อย่ากะพริบตา วาระที่ 31 ครั้งแรกใน 31 ปี (ลุ้น) ‘เมืองศรีเทพ’สู่มรดกโลก 19 กันยา

มหาสถูปเขาคลังนอก เริ่มขุดแต่งเมื่อ พ.ศ.2551 จนบูรณะแล้วเสร็จ

เป็นอีกวันที่ประวัติศาสตร์ชาติต้องจารึก 18-19 กันยายน พุทธศักราช 2566 เมืองโบราณศรีเทพของไทย

หรือที่รู้จักคุ้นหูในนาม อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

จะได้รับการประกาศกู่ร้องก้องโลกว่าได้รับการขึ้นทะเบียนตีตราว่าเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 45 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-25 กันยายน ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

โดยมี พืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ระหว่างวันที่ 10-17 กันยายน และ 21-25 กันยายน

Advertisement

ด้าน จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในวันที่ 18-19 กันยายน

ในภาคส่วนของ กรมศิลปากร ส่ง สถาพร เที่ยงธรรม อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอดีตหัวเรือใหญ่ในการถางพง ผลักดัน พัฒนาเมืองศรีเทพเมื่อนับสิบปีก่อน พร้อมด้วย สิทธิชัย พูดดี หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพคนปัจจุบัน

ทัศนียภาพในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

แหล่งที่ 4 ของไทย ป้ายต่อไป‘ภูพระบาท’

Advertisement

สำหรับศรีเทพ ไทยแลนด์ อยู่ในวาระการพิจารณาที่ 31 จาก 53 วาระ  ในช่วงบ่ายของวันที่ 19 กันยายน

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เผยต่อสื่อมวลชนว่า มั่นใจว่าที่ผ่านมาได้มีการผลักดันและดำเนินการตามกระบวนการเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เหลือเพียงการรอประกาศผลการรับรองให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากทางยูเนสโก เป็นช่วงเวลาคนไทยทุกคนจะได้ลุ้นผลการประกาศไปพร้อมๆ กัน

หลังจากมีการว่างเว้นการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของไทยมานานถึง 31 ปี

ครั้งหลังสุดคือ แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2535

หากได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการแล้วถือว่าประเทศไทยจะมีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเป็นแหล่งที่ 4 ต่อจาก เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

หลังประกาศจะมีกระบวนการทำงานทั้งการพัฒนาพื้นที่ แหล่งโบราณสถาน การจัดทำศูนย์ข้อมูลและการขุดค้นทางโบราณคดีเพิ่มเติม รวมถึงการรักษาดูแลให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของยูเนสโกต่อไป

อธิบดีกรมศิลป์ยังเผยว่า ได้เตรียมการหลังการประกาศผลทางการจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านมรดกทางโลกอีกครั้ง และจะนับว่าเป็นนิมิตที่ดีกับการประกาศผลควบคู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ รองรับการขึ้นทะเบียนของศรีเทพ

สำหรับป้ายถัดไป กรมศิลป์ปักหมุดไว้ที่ อุทยานแห่งชาติภูพระบาท จ.อุดรธานี

ที่พากเพียรกันมานาน แต่ยังไม่เข้าตากรรมการ

“หลังจากนี้ยังมีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม อุทยานแห่งชาติภูพระบาท จ.อุดรธานี ที่คาดว่าจะได้รับการบรรจุรอขึ้นทะเบียนในปี 2567 ต่อเนื่อง จึงอยากให้ชาวไทยทุกคนร่วมลุ้นส่งกำลังใจ พร้อมภาคภูมิใจกับศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศที่จะได้รับการประกาศขึ้นเป็นมรดกโลก ที่จะกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ไทยที่สร้างชื่อเสียงและดึงดูดการท่องเที่ยวในอนาคตอย่างต่อเนื่อง” อธิบดีกรมศิลป์แจ้งสื่อ ขีดเส้นใต้คำฮิตซอฟต์เพาเวอร์

‘ศรีเทพ’มาจากไหน?
จากโบราณสถานชาติ 2478 สู่มรดกโลก 2566

กลับมาที่ศรีเทพ เมืองที่มีคูเมืองกำแพงเมืองล้อมรอบ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย เมืองในและเมืองนอก รวมพื้นที่กว่า 4.7 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,889 ไร่

เมืองใน ผังค่อนข้างกลม มีโบราณสถานอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูกระจายตัว 48 แห่งบนไทม์ไลน์ตั้งแต่วัฒนธรรมทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-16 จนถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณ พุทธศตวรรษที่ 16-18

ปูนปั้นคนแคระ เขาคลังใน

กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเมืองศรีเทพเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2478 นับแต่นั้นมา การศึกษาเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้คืบหน้าขึ้นเป็นลำดับ ได้รับความสนใจทั้งจากนักวิชาการระดับตำนานทั้งชาวไทยและต่างชาติ อาทิ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ดร.ควอริทช์ เวลส์ และศาสตราจารย์ฌอง บวสเซอลิเยร์ เป็นต้น

สำหรับชื่อ ‘ศรีเทพ’ ปรากฏมาแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน พบตำแหน่ง หมอศรีเทพ กรมหมอช้าง นอกจากนี้ยังพบชื่อ พันบุตรศรีเทพ สมัยพระไชยราชา กับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ เกี่ยวข้องกับกำลังคนบ้านมหาโลก แห่งลุ่มน้ำป่าสัก

โบราณสถานสำคัญ ได้แก่ ‘เขาคลังใน’ ศาสนสถานขนาดใหญ่เนื่องในพุทธศาสนา บรรจงก่อขึ้นจากศิลาแลง สะดุดตาด้วยปูนปั้นรูปคนแคระที่มีศีรษะเป็นบุคคลและสัตว์ต่างๆ อย่างไม่เหมือนใครและไม่มีที่ใดเหมือน สลับกับรูปสัตว์ในท่าแบกประกอบลายพันธุ์พฤกษาในวัฒนธรรมทวารวดี

‘ปรางค์ศรีเทพ’ ศิลปกรรมสไตล์เขมร ก่อด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นใหญ่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จเมืองศรีเทพใน พ.ศ.2447 ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 โดยถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกบริเวณหน้าปรางค์แห่งนี้

‘ปรางค์สองพี่น้อง’ ปราสาท 2 องค์ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานเดียวกัน ปรากฏประติมากรรมสำคัญ คือ ทับหลังจำหลักภาพ ‘อุมามเหศวร’ (พระอิศวรอุ้มพระแม่อุมาประทับบนโคนนทิ) ทางเดินรูปกากบาทบริเวณปรางค์ยังเป็นจุดค้นพบประติมากรรม สุริยเทพ หินทราย บ่งชี้การนับถือพระอาทิตย์ของผู้คนในเมืองดังกล่าว
ส่วน ‘เมืองนอก’ ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองใน สำรวจพบโบราณสถาน 64 แห่ง และสระน้ำโบราณจำนวนมาก

ฉลองล่วงหน้า ณ มหาสถูป‘เขาคลังนอก’
สมบูรณ์ ยิ่งใหญ่‘หนึ่งเดียวในไทย’

อีกหนึ่งโบราณสำคัญที่ผ่านการขุดแต่งและบูรณะล่าสุด คือ‘ เขาคลังนอก’ หลังเป็นกองอิฐขนาดมหึมามาเนิ่นนาน โดยกลายเป็นจุดเช็กอินใหม่พร้อมจัดงานแสงสีเสียง ประหนึ่งฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ล่วงหน้าไปแล้ว ช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ภาพมุมสูง เขาคลังนอก

เขาคลังนอก อายุราว 1,300 ปี ตั้งอยู่นอกเมืองโบราณศรีเทพ ห่างออกไปทางทิศเหนือราว 2 กิโลเมตร ก่อนการขุดแต่งที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2551 และบูรณะจนแล้วเสร็จ มีรูปร่างคล้ายภูเขาสูงใหญ่ ชาวบ้านเชื่อว่ามีทรัพย์สมบัติและอาวุธอยู่ภายในจึงเรียกว่าเขาคลังนอก คู่กับเขาคลังใน ภายในเมืองศรีเทพ

ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ล่วงลับ เคยให้ความเห็นไว้ว่า เขาคลังนอกรับคติการสร้างจากพุทธศาสนามหายานที่นิยมสร้างอาคารบนฐานสูง รูปแบบผังมณฑลจักรวาล และมีความสัมพันธ์กับเขาถมอรัตน์นอกเมืองศรีเทพ ซึ่งมีภาพสลักเกี่ยวกับพุทธศาสนามหายานอยู่ภายใน

จุดเด่นอยู่ที่หลักฐานที่ปรากฏอยู่บริเวณฐานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์มาก โดยในประเทศไทยยังไม่เคยพบโบราณสถานในสมัยเดียวกัน ที่ยังคงสภาพและมีขนาดใหญ่เท่านี้มาก่อน

ส่วน ‘ปรางค์ฤาษี’ ตั้งอยู่นอกเมืองศรีเทพเช่นกัน โดยอยู่ห่างออกไปราว 3 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณ ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐไม่สอปูนบนฐานศิลาแลง โดยมีอาคารขนาดเล็กในบริเวณเดียวกัน ล้อมรอบด้วยแนวกำแพงก่อด้วยศิลาแลง พบโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาฮินดู ได้แก่ ศิวลึงค์ ฐานประติมากรรม และชิ้นส่วนโคนนทิ

ย้อนเส้นทาง ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ผนึกต้าน ‘แท่นเจาะน้ำมัน’

ก่อนจะถึงวันนี้ ศรีเทพ ก็เป็นดังเช่นมรดกโลกหลายแห่งที่ไม่ได้โรยเส้นทางด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้ล้อมด้วยกลิ่นหอมของทุ่งลาเวนเดอร์ หากแต่มีข้อพิพาทอันเป็นธรรมดาโลกก่อนผ่านพ้นมาได้ในทึ่สุด

ย้อนไปในปี 2562 บริษัทเอกชนวางแผนตั้งฐานแท่นขุดเจาะน้ำมัน ห่างจากมหาสถูปเขาคลังนอกแค่ 100 เมตร จนถูกวิพากษ์หนักว่าจะกระทบต่อการส่งชิงมรดกโลก

วงประชาพิจารณ์ เมื่อพ.ศ.2562 ท้องถิ่นค้านเจาะปิโตรเลียม

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 1 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอศรีเทพ เพื่อประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) กรณีบริษัทเอกชนมีแผนการผลิตปิโตรเลียม 2 แห่ง โดย 1 ใน 2 แห่ง จะมีการตั้งฐานหลุมผลิตใกล้กับมหาสถูปเขาคลังนอก

ในขณะนั้น เจตน์กมล วงศ์ท้าว นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ซึ่งรับผิดชอบแหล่งโบราณคดีครอบคลุมถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ เชื่อว่าหากโครงการแท่นขุดเจาะผ่านไปได้ จะส่งผลกระทบต่อการยื่นมรดกโลกแน่นอนในแง่ของความน่าเชื่อถือ โดยอาจถูกคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกฯมองว่าไม่มีศักยภาพในการดูแลและบริหารจัดการแหล่งโบราณคดีที่ขอขึ้นทะเบียน ทั้งที่เป็นแหล่งสำคัญมาก สะท้อนการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของไทย

“หากโครงการผ่าน เชื่อว่ามีผลระทบกับการพิจารณามรดกโลกฯ เพราะเกี่ยวข้องกับการจัดการ เราอาจถูกมองว่าไม่มีศักยภาพในการดูแลบริหารจัดการ จะเสียความน่าเชื่อถือไป โบราณสถานเขาคลังนอกมีความสำคัญมากเป็นโบราณสถานยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่วัฒนธรรมอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย มีความยิ่งใหญ่มโหฬาร ชี้ให้เห็นความสำคัญและความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่บริเวณเมืองโบราณศรีเทพ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการสร้างสถาปัตยกรรมใหญ่ขนาดนี้

การดำเนินทางทางโบราณคดี ที่เขาคลังนอก เมื่อพ.ศ.2551

กรมศิลปากรขุดแต่งเขาคลังนอกตั้งแต่ปี 2551 แต่อาคารบริวารซึ่งอยู่ใกล้แหล่งขุดเจาะปิโตรเลียมยังอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะเพิ่งพบราว 1-2 ปีมานี้ และเชื่อว่าในพื้นที่ใกล้เคียงอาจพบโบราณสถานเพิ่มอีกมากกว่า 2-3 หลัง เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะของการขยายตัวของชุมชน ซึ่งการกำหนดขอบเขตมรดกโลกก็ครอบคลุมในวงกว้าง รวมอาคารเจดีย์บบริวารเหล่านั้นด้วย และอาจขยายไปถึงลำน้ำป่าสัก ไม่ใช่แค่ตัวเมืองศรีเทพ เพราะเป็นกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน” นักโบราณคดีชำนาญการกล่าวไว้ในครั้งนั้น

ในการประชุมครั้งนั้น ผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า กำลังทำหนังสือสอบถามไปยังกรมศิลปากรเรื่องเกณฑ์การพิจารณาขึ้นทะเบียนศรีเทพเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ หอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์ยังแสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะประเด็นมรดกโลกและคุณภาพน้ำใต้ดิน จึงอยากขอความมั่นใจว่าน้ำมันดิบจะไม่รั่วไหล

ที่สำคัญคือเสียงค้านจากชาวบ้านที่ตะโกนชัดแจ้ง จ่อฮือต้าน

บทสรุปของเรื่องนี้เมื่อ 4 ปีก่อนคือ สุดท้ายเอกชนยอมถอย

วงวิชาการไม่หยุดนิ่ง ส่งข้อเสนอสะเทือนวงการ

ปิดท้ายด้วยประเด็นข้อเสนอใหม่ในวงวิชาการที่สร้างบรรยากาศคึกคักเมื่อปลายปี 2564 จากนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง อย่าง ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ว่า ศรีเทพคือศูนย์กลาง ‘ทวารวดี’ เมื่อกว่าพันปีที่แล้ว ไม่ใช่นครปฐมโบราณ หรือเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี ตามที่เชื่อกันในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลสำคัญว่าทวารวดีนับถือศาสนาพราหมณ์เป็นหลัก ไม่ใช่พุทธ ขณะที่ 2 เมืองดังกล่าวนับถือพุทธ

นอกจากนี้ เมืองโบราณศรีเทพยังพบเทวรูปพระกฤษณะผู้สร้างเมืองทวารวดีแห่งเดียวในประเทศ อีกทั้งมีหลักฐานถึงความสอดคล้องกับชื่อ ‘กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา’ นามเดิมกรุงศรีอยุธยา สะท้อนความสืบเนื่องกับเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นเรื่องที่ตั้งและศูนย์กลางของทวารวดีนี้ เป็นที่ถกเถียงกันมานาน โดย สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส สันนิษฐานว่าทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่เมืองนครปฐมโบราณ ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ทางฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมา มานิต วัลลิโภดม ข้าราชการกองโบราณคดี กรมศิลปากร แสดงหลักฐานวิชาการว่าโตโลโปตีในเอกสารจีน คือ ทวารวดีอยู่เมืองละโว้ (ลพบุรี) ลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี ส่วนนครปฐมโบราณคือลังเกียฉู่ในเอกสารจีน โดยเขียนบทความลงในนิตยสารศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ.2515

กล่าวได้ว่า ศรีเทพมีประเด็นให้ค้นหาอีกมากมาย ไม่ว่าจะก่อนและหลังนั่งเก้าอี้สวมมง ‘มรดกโลก’ ที่คนไทยพร้อมตะโกนเชียร์ในค่ำคืนนี้

ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งจาก ‘กรมศิลปากร’

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image