วิหารศิลปะในชุมชนโบราณ เอาใจใส่ตั้งใจทำและซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณ
วิหารศิลปะในชุมชนโบราณ ซอยอิสรภาพ 27 เข้าซอยแคบๆ ระยะประมาณ 800 เมตร เดินเท้าไปราว 12-15 นาที (1,000 ก้าว) ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกใหญ่ เป็นพื้นที่เดิมในเมืองเก่ายุคพระเจ้าตากสินติดกับรั้วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ใกล้ๆ กรมอู่ทหารเรือ สภาพปัจจุบันเป็นชุมชนแออัด เนื่องจากชุมชนเดิมอยู่กันลงตัว คนต่างถิ่นเข้าไปอยู่ยาก มีซอยเป็นทางเดินเข้าในสวน คนส่วนใหญ่อาศัยที่ดินเดิม มีพื้นที่ให้เช่าอยู่อาศัย หากจะสร้างอาคารใหญ่ก็ยาก ห้างใหญ่เข้าไปไม่ได้ ทางแคบและซับซ้อนถ้าหากว่าไฟไหม้ รถดับเพลิงจะเข้าไปในซอยไม่ได้ กลางซอยมีศาลพระเจ้าตากสินที่ผู้คนเคารพนับถือ มีอยู่ 2 ศาล ทั้งศาลชาวจีนและชาวพุทธ

ชุมชนยุคกรุงธนบุรีต้นรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันแทบจะไม่เหลือร่องรอยอะไรนัก เพราะได้เปลี่ยนเป็นเมืองใหม่ไปหมดแล้ว ยกเว้นพื้นที่แห่งนี้ซึ่งมีวัดราชสิทธาราม เดิมเป็นวัดป่าสมัยอยุธยา รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างอาคารเพิ่มเพื่อให้พระญาณสังวรเถระ (สุก) ฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระราชาคณะที่พระองค์ทรงเลื่อมใส เป็นที่พำนักจำพรรษา เล่ากันว่าวัดราชสิทธาราม (พ.ศ.2319) มีเจ้าอาวาสมาจากนครศรีธรรมราช เมื่อครั้งที่ปราบก๊กนครศรีธรรมราชสำเร็จและตั้งให้นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมือง ที่ผนังโบสถ์วัดราชสิทธารามมีรูปจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปโนรา ฝีมือช่างยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง เกิดเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2493 ปัจจุบันอายุ 73 ปี เป็นศิลปินที่ทำงานและสร้างงานมาทั้งชีวิต เป็นผู้สร้าง “วิหารศิลปะ” ตั้งอยู่บนพื้นที่เช่าในชุมชนโบราณ เป็นพื้นที่ของชีวิต มีอุดมการณ์ทำงานและสร้างงาน ทำด้วยหัวใจ มีความรู้สึกนึกคิด มีจินตนาการ ใส่จิตวิญญาณลงไปในงานผลงานที่สร้างไว้จึงเต็มไปด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์ ด้วยความรู้สึกที่เอาใจใส่และตั้งใจทำ
วิหารศิลปะเป็นพื้นที่สิงสถิตของ 2 จิตวิญญาณ สามีภรรยา สุชาติ วงษ์ทอง และพันสี วงษ์ทอง ทั้งคู่เป็นศิลปิน มีผลงานศิลปะติดเต็มบ้าน กระทั่งต้องสร้างให้เป็นตัววิหารศิลปะ อาคารมีโครงสร้างเป็นเหล็กและมีชิ้นส่วนเศษไม้ เศษเหล็ก และเศษโลหะ แต่ถูกนำมาสร้างเป็นงานศิลปะชิ้นใหม่ เสนอคุณค่าใหม่จากชิ้นส่วนเศษวัสดุที่มีปรัชญารองรับ เป็นเข็มทิศชีวิต นาฬิกาชีวิต มีทิศทางที่ชีวิตจะเดินต่อไป เป็นเรื่องราวของคนที่มีความรักและมีความพอใจเป็นคู่รัก อาคารพื้นสีดำและสีขาว มีคู่เป็นหยินหยางที่ให้พลังแห่งจักรวาลส่งต่อกัน

สีดำคือหยิน หมายถึงดวงจันทร์ เป็นตัวแทนของผู้หญิง มีความพึงพอใจและยอมรับที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ส่วนสีขาวคือหยาง หมายถึงดวงอาทิตย์ เป็นผู้ชาย เป็นพลังที่จะนำ หยินหยางเป็นความเคลื่อนไหวที่เอื้อต่อกัน เดินทางไปด้วยกัน ไม่สามารถที่จะแยกหรือพรากจากกัน แต่เกื้อกูลกัน มีความร้อนแรงและรุ่งเรืองที่อยู่ด้วยกัน
วิหารศิลปะเป็นงานศิลปะที่มีรูปกลมและรูปเหลี่ยม มีบุญมีกรรม มีนรกมีสวรรค์ ถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ซึ่งทั้งคู่ได้ทำบุญร่วมกันมา มีศีลเสมอกันและเข้าใจกัน มีรอยเท้าซึ่งเป็นร่องรอยการเดินทางด้วยกัน ทั้งสุชาติและพันสีเป็นคู่ชีวิตที่ไม่มีลูก ไม่มีพันธะ และไม่มีเงิน ต่างช่วยกันทำงาน หาวัสดุเก่ามาสร้างงานในวิหารศิลปะ ดั่งตัวปลวกที่ค่อยๆ สร้างรังกระทั่งขยายกลายเป็นจอมปลวก แบบนกกระจอกหรือนกกระจาบที่ได้สร้างรังไว้สวยงาม โดยค่อยๆ คาบหญ้ามาทีละเส้น ทำทีละน้อย ช่วยกันสองผัวเมีย กระทั่งได้กลายเป็นวิหารศิลปะในวันนี้
เมื่อไม่มีลูกจึงไม่มีภาระ ไม่มีความกังวล ความจนทำให้ชีวิตต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน พิสูจน์ให้ได้ว่า “คนจนอยู่อย่างจนก็จะรวย คนรวยอยู่อย่างรวยก็จะจน” แม้ชีวิตจะผ่านมาทุกรูปแบบ แต่ชีวิตก็ไม่ได้ย่อท้อ ชีวิตศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง ไม่ได้เรียนจากสถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เรียนศิลปะจากมหาวิทยาลัยชีวิต ใช้ชีวิตเป็นตำรา ใช้ผลงานเป็นมหาวิทยาลัย เส้นทางชีวิตเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ เอาวิถีชีวิตที่อยู่รอบๆ ตัวเป็นครู ผลงานศิลปะเป็นใบปริญญา ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่เป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ศิลปินแห่งชาติทั้งหลายต้องเรียกพี่ ไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ศิลปะแต่มีผลงานเป็นมงกุฎ การอาศัยอยู่ในชุมชนเก่าในซอยแคบๆ รถยนต์เข้าได้ยาก รถสวนกันก็ลำบาก เป็นได้แค่ทางเดิน ความเจริญทางวัตถุเข้าไปยาก สร้างอาคารสูงก็ไม่คุ้ม จากบริบทของชุมชนโบราณ จึงสามารถสร้างวิหารศิลปะในชุมชนเก่าได้อย่างงดงาม

ชุมชนในซอยอิสรภาพ 27 อยู่ใกล้กรมอู่ทหารเรือ พระราชวังเดิม (วังพระเจ้าตาก) อายุ 240 ปีมาแล้ว ซึ่งยังดำรงความเป็นชุมชนดั้งเดิมอยู่ ชาวบ้านอยู่กันหนาแน่นและแออัด แต่ทุกคนก็อยู่กันได้ ที่สำคัญยังรักษาบริบทดั้งเดิมของชุมชนเอาไว้ แม้วันเวลาเปลี่ยนไปแต่วิถีชีวิตของชุมชนไม่ได้เปลี่ยนตาม ลูกหลานที่เติบโตจากชุมชนเมื่อมีโอกาสก็จะออกไปอยู่ที่อื่น เพื่อหาความสะดวกสบายและชีวิตที่เลือกได้มากกว่า ส่วนพ่อแม่ญาติพี่น้องก็อยู่สืบทอดวิถีชีวิตกันไป จากชุมชนใกล้วังและใกล้วัด เป็นชุมชนโบราณที่มีสภาพคล้ายสลัม แต่ก็ไม่ค่อยมีใครใส่ใจไยดีหรือไยร้ายนัก เพราะทุกคนต้องทำมาหากิน หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ นายทุนทั้งหลายก็ไม่อยากลงทุนในที่ดินคับแคบแออัด เจ้าของพื้นที่ทั้งหลายก็ไม่มีกำลังพอที่จะสร้างอะไรให้ทันสมัยใหญ่โต สร้างแล้วก็ไม่รู้จะขายใคร เพราะคนที่อยู่ดั้งเดิมก็มีพื้นที่ส่วนตัวอยู่แล้ว แม้จะน้อยแต่ก็ลงตัว การสร้างใหม่ก็ไม่มีกำลังหรือไม่รู้จะสร้างไปทำไม มีน้อยก็ค่อยๆ ต่อเติมไปตามกำลัง
ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง ชาวสิงห์บุรี เข้ามาเรียนหนังสือและทำงานเช่าบ้านอยู่ในซอยอิสรภาพ 27 แห่งนี้เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว วันนี้ก็ยังเช่าที่ดินสร้างวิหารศิลปะเอาไว้ สร้างด้วยความรัก สร้างด้วยหัวใจ ใช้สมองและสองมือทำงาน เติมพลังเต็มที่ด้วยจิตวิญญาณของศิลปะ โชคดีที่ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง เป็นผู้ยากจนและยังยากจนอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่มีเงินก็ต้องทำงานและยังมีกำลังสร้างงานได้ โดยนำเศษวัสดุที่เหลือใช้มาต่อเติมสร้างเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยม อาศัยฝีมืออันประณีตและอาศัยประสบการณ์ที่อุดมไปด้วยสติปัญญา ความจนเป็นตัวบีบบังคับว่าต้องอยู่เพื่อทำงาน ความจนจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญยิ่งของศิลปินไส้แห้ง

วันนี้วิหารศิลปะของศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง มีคุณค่าและมีราคาที่ประมาณไม่ได้ กลายเป็นวิหารศิลปะของชุมชนไปแล้ว ทุกคนที่อยู่ในซอย สามล้อ (ตุ๊กตุ๊ก) วินมอเตอร์ไซค์ แม่ค้า ชาวบ้าน ต่างรู้จัก รักและหวงแหนวิหารศิลปะของศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่ในซอยมานาน ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง ขับรถเข้าออกซอยก็เคยชนร้านของแม่ค้าระเนระนาด ชนร้านชาวบ้านเทกระจาด จนกลายเป็นที่รู้จักคุ้นกันทั้งซอย ศิลปินสุชาติ
วงษ์ทอง ร่ำรวยน้ำใจ ร่ำรวยอารมณ์ขัน ที่สำคัญคือร่ำรวยเพื่อน
ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง มีชีวิตที่ไม่ต้องเอาใจใคร ไม่รบกวนใคร ไม่ได้อยู่เพื่อใคร มีชีวิตอยู่อย่างที่เป็น ยอมรับความเป็นไป มีความสุขอย่างที่สร้างขึ้น อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่พยายามจะเป่าขี้เถ้าให้เป็นเปลวไฟ ขี้เถ้าก็อยู่อย่างขี้เถ้า ปลักควายไม่เคยออกไปหาควาย เมื่อถึงเวลาควายก็ต้องเดินไปหาที่ปลักควายเอง

วิหารศิลปะของศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง มีงานศิลปะ 437 ชิ้น (ภาพ 416 ประติมากรรม 21 ชิ้น) จัดแสดงในวิหารศิลปะ ด้วยความสามารถ ความขยัน และความซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณ ทำเรื่องกระจอกๆ ให้โลกรู้จัก จะเปิดให้คนชื่นชมเดือนธันวาคม พ.ศ.2566 ผู้สนใจสามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดินไปขึ้นที่สถานีอิสรภาพ (Itsaraphap Station) หน้าวัดราชสิทธารามซอยอิสรภาพ 23 เดินเข้าซอย 23 ไปด้านหลังหรือเดินไปเข้าซอย 27 มีวินมอเตอร์ไซค์ ถ้าจะขับรถไปก็ต้องใช้บริการที่จอดรถบนถนนอิสรภาพ อยู่ตรงข้ามวัดใหม่พิเรนทร์
ในวิหารศิลปะ ศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง ได้วาดภาพที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไว้มากที่สุดคนหนึ่ง วาดนักดนตรี วาดเครื่องดนตรี และที่สำคัญได้วาดอารมณ์ดนตรี เพราะศิลปินมีอารมณ์ดนตรี
วิหารศิลปะของศิลปินสุชาติ วงษ์ทอง มีพลังอันอบอุ่น มีความแข็งแกร่งด้านคุณภาพและงานฝีมือสูง เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ไม่สิ้นเปลือง สามารถวาดภาพได้ทุกเมื่อ เป็นจิตวิญญาณชุมชนและภูมิปัญญาของสังคม วันนี้ศิลปินนานาชาติรวมทั้งศิลปินอาเซียนได้เข้ามาเรียนรู้ที่วิหารศิลปะแล้ว เพียงแต่คนไทยนั้นยังไม่รู้จัก
สุกรี เจริญสุข

