เริงโลกด้วยจิตรื่น : ความเป็นเจ้าของ

17.09.23 | 12:39 น.

เริงโลกด้วยจิตรื่น : ความเป็นเจ้าของ

อะไรที่เราเป็น “เจ้าของ” สิ่งนั้นจะ “สำคัญต่อชีวิตเรา” เสมอ

“ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ” ส่งผลอย่างมากต่อสิ่งนั้น ในทางกลับกันบอะไรที่ไม่ใช่ของของเรา ความหมายต่อชีวิตเราจะลดลง

ความรู้สึกที่ก่อให้นึก คิดเช่นนี้ เป็นเคล็ดสำคัญ

มองจากมุมของปุถุชน คนทั่วไปที่ได้รับการปลูกฝังค่านิยมให้อุ่นใจกับการมีข้าวของเครื่องใช้ สมบัติพัสถาน ใครที่สะสมเงินทองของใช้ ทรัพย์สินต่างๆ ไว้ได้มาก จะได้รับการยกย่องถือว่าเป็นผู้มีชีวิตที่มั่นคง นับเป็นผู้สมบูรณ์พูนสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต “ความเป็นเจ้าของ” จึงนำความสุขมาให้ และขยายไปอย่างอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย หรือบารมีที่สร้างขึ้นได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มี

Advertisement

ไม่ใช่แต่ “สมบัติ ทรัพย์สิน” แม้แต่ “ความเป็นเจ้าของ” อื่นๆ ทั้งเจ้าของที่แทรกอยู่ในความเป็นสามี ภรรยา บุตรหลาน พ่อแม่ ญาติมิตร ก็นำความอบอุ่น ความสุขจากการได้มีได้เป็นมาให้เช่นกัน

เพราะ “ความเป็นเจ้าของ” ส่งผลต่อความสุขของชีวิตในทุกมิติเช่นนี้เอง การอบรม สั่งสอน ชี้แนะของคนรุ่นก่อนต่อรุ่นหลังจึงเป็นไปทางอย่าให้ละเลยที่จะสะสมความเป็นเจ้าของทรัพย์สินสมบัติต่างๆ

ใครทำมาหาได้ สะสมข้าวของสมบัติ เงินทองได้มาก สังคมจะยกให้เป็นผู้มีความสุข ยิ่งในยุคสมัยที่ “เงิน” แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง “ความเป็นเจ้าของ” ยิ่งสำคัญ

ความรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของ” เป็นความอบอุ่น

พนักงานที่ทุ่มเททำงานเหมือนกับเป็นเจ้าของกิจการ ปรารถนาให้กิจการเจริญรุ่งเรือง โดยไม่เกี่ยงงอนว่าเป็นแค่ลูกจ้าง ย่อมเป็นที่รักของนายจ้าง และมีโอกาสก้าวหน้าในชีวิต

ใครรู้จักทะนุถนอมสิ่งของเครื่องใช้ ทรัพย์สินสมบัติ ไม่ให้เสื่อมสลายโดยง่าย ย่อมเป็นผู้ที่ไม่มีความทุกข์จากความรู้สึกว่าสูญเสีย ขณะนี้ใครสามารถเพิ่มพูนสิ่งที่เป็นเจ้าของได้มากขึ้นย่อมเป็นผู้มีความสุขจากการสมปรารถนา

นี่เป็นธรรมดาของบุคคล

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของชีวิต “ความเป็นเจ้าของ” ในอีกด้าน กลับคือภาระ

มีสิ่งที่เป็นเจ้าของมากเท่าไร ยิ่งมีภาระต้องดูแลมากเท่านั้น

เป็นธรรมดาที่ว่าไม่มีใครอยากสูญเสียอะไรที่ได้เป็นเจ้าของไปเปล่าๆ มีแต่จะพยายามให้งอกเงย ต่อยอดเป็นผลประโยชน์มากขึ้น

ต้องลงแรง ออกความคิดที่จะทำให้ “ความเป็นเจ้าของ” นั้นขยายใหญ่ขึ้น ทั้งที่รู้ว่ายิ่งขยาย ภาระที่ต้องดูแลจะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ทว่าค่านิยม “มีความสุขกับการสะสม” ทำให้ยิ่งมีมาก ยิ่งขยายใหญ่โต ยิ่งสร้างความสุข

แต่นั่นแหละ ความสุขกับความทุกข์มักเป็นคนละด้านของกันและกันเสมอ เมื่อมีมาก “ความกลัวสูญเสีย” ก็มาก การต้องใช้ความพยายามที่จะรักษาไว้ก็มากเป็นเงาตามตัว

ในทางธรรม “ความเป็นเจ้าของ” ได้ชื่อว่าเป็น “อุปทาน” การยึดติดที่ทำให้ชีวิตดำเนินอยู่ในวงจรแห่งทุกข์

เมื่อจิตถูกครอบงำด้วย “ความเป็นเจ้าของ” ย่อมไม่เป็นอิสระ ไม่ปลอดโปร่งโล่งเบา หลุดจากการแบกทุกข์ไว้ไม่ได้

ครูบาอาจารย์ ผู้รู้ทั้งหลายล้วนแนะนำให้ “สละความเป็นเจ้าของ” ให้ได้ หากชีวิตปรารถนาความสุขที่เกิดจากความสงบ

“ความเป็นเจ้าของ” เหมือนกัน แต่คำชี้แนะระหว่างวิถีปุถุชนกับการปฏิบัติธรรมดูสวนทางกัน จนคล้ายกับสร้างความสับสน

แต่หากไตร่ตรองให้ดี มนุษย์เราไม่ต้องสับสนกับหนทางของ “ความเป็นเจ้าของ” ก็ได้

เพียงแต่วางใจให้ถูกว่า “ความเป็นเจ้าของ” มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้เต็มที่ ใช้ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน สมบัติ และอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็ฝึกจิตให้รู้เท่าทันว่า “ความเป็นเจ้าของ” นั้นเป็นแค่ “สมมุติ”

สรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้ รู้ว่าการยึดติด ยึดมั่นความเป็นเจ้าของเป็นเรื่องของการฝืนธรรมชาติ อันนำมาซึ่งทุกข์

หากใช้ประโยชน์จาก “ความเป็นเจ้าของ” อย่างรู้เท่าทันได้

ความสับสนก็ไม่เกิด