เปิดเมืองหลวง ‘ซีรีส์วาย’ ซอฟต์เพาเวอร์ ที่ไม่ใช่แค่งานขาย  จะบุกอย่างไรในตลาดโลก?

26.09.23 | 12:15 น.

เปิดเมืองหลวง ‘ซีรีส์วาย’ ซอฟต์เพาเวอร์ ที่ไม่ใช่แค่งานขาย  จะบุกอย่างไรในตลาดโลก?

สุดปังอลังการโดยแท้
สำหรับงาน FEED Y CAPITAL 2nd เมืองหลวงซีรีส์วาย ครั้งที่ 2 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ จัดโดย FEED สื่อไลฟ์สไตล์ภายใต้เครือมติช เมื่อเสาร์ที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ขนทัพนักแสดงซีรีส์วาย และศิลปิน T-POP อัดแน่น พร้อมมอบความสุขให้เหล่าแฟนคลับระดับจัดเต็ม

ไม่เพียงเท่านั้น อีกไฮไลต์คือ Special Talk เข้มข้นในหัวข้อ ‘อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย ในยุค 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ และโอกาสในตลาดโลก’ โดยมีตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมล้อมวงคุย

Special Talk เข้มข้นในหัวข้อ ‘อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย ในยุค 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ และโอกาสในตลาดโลก’โดย รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ และ ยชญ กรณ์หิรัญ

มาไกลมาก! จากหนังโดนแบนสู่ซีรีส์ เชิดหน้าชูตา

เปิดโมเดลปัง จุดเริ่มจาก ‘นิยาย’

Advertisement

เปิดบทสนทนาด้วย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ตัวแทนผู้กำกับซีรีส์ ที่ย้อนเล่าว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผลงานภาพยนตร์เรื่อง แมลงรักในสวนหลังบ้าน (Insects in the Backyard) ที่ตนกำกับ มีเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัว LGBTQ โดนแบนภายใต้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับปี 2551 แต่ตอนนี้ การมาเป็นผู้กำกับซีรีส์วายก็สามารถทำมาหากินได้อย่างเชิดหน้าชูตา ขณะเดียวกันยังเห็นด้วยว่างานวายมีการพัฒนาเนื้อหามาไกลมาก

“การดูผู้ชายกับผู้ชายรักกันไปเรื่อยๆ มันทำให้ค่อยๆ เข้าใจสังคม สร้างภาพจำกับสังคม ให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ซีรีส์วายทำให้สิทธิของคนเลือกทางเพศมีมากขึ้น ทั้งเรื่องการสมรสเท่าเทียม เกิดกระแสในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นแรงกระเพื่อม ต้องขอบคุณซีรีส์วายที่พาสังคมไทยมาได้ไกลมาก พลังของซีรีส์คือได้สื่อสารกับแฟนคลับได้โดยตรง ปัจจุบันมีบางประเทศยังไม่เข้าใจความหลากหลายทางเพศ มีบางประเทศที่กีดกัน ถูกผลักให้เป็นตัวประหลาดในสังคม กับประเทศที่เปิดกว้างมีกฎหมายรับรองแล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนในประเทศนั้นจะเข้าใจและยอมรับ แต่ซีรีส์วายก็เข้าไปทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่ามีเพื่อน เห็นคุณค่าในตัวเอง” ธัญญ์วารินเล่า

ด้าน รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ปัจจัยการเติบโตของซีรีส์วายเกิดจากการเป็นโมเดลอุตสาหกรรม เริ่มจากมีนวนิยายวายแล้วแปลงเป็นซีรีส์ ในแง่การเติบโตพบว่าในช่วงปี 2563 มีการพัฒนาบทของซีรีส์ขึ้นมาเอง อย่างเช่น เรื่อง แปลรักฉันด้วยใจเธอ มีการคิดรอบด้าน รู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา รวมถึงเคมีของนักแสดง ทำให้ผลงานไปโด่งดังมากในประเทศจีน ขณะเดียวกันการเติบโตอีกอย่างที่เป็นตัวชี้วัดคือเรื่องของคุณภาพ และจากซีรีส์วายที่เคยถูกมองว่าเป็นซีรีส์เกรดบี ปัจจุบันจะเห็นการยกระดับ มีการใช้โปรดักชั่น โลเกชั่น การตัดต่อที่มีฝีมือ มีการลงทุนที่มากขึ้น จึงไม่ใช่งานเกรดรองอีกต่อไป

ส่วนปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมวายโต รศ.ดร.นัทธนัยกล่าวว่า มีทั้งเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับแฟนๆ เช่น การจัดแฟนมีต ที่มีการจำลองเหตุการณ์ในซีรีส์ และถือเป็นพื้นที่ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินที่เหมือนได้เป็นการทำงานร่วมกัน

“แฟนคลับกับอุตสาหกรรมคือทีมเดียวกัน อย่างการแคสต์นักแสดงแฟนคลับก็มีส่วนร่วมในทุกกระบวน ถือเป็นอุตสาหกรรมแห่งประชาธิปไตย” รศ.ดร.นัทธนัยเลคเชอร์แน่น

เติบโตก้าวกระโดด ‘ไทยยืน 1’ จากเอเชีย

ลามตลาดโลก แข่งขันสูง เม็ดเงินมหาศาล

ในส่วนของ ยชญ กรณ์หิรัญ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ ฮันเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ผลิตซีรีส์วายเจ้าแรกของเมืองไทยตั้งแต่เรื่อง love sick ซึ่งตอนนั้นยังเป็นอุตสาหกรรมที่คนว่าไม่น่าจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ตอนนี้ตลาดวายเติบโตมาก จากเอเชียลามไปในตลาดโลก เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก

“งานวายตอนนี้มีความหลากหลาย มีทั้งยูริ (ผู้หญิงรักผู้หญิง) วาย (ผู้ชายรักผู้ชาย) ซึ่งต่างประเทศให้การยอมรับ จนพูดได้ว่านอกจากเคป๊อปที่มาแรงแล้ว กระแสวายก็เป็นอันดับต้นๆ ที่มาแรงเช่นกัน โดยวัดจากตัวเม็ดเงินที่ลูกค้าเป็นสปอนเซอร์ รวมถึงจากแฟนๆ ที่คอยติดตามงานแนวนี้

การเติบโตของซีรีส์วายในปัจจุบันเป็นเม็ดเงินที่มหาศาล ถ้าผู้ใหญ่มองเห็น เป็นซอฟต์เพาเวอร์ได้มาก ณ วันนี้ตลาดที่เรากินหนักๆ คือ เอเชีย จีนคืออันดับหนึ่งของผม ถึงแม้ประเทศจีนจะมีการปิดกั้น แต่อย่าลืมว่าเขาไม่ได้ปิดกั้นในส่วนออนไลน์ โดยออนไลน์ในประเทศจีนยังทรงอิทธิพลและทั่วโลก รวมถึงการจัดแฟนมีตก็มหาศาลแล้ว ถ้าให้ประมาณการแค่ 1 ปี อย่างน้อยขั้นต่ำต้องมี 5 พันล้าน การเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซีรีส์ การซัพพอร์ตจากแฟนๆ ทุกวันนี้สินค้าถ้าอยากได้กระแส ยอดขาย ต้องเป็นคู่วาย เพราะความเป็นวายคือสังคมที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก เป็นครอบครัวที่ซัพพอร์ตอย่างเต็มที่ สายวายคุณจะได้เห็นการพัฒนาที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน ณ วันนี้เราไม่สามารถเปลี่ยนคนที่มีความคิดเดิมๆ ที่เป็นหัวรุ่นเก่า แต่ผมเชื่อว่าสังคมปัจจุบันกำลังหล่อหลอมไปในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างน้อยทำให้เห็นว่าเราให้เกียรติกันและกัน ไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพแบบไหน เชื่อว่าในอนาคตผู้ใหญ่น่าจะเริ่มเข้าใจจุดๆ นี้ ว่าจริงๆ ประเทศไทยสามารถไปต่อได้ถ้าเขาเปิดใจ” ยชญกล่าว ก่อนย้ำว่า ขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่ผลิตซีรีส์วายมากที่สุดในโลก มีการส่งไปขายมากที่สุดในโลก และผู้ใหญ่รวมถึงรัฐบาลน่าจะมองเห็นว่ามีพลัง แต่จะสามารถต่อยอดไปได้ในทิศทางไหน ต้องดูว่าจะได้รับการสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าในอนาคตทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

อย่ามองเป็นแค่ ‘สินค้า’

คุณค่าคือความหลากหลาย

พรรณิการ์ วานิช

อีกหนึ่งวาทะน่าสนใจ มาจาก พรรณิการ์ วานิช หรือ ‘ช่อ’ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ที่ขึ้นเวทีคลี่ประเด็น ซอฟต์เพาเวอร์ กับซีรีส์วาย

ช่อมองว่า การที่ซีรีส์วายจะถูกผลักดันให้เป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ของไทยได้ อันดับแรกรัฐบาลต้องรู้ก่อนว่าวิธีทำให้ซอฟต์เพาเวอร์ของไทยขึ้นสู่ระดับโลกได้ต้องทำอย่างไร ไม่ใช่แค่เอาซีรีส์วายไปขายต่างประเทศได้ก็หมายถึงเป็นซอฟต์เพาเวอร์แล้ว ยกตัวอย่าง เกาหลีใต้ ซีรีส์เกาหลี หรือศิลปินไอดอลเกาหลีที่เป็นซอฟต์เพาเวอร์ได้ เนื่องจากสุดท้ายแล้วต้องทำให้คนเกิดความต้องการมีส่วนร่วม เหมือนพอดูซีรีส์เกาหลีแล้วอยากทำตาม ทั้งการทานอาหารเกาหลี หรือการไปเที่ยวตามรอยในประเทศนั้นๆ รวมถึงอยากเรียนภาษาเกาหลีด้วย แบบนี้คือพลังของซอฟต์เพาเวอร์ที่แท้จริง

ขณะเดียวกัน ซีรีส์วายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์เพาเวอร์ได้อย่างไรนั้น แน่นอนว่า ต้องเริ่มต้นจากการขายซีรีส์ให้ได้ก่อน

“ทุกวันนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าฐานคนดูซีรีส์วายเพิ่มขึ้น 328% คนดูเยอะมาก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จัดงานจับคู่ทางธุรกิจ ขายของอยู่นั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม ก็บอกให้ผู้กำกับซีรีส์วายขึ้นป้ายเตือนในการฉายซีรีส์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ห้ามลอกเลียนแบบ หรือไม่แนะนำให้เด็กและเยาวชนดู แล้วถามว่าประเทศไทยจะมีซีรีส์วายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว ส่วนหน่วยงานอื่นหรือกระทรวงอื่นมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีจริยธรรม เป็นเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศไทย

ถามว่าแล้วซีรีส์วายจะไปรอดหรือไม่ ทำให้นโยบายของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการทำตลาด จับคู่ธุรกิจขายของเท่านั้น แต่สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือ การทำให้สิ่งนี้เป็นที่ยอมรับ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ด้วย” ช่อกล่าว

จากนั้นโยงถึง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่ทำให้ซีรีส์วายไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นวัฒนธรรม หรือความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับจริงๆ โดยการสมรสเท่าเทียมต้องผ่านเป็นกฎหมายออกมา รวมถึงคำนำหน้านามต้องใช้ตามความสมัครใจได้หรือไม่ ต้องไม่มีใครถูกบังคับให้ใช้คำนำหน้านามแบบไร้ความสมัครใจ ความหลากหลายทางเพศต้องถูกคุ้มครองตามกฎหมาย

“สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่เป็นเรื่องเบื้องต้นในการสร้างระบบนิเวศที่ไม่ใช่ทำให้ซีรีส์วายเป็นแค่สินค้า แต่คือคุณค่าและวัฒนธรรมที่สังคมไทยยอมรับ สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ ทำให้ประเทศอื่นมองว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ขายซีรีส์วายเท่านั้น แต่เป็นสวรรค์ของคนหลากหลายทางเพศ เป็นที่ที่น่าอยู่ของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เคารพในความหลากหลายทางเพศ

ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้ซีรีส์วายกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศไทยได้จริงๆ ไม่ว่าชาวต่างชาติที่ดูซีรีส์วายแล้วประทับใจเข้ามาเที่ยวไทย สุดท้ายคนในประเทศยังเหยียดสาวประเภทสองอยู่แบบนี้ ซึ่งก็คงไม่ใช่ ต้องทำให้ทั้งระบบนิเวศมีความสอดคล้อง และมีคุณค่าไปในทางเดียวกัน”

แรงงานกองถ่าย ลืมไม่ได้!

ต้องยกระดับสวัสดิการ

จากนั้น ช่อเผยต่อไปว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมซีรีส์วายในมิติของภาครัฐที่พูดถึงการสนับสนุนดารา นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับ ผู้จัดหน้าใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึงคือแรงงานในกองถ่ายทำภาพยนตร์ หรือซีรีส์เหล่านั้น เพราะภาพเบื้องหลังกองถ่ายที่สร้างซีรีส์เหล่านี้มาให้ดู ต้องยอมรับว่างานกองถ่ายถือเป็นงานที่โหดร้าย และขูดรีดที่สุดงานหนึ่ง ทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์ไทยจะเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เชิดหน้าชูตาและเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร หากยังต้องทำงานติดต่อกัน 36 ชั่วโมง ไม่ได้ค่าล่วงเวลาตอบแทน การทำสัญญาจ้างชั่วคราวหลายทอด เพราะต้องการประหยัดงบประมาณและต้นทุนมากที่สุด กดให้ต้นทุนการถ่ายทำน้อยที่สุด เพื่อแข่งขันกับอุตสาหกรรมได้ แล้วเราจะขายซีรีส์วายได้หลักหมื่นล้านบาททำไม ในเมื่อคนที่มีรายได้และรวยจะยังมีเพียงนักแสดงจำนวนหยิบมือ ผู้กำกับเพียงไม่กี่คน

“หากอยากให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายเป็นที่เชิดหน้าชูตา เป็นซอฟต์เพาเวอร์ของไทยจริงๆ จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างความงอกงามทางเศรษฐกิจ ดอกผลของความงอกงามนั้นตกถึงมือของทุกคนในวงการ ไม่ใช่เพียงดารานักแสดง หรือผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน

จึงจำเป็นต้องมีการยกระดับสวัสดิการของแรงงานกองถ่าย รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น จะต้องปรับสัญญาจ้างให้เป็นธรรม กำหนดเวลาการทำงานเป็นมาตรฐานไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน เพราะเราคงไม่ต้องการให้เกิดอุตสาหกรรมที่ผูกขาด เอารัดเอาเปรียบแรงงานขึ้นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมในประเทศไทยแล้ว” ช่อกล่าวส่งเสียงทวงความเป็นธรรมแทนชาวกองถ่าย

เลิกเซ็นเซอร์ลิดรอนสิทธิ

จี้รัฐหยุดปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ว่า จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่บอกว่าประเทศไทยมีความเป็นอารยะ สามารถรับความหลากหลายทางเพศได้จริง

ช่อชวนคิดว่า สังคมไทยมีความเท่าเทียมและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นจริงหรือไม่ เพราะซีรีส์วายที่เป็นความรักระหว่างเพศเดียวกันแบบเป็นทั้งหญิงและหญิง หรือชายและชาย

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ซีรีส์วายที่เป็นหญิงและหญิง มีน้อยกว่าชายและชาย อยู่ประมาณ 4-5 เท่า

มีการให้ข้อมูลว่าเพราะวายแบบหญิงและหญิงขายไม่ได้ คนดูน้อยกว่าแบบชายและชาย แต่ข้อเท็จจริงคือ จะสรุปได้อย่างไรว่าคู่ของหญิงและหญิงขายได้น้อยกว่าชายและชาย ในเมื่อยังไม่ได้ทดลองทำซีรีส์หญิงและหญิงให้เท่ากับระดับที่ส่งออกวายแบบชายและชายเลย

“หากจะทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง และไปทันกระแสโลกจริงๆ อย่าทำให้เป็นแค่สินค้านำไปขาย แต่ทำให้เป็นคุณค่าของสังคมที่ทำให้ประเทศอื่นมองว่า ประเทศไทยดีมาก เปิดกว้าง มีความเท่าเทียม สะท้อนผ่านซีรีส์วาย ตราบใดหากซีรีส์วาย หรือการให้คุณค่ากับความหลากหลายทางเพศ ยังให้คุณค่าไม่ครบทุกคน ยังเลือกมองอยู่นั้น ก็ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเราเปิดกว้างอย่างแท้จริง

สุดท้ายการจะทำให้อุตสาหกรรมที่เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในสายบันเทิงทั้งหมดให้เจริญก้าวหน้าไปกว่านี้ สิ่งแรกที่ต้องทำของรัฐบาลคือหยุดปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน รสนิยมทางศิลปะที่มีความหลากหลายจะต้องได้รับการยอมรับและส่งเสริม ไม่ใช่การถูกแบนตราบใดที่มีวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในความคิดสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมใหม่ๆ ก็ไม่มีวันที่อุตสาหกรรมบันเทิงไทยจะไปไกลจนสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้เหมือนประเทศอื่น” ช่อ พรรณิการ์กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายถึงความคาดหวังว่าในอีก 4 ปีจากนี้เราจะได้เห็นซอฟต์เพาเวอร์ที่เป็นพลังอ่อนของประเทศไทย เพิ่มศักยภาพการต่อรองของไทยในเวทีโลกได้