หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ มหัศจ...

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน: อารมณ์เศร้าที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย

8.01.17 | 14:00 น.

วัยรุ่นสาวคนหนึ่งมาปรึกษาด้วยปัญหาเครียดหลังจากแฟนเก่าที่เลิกกันไปแบบไม่ดีนักโทรมาหาค่ะ ที่เลิกกันไม่ดีเนื่องจากแฟนรับราชการทำให้ต้องไปประจำการต่างจังหวัดครั้งละนานๆ ส่วนใหญ่ได้เจอหน้ากันเฉพาะวันหยุดยาว โทรคุยกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะติดตามชีวิตของอีกฝ่ายผ่านโซเชียลมีเดียค่ะ อยู่มาวันหนึ่งเธอรู้สึกผิดสังเกตเพราะแฟนโพสต์รูปไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แต่ตาของเธอไวมากเพราะสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆ แฟนของเธอทุกรูป หลังจากเธอโทรไปเคลียร์แต่แฟนไม่ยอมรับ เธอจึงระเบิดอารมณ์และพยายามกินยาเกินขนาดเพื่อประชด เมื่อล้างท้องเรียบร้อยก็เป็นอันว่าเลิกรากัน และแฟนก็ไปคบกับผู้หญิงในรูปนั้นจริงๆ เธอโกรธจนเลิกติดตามโซเชียลมีเดียของแฟนไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ทนความคิดถึงไม่ได้จึงหาวิธีทำให้เข้าไปติดตามได้อีกครั้ง เมื่อเธอเล่าเรื่องที่ติดตามโซเชียลมีเดียของแฟนเก่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนผู้หวังดีจึงไปบอกแฟนเก่า ทำให้แฟนเก่าติดต่อมาเพราะอยากกลับมาคบเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ซึ่งกลายเป็นว่าแฟนใหม่โมโหมาก

“หนูไม่อยากยุ่งกับเขาเลยค่ะ เขายืนยันว่าจะยังคบกับผู้หญิงคนนั้นเหมือนเดิม ส่วนหนูเป็นแค่เพื่อน แต่ทุกครั้งที่หนูเห็นเขาลงรูปกับแฟนใหม่ก็ยังเสียใจ แล้วก็โกรธทุกครั้ง”

“หมอฟังดูถ้าการติดตามโซเชียลมีเดียของเขาทำให้ไม่สบายใจ และหนูก็ไม่อยากยุ่งกับเขาแล้ว เราก็แค่ไม่เข้าไปดูได้ไหมคะ”

“หนูก็คิดอย่านั้นแต่มันอดไม่ได้ค่ะ ต้องเปิดไปดูทุกวัน พอดูแล้วก็เครียด”

สำหรับคนที่ไม่ค่อยเล่นโซเชียลมีเดียอย่างผู้เขียน บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ว่าถ้าเปิดดูแล้วทำให้เครียด ก็แค่ไม่เปิดดูไม่ได้เหรอ บางทีพฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดียอาจจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดก็ได้นะคะ การ์ตูนยุคใหม่หลายเรื่องก็มีจุดเริ่มต้นจากโซเชียลมีเดียเช่นกัน เป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่ช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิตคนคนหนึ่งเมื่อนำเสนอผ่านทางโซเชียลมีเดียแล้วอาจตามมาด้วยโอกาสในชีวิตมากมาย

Advertisement

“Yuri!!! On Ice” เป็นแอนิเมชั่นฉายทางช่อง TV Asahi ในญี่ปุ่นและเพิ่งจบไปเรียบร้อยไม่นานนี้ค่ะ เรื่องนี้กล่าวถึง “ยูริ” เด็กหนุ่มนักสเกตน้ำแข็งลีลาที่แพ้ติดต่อกันจนเขาคิดว่าควรจะวางมือดีกว่า หลังจากตัดสินใจกลับบ้านเกิดอย่างเงียบเชียบ เขาแสดงในลานสเกตน้ำแข็งใกล้บ้านให้เพื่อนสนิทดูโดยไม่รู้ว่าเพื่อนแอบถ่ายวิดีโอไว้ ความผิดพลาดบางอย่างทำให้วิดีโอนี้เผยแพร่ออกไป ทำให้สุดยอดนักสเกตเหรียญทองชาวรัสเซีย “วิคเตอร์” ตัดสินใจบินมาเป็นโค้ชให้ยูริ เรายังเห็นเหล่านักกีฬาอายุน้อยต่างถ่ายภาพและวิดีโอวิถีชีวิตของตัวเองลงในโซเชียลมีเดียส่งผลให้แฟนกีฬาเพิ่มขึ้น ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการแข่งขันรู้กันรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่งจากโซเชียลมีเดีย มีครั้งหนึ่งที่พลิเชตสกี้นักแข่งหนุ่มน้อยจากรัสเซียหนีออกมาเพื่อตามหาวิคเตอร์ที่ญี่ปุ่น ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายตัวไปไหนจนกระทั่งพลิเชตสกี้แชร์รูปของตัวเองสวมเสื้อแจ๊กเก็ตตัวใหม่ที่ดูดีเหลือเกิน โค้ชของเขาจึงได้รู้ว่าหนีมาญี่ปุ่นนี่เอง

ไม่มีโลกส่วนตัวอีกต่อไปเมื่อเราใช้ชีวิตติดโซเชียลมีเดียค่ะ จริงอยู่ว่าโซเชียลมีเดียทำให้เราทุกข์บ้างในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่น่าจะทำให้มีความสุข เพราะยังคงมีคนใช้อยู่จำนวนมาก เพียงแค่เฟซบุ๊กซึ่งเป็นหนึ่งในโซเชียลมีเดียยอดนิยมก็มีผู้ใช้งานที่แอคทีฟอยู่ถึง 1.79 พันล้านคนในแต่ละเดือนแล้ว

วิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกันเคยกล่าวถึงอาการซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก (Facebook Depression) ไว้เมื่อปี 2011 ว่าเป็นอาการเศร้าที่เกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นและก่อนวัยรุ่นซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโซเชียลมีเดีย หลังจากนั้นจึงเกิดอาการเหมือนโรคซึมเศร้าขึ้น อย่างไรก็ตาม คำแถลงนี้มีผู้ถกเถียงมากมายเนื่องจากเป็นการพูดลอยๆ ปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นจึงมีการวิจัยมากมายเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ใช้เฟซบุ๊กกับอาการซึมเศร้า หลายงานวิจัยยืนยันว่าการเล่นเฟซบุ๊กกับอาการซึมเศร้าไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรง แต่มีปัจจัยตรงกลางที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยและมีความซับซ้อนมาก หนึ่งในนั้นคือหากเล่นแล้วเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นก็จะก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ การเปรียบเทียบตัวเองนี้ต้องมีความรุนแรงในระดับที่คิดวนเวียนมากเกินไป (rumination) ด้วย

จากหลายงานวิจัยได้ข้อสรุปว่า พฤติกรรมการเล่นโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า ประกอบด้วย 5 ลักษณะดังนี้ คิดวนเวียนเกี่ยวกับ “virtually identity” หรือคิดว่าคนอื่นจะมองตนเองอย่างไรมากเกินไป, รู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นชีวิตของคนอื่น, ยอมเป็นเฟรนด์กับแฟนเก่าเมื่ออีกฝ่ายเชิญมา, โพสต์สเตตัสและตอบคอมเมนต์บ่อยมากเกินไป และเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในทางที่ทำให้ตัวเองแย่กว่า การหลีกเลี่ยงพฤติกรรม 5 ลักษณะนี้จะช่วยป้องกันการเกิดอาการซึมเศร้าที่ก่อตัวขึ้นจากโซเชียลมีเดียได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม ดร.เบเกอร์ และ ดร.อัลกอร์ตา ซึ่งอยู่ในทีมผู้เขียนบทความเรื่องอาการซึมเศร้าจากโซเชียลมีเดียบอกว่า เราอาจสรุปเรื่องนี้ง่ายเกินไปเพราะแท้จริงแล้วอาการซึมเศร้ายังมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากแค่การใช้โซเชียลมีเดีย แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าหลีกเลี่ยง 5 ประการข้างต้นได้ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการซึมเศร้าจากโซเชียลมีเดียลงได้มากค่ะ

ฟังดูแล้ว เฟซบุ๊กของแฟนเก่า ควรเป็นหนึ่งในสถานที่อโคจรสำหรับคนเศร้าง่ายนะคะ