In all my remembrance ทวนความทรงจำ สำรวจความคิด รูปร่างของอดีต จากชีวิต คณากร คชาชีวะ

23.09.23 | 16:02 น.
In all my remembrance ทวนความทรงจำ สำรวจความคิด รูปร่างของอดีต จากชีวิต คณากร คชาชีวะ

In all my remembrance ทวนความทรงจำ สำรวจความคิด
รูปร่างของอดีต จากชีวิต คณากร คชาชีวะ

กล่าวกันว่า ‘ความทรงจำ’ คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่สุดของชีวิตมนุษย์

สมบัติที่เงินทองไม่อาจซื้อหา

สมบัติที่เจ้าของต้องเป็นผู้สะสมและสั่งสมด้วยตนเองในห้วงเวลาที่มีลมหายใจ

สมบัติที่ไม่อาจมีใครแย่งชิง ฉกฉวยไปได้ แม้เพียงแค่การลอกเลียน

Advertisement

In all my remembrance คือ นิทรรศการศิลปะที่ถ่ายทอดจากความทรงจำของ คณากร คชาชีวะ ศิลปินร่วมสมัยวัยเก๋า ผู้มีผลงาน Abstract Expressionism อันโดดเด่น

ชักชวนให้ผู้ชมสัมผัสห้วงลึกแห่งความทรงจำ และปลดปล่อยอารมณ์ดำดิ่งไปกับเรื่องราวมากมาย

ไม่ว่าดี หรือร้าย ก็ล้วนเป็นโมเมนต์ที่มีความหมาย

ผลงานชุดนี้เน้นรูปร่าง รูปทรง สีสันสดใสอย่างแจ่มชัด ด้วยความพยายามสร้างร่องรอยของความทรงจำอันหลากหลาย จากเหตุการณ์ต่างๆ ในการดำเนินชีวิตจากโลกของความเป็นจริงให้ประจักษ์ขึ้นมาด้วยมโนภาพหลากหลายแบบที่มีต่อภาษาของจิตรกรรม

จัดแสดง ณ Xspace แกลเลอรี่ ปรีดีพนมยงค์ 14 กรุงเทพฯ

“ความทรงจำคือเรื่องราวในอดีตที่ทั้งดีและไม่ดี ที่ดีก็จะเป็นโมเมนต์ที่เรานึกถึงแล้วยิ้มเองได้ ส่วนสิ่งที่ไม่ดีก็รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เมื่อผ่านมาแล้วเป็นข้อดีเหมือนกัน เพราะในความทรงจำแย่ๆ หรือบางความทรงจำที่ตะขิดตะขวงใจ ทำให้ได้ทบทวนว่าได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดไปไหม มันใช่อย่างที่เราเคยคิดหรือเปล่า จะใช้คำว่าบำบัดก็ไม่ได้ แต่เราได้ทบทวนความทรงจำเหล่านั้น บางครั้งมันมีความรู้สึกดาร์ก แต่เราเอาพวกเอางานพวกนี้มาจัดการกับความรู้สึกนั้นให้มีความสุขมากขึ้นได้” คณากรกล่าวถึงแนวคิดและที่มาของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะครั้งนี้ที่พาให้ย้อนกลับไปถึงความทรงจำอันเกิดขึ้นจากชั่วขณะหนึ่ง

แต่ละชิ้นมาจากต่างช่วงเวลา ต่างเรื่องราว ต่างเหตุการณ์ ตลอด 5 ทศวรรษของเส้นทางชีวิตผู้เป็นทั้งศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัย ด้วยคำนำหน้าว่า รองศาสตราจารย์

“ผมอายุเข้า 54 ปีแล้ว มีโมเมนต์อาการมองโลกในอดีตกับอนาคตต่างกัน มองตัวเองเป็นวัยทอง มองเรื่องของอนาคตเป็นอะไรที่ไม่มีความก้าวหน้าแล้ว มองอดีตในเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ มันเลยเป็นความกังวล นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน งานประจำคือสอนเด็ก แต่ช่วงโควิดมันหยุดยาวมาก เราดิ่งมาก ช่วงที่ไม่ได้ทำงานประจำก็มาเขียนรูป เขียนไปจนมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าต้องวางพู่กันแล้วค่อยกลับมาทำ

ผมได้พูดคุยกับน้องคนหนึ่งที่เข้ามาชมนิทรรศการ ว่าเราอาจจะกำลังสร้างความสุขในภาพ เพื่อปิดช่องโหว่ตรงที่เราเกิดอารมณ์แบบนั้นขึ้นมา”

จากนั้น ศิลปินเจ้าของความทรงจำ ชี้ชวนให้เพ่งมองใน ‘รายละเอียด’ ของภาพที่ย้อนหลังกลับไปชั่วคราว และจางหายไปอย่างรวดเร็ว ความทรงจำ สิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด ความรัก ความเคารพ ภาพพอร์ตเทรตที่มาปะติดปะต่อกัน

ใบหน้า มือ หู ส่วนของร่างกายที่ถูกตีความในโครงสร้างที่สับสน มีทิศทางโฟกัสไปในหลายตำแหน่งของภาพ การเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่ดูจะขาดตกบกพร่อง

ริบบิ้นโยงใยผูกมัดรูปทรงเอาไว้ด้วยกัน ดวงดาว นกนางแอ่น บอลจุดทรงกลม กระดิ่ง ต้นไม้ ดอกไม้ ผลไม้ เหล็กดัด วัตถุอื่นๆ ส่งเสียงวนไปมาจากสายมู และความเชื่อ พื้นที่ถูกแบ่งขอบเขตโพสสิทีฟ สเปซ และเนกาทีฟ สเปซ

พื้นที่ที่กลับบนลงล่าง รูปทิวทัศน์เช้า เย็น กลางคืน สร้างความสับสน ช่วงของเวลา เส้นขอบฟ้าที่สงบนิ่งกำหนดให้เป็นปลายทางของสายตาจากรูปทรงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ให้เป็นการเดินทางของอนาคตที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของอดีตผูกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้เป็นคลังภาพ

“อยากให้ผู้ชมสังเกตรายละเอียดในภาพก่อน แล้วดูว่ามันมีประสบการณ์เกี่ยวกับตัวภาพในส่วนไหน ผมว่าหลายคนอาจจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์แบบนี้ มันจะมีเรื่องที่ซ้อนๆ อยู่ เช่น ดอกไม้ต่างๆ ผมได้มาจากการไปแก้ปีชง แก้บน การบูชาดาว มันก็จะเป็นดอกที่วางอยู่ในถาดบูชาดาว เขาจะให้เขียนมาปักตามตำแหน่งมัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พูดถึงโมเมนต์ในเชิงบวก หรือดาวแปดแฉก เป็นเรื่องเกี่ยวกับโชคลาภ มันเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วย ทุกอย่างมันอาจจะไปเกี่ยวข้องกับความเป็นมู (มูเตลู) ด้วยนิดๆ โดยเนื้อหาเน้นไปที่การเล่าเรื่อง

ส่วนภาพวาดฟิกเกอร์ผู้หญิง ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครโดยตรง เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นตัวแทนเฉยๆ ซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนที่เราพยายามนึกถึงแล้วถ่ายทอดออกมา เหมือนเรามีเพื่อน เรานึกถึงเขาแต่จะนึกรายละเอียดเหมือนที่เจอหน้ากันไม่ได้ ถ้าเจอหน้ากัน พอกลับไปบ้าน ก็นึกไม่ออกแล้ว เราพยายามใช้โมเมนต์ต่างๆ ที่เคยผ่านความคิด ผ่านความรู้สึก แล้วพยายามเขียนออกมา มันจึงกลายเป็นการผสมผสานออกมาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่มีที่มา

ส่วนการเล่าเรื่องผ่านภาพ มีการร้อยเรียงเรื่องราวผ่านวัตถุต่างๆ ซึ่งมาจากการใช้ชีวิต อย่างนกนางแอ่น จะพูดถึงเรื่องราวเชิงบวกหน่อย เป็นสัญลักษณ์ของความดี ของความเอิบอิ่ม มีการแอบสร้างรังอยู่ หรือ กระดิ่ง ที่เราแขวนไว้บ้านเพื่อไม่ให้มันเรียบจนเกินไป เรียกความรู้สึก เรียกทรัพย์ เรียกนู่นนี่แอบอยู่ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับการตีความและประสบการณ์ของผู้ชม อยากให้มันเกี่ยวโยงให้ผู้ชมเห็นแล้วรู้สึกว่า เออ! มันใช่นะ” คณากร อธิบายอย่างละเอียด

ส่วนเทคนิคการลงสี ศิลปินเผยว่าเป็นการทำงานวาดโดยใช้สีอะคริลิกเกลี่ยเรียบ แล้วเขียน Under painting ขึ้นมาจากความเข้มไปหาสว่าง

“พยายามทำให้สีมันอิ่ม สอดแทรกไปด้วย สัญลักษณ์ คน และแลนด์สเคป เป็น 3 ส่วนที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แรงบันดาลใจจากการใช้พื้นที่ มาจากคนที่เราเจอ สิ่งที่เราสัมพันธ์กับมัน ทุกภาพจะเป็นแบบนี้หมด แม้คนที่ไม่ได้มีความเข้าใจพื้นฐานศิลปะก็น่าจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่อยากจะสื่อสาร อย่างแรก เมื่อเห็นภาพเขาก็น่าจะอินไปกับมัน แฮปปี้กับเรื่องสี ดูแล้วมีความสุขเล็กๆ หรือว่าดูแล้ว มีเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองกับในภาพ”

เมื่อถามความในใจถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่ประกาศดัน ‘ซอฟต์เพาเวอร์’ ว่าอยากฝากอะไรในมุมมองของคนทำงานศิลปะ

ได้คำตอบว่า หากรัฐสนับสนุนพื้นที่ศิลปะมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการผลักดัน ‘ศิลปินรุ่นใหม่’ รวมถึงศิลปินที่ยังหาพื้นที่ในการจัดแสดงไม่ได้ ก็ยังมีอีกมาก

ร่วมท่องไปในความทรงจำได้ ณ Xspace Gallery
71/15 ซอยปรีดีพนมยงค์ 12 สุขุมวิท 71 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

จันทร์-เสาร์ 10.00-17.00 น.
สอบถามโทร 06-6073-2332
FB : Xspace


‘อยากให้มันสนุก’

Xspace เปิดพื้นที่ (วาไรตี้) บาลานซ์ศิลปินหลากรุ่น

สุทธิลักษณ์ ศุภองค์ประภา

“อยากให้พื้นที่ตรงนี้มันวาไรตี้มากๆ

เราให้ศิลปินจัดการเอง เพราะเมื่อก่อนทางแกลเลอรี่เคยจัดการให้หมด แต่ทำไปทำมาแล้วมันซ้ำ
ส่วนตัวมองว่าถ้าจะให้สนุก ต้องปล่อยให้ศิลปินทำ อย่างงานก่อน ทำห้องนอนอยู่ด้านบน จัดแสดงอยู่ข้างล่าง ทำอะไรก็ได้ เราอาศัยคอนเซ็ปต์นี้ คุยกับศิลปินว่าผลงานมีอะไรบ้าง ถ้าเห็นตรงกัน คุณทำเลย เราเปิดกว้าง อยากให้มันสนุก ศิลปินอยากจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่มาหาตรงกลางก็แล้วกัน

ช่วงหลัง งานรุ่นใหม่มาแรง ซึ่งมันดีมากๆ ส่วนตัวมองว่ามีคนทำงานศิลปะเยอะจากทุกแขนง เราคิดว่าควรพยายามบิลด์นักสะสมรุ่นใหม่ๆ ในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม ฐานของนักสะสมกว้างขึ้นเรื่อยๆ สมัยก่อน สมมุติกรุงเทพฯมี 100 คน คือน้อยมาก แต่หลังๆ คนรุ่นใหม่ๆ ก็เริ่มสะสมงานมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากในการขยายฐานออกไป

รุ่นเรา การที่คนจะมาดูงานศิลปะเป็นเรื่องยากมาก เป็นเรื่องที่เศรษฐีทำ แต่เด็กรุ่นใหม่ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

เด็กรุ่นใหม่พูดถึงคัลเจอร์ พูดถึงศิลปะ พูดถึงสิ่งที่อยู่ข้างในเยอะมาก ทุกอย่างในวงการศิลปะดีขึ้น มันกำลังค่อยๆ เปลี่ยน

แล้วพอมันมีคนสะสม มีเม็ดเงิน ศิลปินก็อยู่ได้ ถ้าขายยาก สุดท้ายศิลปินเขาก็จะยอมแพ้

เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็พยายามซัพพอร์ต จัดงานให้สมดุล ทั้งงานของเด็กรุ่นใหม่ บางงานก็เป็นงานเก๋าๆ ระดับมาสเตอร์ ซึ่งทุกปีก็จะมีการจัดคิวแสดงของศิลปินซึ่งพยายามให้มีความหลากหลาย”

สุทธิลักษณ์ ศุภองค์ประภา ผู้ก่อตั้ง Xspace

ภูษิต ภูมีคำ