มูลนิธิรากแก้ว ปลื้มงานผู้นำรุ่นใหม่ พัฒนาชุมชน-ยั่งยืน

20.09.23 | 22:45 น.

มูลนิธิรากแก้วก่อตั้งเมื่อปี 2550

พันธกิจของมูลนิธิฯคือ เตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่เข้าใจปัญหาสังคม มีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคม และสามารถนำความรู้ความคิดสร้างสรรค์ไปพัฒนา

ทำให้ชุมชนที่ประสบปัญหาได้รับการพัฒนาแบบยั่งยืน

คณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ คุณกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา สมาชิกวุฒิสภา คุณเจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ รองประธานกรรมการมูลนิธิรากแก้ว และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี รองประธานกรรมการมูลนิธิรากแก้ว และประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา

มูลนิธิฯได้เปิดโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อจัดประกวดผลสำเร็จของผู้นำรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 9 กันยายน เพิ่งมีพิธีมอบรางวัลแก่ทีมเยาวชนใน โครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนประจำปีนี้ หรือ “2023 Rakkaew Foundation National Exposition : University Sustainability Showcase” 

Advertisement

ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2566 คือ ทีมนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับเงินสนับสนุนโครงการ 100,000 บาท 

ทีมนิสิตจุฬาฯส่งผลงานโครงการวิศวกรรมอาสาพัฒนาชนบทเข้าประกวด

โครงการนี้ดำเนินการในพื้นที่บ้านเชตวัน ต.สันทะ อ.นาน้อย จ.น่าน ที่คนส่วนใหญ่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ เกิดการเผาพื้นที่เพื่อทำการเกษตรส่งผลให้เกิดมลพิษ ป่าถูกทำลาย ระบบนิเวศยับย่อย

ทีมนิสิตจุฬาฯ เริ่มสำรวจพื้นที่และดำเนินโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ เน้นการมีส่วนร่วมจากชุมชน

ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทีมจากจุฬาลงกรณ์ได้รับรางวัลชนะเลิศ

พวกเขาเริ่มจากการสร้างฝาย สร้างแหล่งน้ำสำหรับการบริโภค สร้างระบบกระจายน้ำโดยใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทำให้ชุมชน 43 ครัวเรือน สามารถเข้าถึงน้ำได้ทุกแปลง

ทุกครัวเรือนสามารถนำน้ำมาอุปโภค บริโภค และใช้ในการปลูกพืชแบบผสมผสานได้

สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักสวนครัว 5 ไร่ และไม้ผล 105 ไร่ 

สามารถช่วยลดรายจ่ายครัวเรือน ครัวเรือนละ 35,813 บาทต่อไร่ต่อปี และเพิ่มสินค้าในตลาดชุมชนให้มีความหลากหลาย ลดการนำเข้าของสินค้าเกษตรจากนอกพื้นที่

ทีมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1

ในด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชนมีการปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาปลูกพืชแบบผสมผสาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาต้นข้าวโพด ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5)

จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ชุมชนเชื่อมั่น ให้ความร่วมมือในการขยายผลพื้นที่โครงการจาก 200 ไร่ เป็น 400 ไร่ 

ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้ทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารางวัลชนะเลิศ

ขณะที่ ทีมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1

ด้วยผลงานอนุรักษ์ผ้าทอไทย ในโครงการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม บนผืนผ้า 

โครงการดังกล่าวเกิดผลสำเร็จด้านเศรษฐกิจ ระดมความคิดช่วยกันสร้างสรรค์ ก่อเกิดเป็นลวดลายผ้าทอลายใหม่ให้กับชุมชนได้ถึง 25 ลาย 

ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหม (ตรานกยูงพระราชทาน) นกยูงทอง และลวดลายปูนาปลาช่อน

ได้รับการคัดเลือก เป็น 1 ใน 90 ลายผ้าอัตลักษณ์ที่ได้ตีพิมพ์ในเอกสารรายงานเฉลิมพระเกียรติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ทำให้ผู้สูงอายุ ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 52.39% จำนวน 143,650 บาทต่อปี จากการทอผ้าลายใหม่ๆ และสีสันตรงกับความต้องการของตลาด 

ความสำเร็จด้านสังคม ปรากฏขึ้นเมื่อสมาชิกกลุ่มผ้าทอมือทั้ง 43 คน ได้รับการพัฒนาทักษะด้านกระบวนการผลิต ออกแบบ การตลาด และประชาสัมพันธ์ ซึ่งในช่วงโควิดระบาด สามารถสร้างงานให้กลุ่มวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 15 คน 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Young ผการันดูล ที่ชักชวนให้นักศึกษา 23 คน ได้เรียนรู้ในเรื่องผ้าไหม

และด้านสิ่งแวดล้อม โครงการยังส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ

ทำให้ผ้าไหมมีความเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยต่อผู้สวมใส่

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของ ทีมจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 

ดำเนินการในชื่อโครงการยุวชนอาสามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะบัณฑิตในศตวรรษที่ 21 สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในทางปฏิบัติ แก้ปัญหาชุมชนด้านความยากจนและคุณภาพชีวิตให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 

ปัจจุบันได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนให้สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน 

ในชุมชนสถานีอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการ ทางด้านเศรษฐกิจ คือ สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการวางแผนการขายของผ่าน Google sheet

คณะกรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ และคณะกรรมการมูลนิธิรากแก้ว

เกิดนวัตกรรมสร้างสรรค์ SMEs ได้แก่ กระเป๋าสานด้วยยางธรรมชาติ นำรายได้สู่การจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการสร้างตลาดออนไลน์ผ่าน Facebook Page 

ด้านสังคม เด็กและเยาวชน รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ออม และการมีสุขภาวะกายจิต และสังคมองค์รวมที่ดี และด้านสิ่งแวดล้อม สามารถลดปริมาณขยะ ด้วยนวัตกรรมเส้นหวายเทียมจากยางพาราซึ่งเป็นยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก

โครงการพัฒาชุมชนอย่างยั่งยืน ยังมีอีกหลายรางวัล

รางวัลโครงการพัฒนาดีเด่นทางเศรษฐกิจ ทีมจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง ได้ไปครองจากโครงการจากวิถีชีวิต สู่เศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากต้นจากทะเล Nypa Palm”

รางวัลโครงการพัฒนาดีเด่นทางสังคม ทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับจากผลงานโครงการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพคนพิการเฮ็ดดิคราฟ 

รางวัลโครงการพัฒนาดีเด่นทางสิ่งแวดล้อม ทีมจากวิทยาลัยชุมชนปัตตานี ได้รับจากโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่าชายเลน ต้นทุนจาก ภูมิปัญญาซั้งปลา

นอกจากนี้ยังมี รางวัลชมเชย

ทีมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้รับจากโครงการสวนเกษตร ครูน้อย

ทีมจากมหาวิทยาลัยทักษิณ ได้รับจากโครงการตรวจจับน้ำมันรั่วด้วยเซนเซอร์ความจุไฟฟ้า 

และทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับจากโครงการ “SoChange & SoChamp” 

โครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนประจำปี 2566 หรือ “2023 Rakkaew Foundation National Exposition : University Sustainability Showcase” นี้ได้รับการสนับสนุนหลักจาก เคพีเอ็มจี ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนมายาวนาน และ มูลนิธิเอสซีจี

ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กรรมการตัดสินรอบชิงชนะเลิศถามคำถามทีมนักศึกษาที่นำเสนอโครงการ

.ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช ประธานมูลนิธิรากแก้ว บอกเล่าเรื่องราวของโครงการนี้ว่า การทำโครงการนี้เปรียบเหมือนสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสเรียนรู้ปัญหาชุมชนและสังคมไทย และได้พัฒนาทักษะต่างๆ ระหว่างการทำโครงการ 

นอกจากนี้ มูลนิธิรากแก้วยังสร้างโอกาสและพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงาน และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากโครงการที่ทำขึ้นจริงร่วมกับชุมชนและสังคม 

โครงการนี้สะดุดไปพักใหญ่เพราะโรคระบาดโควิด-19

แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย มูลนิธิฯได้จัดพื้นที่การแสดงศักยภาพของนิสิตนักศึกษาเพื่อกระตุ้นและสร้างบรรยากาศให้นิสิตนักศึกษาได้กลับมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืนอีกครั้ง 

มูลนิธิฯเชิญชวนสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศส่งโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเกณฑ์โครงการรากแก้ว 

ปี 2566 นี้ มีมหาวิทยาลัย 35 แห่งทั่วประเทศส่งโครงการจำนวน 52 โครงการเข้าประกวด

เกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญ ระบุไว้ในเอกสารคู่มือการตัดสิน

สรุปได้ว่า 1.โครงการต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนแก่กลุ่มเป้าหมาย 2.เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 3.เป็นโครงการที่มีผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูงและมีความหมายต่อชุมชนอย่างแท้จริง 4.ผลสำเร็จเน้นที่คุณภาพและความลุ่มลึกของผลกระทบ ตลอดจนผลลัพธ์ต่อกลุ่มเป้าหมาย

มูลนิธิฯพิจารณาคัดเลือก 18 โครงการจาก 16 มหาวิทยาลัย เพื่อให้ทีมนิสิตนักศึกษาเข้ามานำเสนอและแสดงผลสำเร็จของโครงการ 

ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช ประธานกรรมการมูลนิธิรากแก้ว

.ดร.สัมพันธ์บอกว่าจากโครงการทั้ง 52 โครงการ ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับชุมชนกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5,261 คน

ในเดือนตุลาคมนี้ มูลนิธิฯจะทำประชาสัมพันธ์เปิดรับโครงการปี 2567 โดยเน้นการสร้างความเข้าใจกับผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้นำนิสิตนักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาผู้นำนิสิตนักศึกษา และคณาจารย์เพื่อเสริมศักยภาพ ความรู้ด้านการพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืน ขยายเครือข่ายนิสิตนักศึกษาขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

คาดว่าในปี 2567 จะมีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น 

นอกจากนี้ มูลนิธิฯจะเชื่อมโยงการสนับสนุนจากภาคธุรกิจให้กับทีมที่เข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคำแนะนำในการพัฒนาโครงการ และเงินทุน 

ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯได้จัดเตรียมหาเวทีประกวดในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก เพื่อให้ทีมชนะเลิศประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับเยาวชนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 

นับเป็นการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นผู้นำในอนาคตที่มีจิตใจรับใช้สังคม สามารถร่วมพัฒนา แก้ไขปัญหา สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สร้างสรรค์สังคม และพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน