจา กิตติคุณ และไตรศุลี มโนเพ็ชร) วงน้ำปิง น้อง (ปฏิญญา ตั้งตระกูล) อ้อม (มณีรัตน์ รัตนัง) สุนทรี เวชานนท์ ลานนา คัมมินส์ วงออร์เคสตราถนนนิมมาน (Nimman Street Orchestra) ร่วมกับวงขับร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Choir) และมีคุณศุ บุญเลี้ยง ซึ่งกิจกรรมดนตรีเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.
ส่วนในพื้นที่โครงการลานดิน ถนนหลังวัดร่ำเปิง จัดงานรำลึก 22 ปี จรัล มโนเพ็ชร ฝันของเธอให้ฉันสานต่อ เพื่อนพ้องน้องพี่ ร้องขานบทเพลงจรัล มีศิลปินร่วมงาน อาทิ วงครูแดน แคนดู จากเชียงราย เจ๋ง มิวสิค วงไม้เมือง วงเดอะเพอะ วงเดอะสะล้อ และศิลปินเชียงใหม่ ทุกคนมีน้ำใจให้แก่จรัล มโนเพ็ชร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก เป็นรายการเข้าชมฟรี ไม่ต้องเสียค่าบัตร
จรัล มโนเพ็ชร ศิลปินล้านนา เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2494 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2544 อายุได้ 50 ปี สร้างผลงานเพลงสำคัญไว้มาก ผลงานของจรัล มโนเพ็ชร เป็นการนำบทเพลงของท้องถิ่นเมืองเหนือมาเล่าเรื่องราว เล่าถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ กระทั่งกลายเป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวเหนือ ซึ่งเรื่องของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย เพราะประวัติศาสตร์ไทยจะมีแต่เรื่องราวของ “ราชวงศ์และสงคราม” เป็นหลัก โดยไม่ได้มีเรื่องราววิถีชีวิตผู้คนและไม่มีประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น
จรัล มโนเพ็ชร นำวิถีชีวิตของผู้คนมาสร้างเป็นบทเพลงที่มีชีวิต ใส่จิตวิญญาณลงไป เติมความรู้สึกเข้าไปในเพลง ทำให้เพลงมีชีวิตชีวา ที่สำคัญคือ ทุกๆ ชีวิตสามารถเข้าถึงเพลง เพลงเข้าถึงจิตใจผู้คน และทุกคนสามารถสัมผัสความรู้สึกของบทเพลงได้ จรัล มโนเพ็ชร กลายเป็นศิลปินในดวงใจของคนเหนือ เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของคนเมือง เป็นผู้บันทึกถ่ายทอดวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของชาวเหนือเอาไว้ในเพลง
จรัล มโนเพ็ชร ขับขานเพลงผ่านวงดนตรีที่เรียกว่า “โฟล์กซองคำเมือง” จนจรัล มโนเพ็ชร ได้กลายเป็นราชาโฟล์กซองคำเมือง มีกลิ่นของความเป็นสังคมชุมชนเมืองเหนือ จรัล มโนเพ็ชร ได้สร้างผลงานเพลงเอาไว้กว่า 200 เพลง อาทิ น้อยใจยา แอ่วสาว พ่อเมียขี้จิ๊ ฮักอ้ายสักคน แก๋งเนื้อ ดักไซ ท่าสะต๋อย เปิ้นฮักตั๋ว ลานนา จะโทษไผ บ้านป่าเมืองดอย เจียงใหม่ พี่สาวครับ บ้านบนดอย ของกิ๋นคนเมือง สาวเชียงใหม่ สาวมอเตอร์ไซค์ อุ๊ยคำ คิดถึงบ้าน มิดะ มะเมียะ ลูกข้าวนึ่ง ล่องแม่ปิง เสเลเมา ลืมอ้ายแล้วกา คนสึ่งตึง ผักกาดจอ รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นต้น บทเพลงเหล่านี้ได้ใช้ทำนองเพลงของท้องถิ่น วิถีชีวิตจริงของชาวบ้าน วัฒนธรรมของผู้คน เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองเหนือที่เหลืออยู่ในเพลง
ผมถูกเชิญให้ขึ้นกล่าวรำลึกถึงชีวิตและผลงานของจรัล มโนเพ็ชร โดยไม่รู้ตัวมาก่อน แต่ใช้สิ่งที่มองเห็นซึ่งหน้า ก็คือวันที่ 3 กันยายนของทุกปี มีการจัดงานเพื่อรำลึกถึงจรัล มโนเพ็ชร มีวงดนตรีเมืองเข้ามาร่วมงานแสดงจำนวนมาก เมื่อปี พ.ศ.2565 ได้มีการปั้นประติมากรรมของจรัล มโนเพ็ชร ไว้ มีร่องรอยและการตั้งชื่อให้เป็น “ลานจรัล” มีผู้คนเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นความพยายามของคนรักศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การยกย่องให้จรัล มโนเพ็ชร เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณด้านวัฒนธรรมเมือง

วาดโดย ดร.สุชาติ วงษ์ทอง เพื่อประมูลบูรณะอาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ
เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครอง มีตำนาน มีความเป็นมา มีประวัติศาสตร์ และมีศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองเหนือ เชียงใหม่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเพราะมีอากาศเย็นกว่าที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่มีภูเขา มีป่าไม้เขียว มีลำธารน้ำใสไหลอยู่ตลอดเวลา เชียงใหม่มีอากาศที่สะอาด เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีตรอกซอกซอยบ้านเรือนผู้คนแบบโบราณ บอกประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 700-800 ปี ชาวตะวันตกรู้จักเมืองเชียงใหม่มานานแล้ว
วันนี้เมืองเชียงใหม่และเมืองเหนือเปลี่ยนไปหมด อุณหภูมิเปลี่ยน บรรยากาศเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2426 เป็นต้นมา มีบริษัทข้ามชาติ อาทิ บริษัทหลุยส์โทมัส เลียวโนเวนส์ (Louis T. Leonowens Ltd.) พ.ศ.2448 บริษัทบอมเบย์เบอร์มา เทรดดิงคอร์เปอเรชัน (Bombay Burmah Trading Corporation Ltd.) พ.ศ.2406 บริษัทสยามฟอเรสต์ (Siam Forest Ltd.) บริษัทอีสต์เอเชียติก (East Asiatic Co.) พ.ศ.2440 เป็นต้น บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ได้สัมปทานตัดไม้ในพื้นที่ภาคเหนือและในพม่าจนหมดป่า ป่าที่เคยเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เมื่อป่าหมด น้ำก็หมดตามไปด้วย คนรุ่นต่อมาก็หันไปปลูกไร่ข้าวโพดแล้วเผาไร่ในฤดูแล้ง เมืองเหนือก็มีหมอกควัน (PM2.5) หนาแน่น อากาศร้อน 40-44 องศาเซลเซียส รวมทั้งเมืองเชียงใหม่ด้วย
เชียงใหม่และเมืองเหนือกำลังวิกฤตจากภัยธรรมชาติอย่างหนัก อากาศร้อน หมอกควันพิษสูง รัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิถีชีวิตและงานศิลปวัฒนธรรม สิ่งแรก รัฐบาลใหม่ต้องลงมือสร้างสินค้าใหม่ เพราะเมื่อรายได้มาจากการท่องเที่ยว ต้องเป็นสินค้าที่ขายความสุข ความพอใจ ความอิ่มเอม ความอบอุ่น ความสงบ และขายวิถีชีวิต เริ่มโดยสร้างหอแสดงดนตรีและหอศิลปวัฒนธรรมในใจกลางเมืองเชียงใหม่ บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ สร้างที่จอดรถไว้ใต้ดิน 1,000 คัน เพื่อเอารถออกไปจากถนนแคบๆ ใช้เป็นถนนคนเดิน เอารถในเมืองออกไปจากถนน ให้ไปอยู่ในพื้นที่จอดรถ

หอแสดงดนตรีและหอศิลปวัฒนธรรม จะเป็นจุดเด่นและเป็นอนาคตของเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่เองต้องกล้าหาญพอที่จะตั้งชื่อว่า “หอแสดงจรัล มโนเพ็ชร” เป็นการยกย่องศิลปินของท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนสำคัญของเมืองเชียงใหม่ หากเมืองเชียงใหม่มีหอแสดงดนตรีและหอศิลปวัฒนธรรมระดับนานาชาติแล้ว สิ่งที่ตามมาก็ต้องมีวงซิมโฟนีออร์เคสตรา มีนักดนตรีและมีศิลปินระดับโลกเดินทางมาแสดงที่เชียงใหม่ เชียงใหม่ก็จะถูกยกระดับให้เป็นเมืองของโลกทันที วิถีชีวิตและเมืองเชียงใหม่ก็จะเปลี่ยนไป เพราะชาวเชียงใหม่จะต้องช่วยกันสร้างเมืองเชียงใหม่ให้น่าอยู่ น่าเที่ยว และมีสิ่งที่สร้างความประทับใจ เพื่อรองรับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่อไป
การเพิ่มวิถีชีวิตและวัฒนธรรมใหม่ที่อยู่ในรูปแบบรสนิยมสากล ซึ่งจะทำให้เมืองเชียงใหม่มีเสน่ห์ใหม่ การปรับเมืองให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมโลก เพราะเมื่อมีหอแสดงดนตรีและหอศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นที่เชียงใหม่ การลงทุนสร้างวงดนตรีเชียงใหม่ซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อเป็นรากฐานของความเจริญ สร้างเสน่ห์ให้คนมีรสนิยม มอบให้วงเชียงใหม่ซิมโฟนีออร์เคสตราเล่นเพลงเมืองเหนือและเพลงของจรัล มโนเพ็ชร ไว้อวดนักท่องเที่ยว สร้างความสุข ความพึงพอใจ สร้างความภูมิใจ สร้างความรู้สึกว่ามีเสน่ห์ และขายเสน่ห์ ความภูมิใจ ความสุข ให้เป็นสินค้าของเมือง
เมื่อเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองของโลกอนาคต คนเก่งของเชียงใหม่ก็จะได้มีงานทำที่เชียงใหม่ คนเก่งของโลกก็จะเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลประกาศให้เชียงใหม่เป็นเมืองระดับโลก นักท่องเที่ยวมาเชียงใหม่ก็เพื่อมาสัมผัสกับวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมจะเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวชาวโลกเข้ามา เมืองเชียงใหม่และคนเชียงใหม่จำเป็นต้องปรับตัวใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ และมีวิถีชีวิตใหม่ด้วย

