เปิดเส้นทางเดินป่า ‘บ้านวังไทร’ รักษ์โลก ลดร้อน ที่ทุ่งสง เมืองคอน

30.09.23 | 13:31 น.
เปิดเส้นทางเดินป่า ‘บ้านวังไทร’ รักษ์โลก ลดร้อน ที่ทุ่งสง เมืองคอน

เปิดเส้นทางเดินป่า ‘บ้านวังไทร’ รักษ์โลก ลดร้อน ที่ทุ่งสง เมืองคอน

ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 90 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ “บ้านวังไทร” ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง ปัจจุบันกำลังพัฒนาหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเกษตรกรรม การอาชีพ การท่องเที่ยว

ที่สำคัญเป็นหมู่บ้านปลอดขยะช่วยลดโลกร้อน ซึ่งมี บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) เป็นพี่เลี้ยงนำหมู่บ้านเข้าร่วมใน “โครงการพลังชุมชน” ซึ่งเป็นโครงการของเอสซีจีที่ต้องการสร้างความรู้แก่ชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชน ให้ลุกขึ้นมาเพื่อพัฒนาตนเอง ด้วยการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมหรือวัตถุดิบท้องถิ่น มาต่อยอดแปรรูปเป็นสินค้า เพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างอัตลักษณ์สินค้าให้โดดเด่นก่อนนำออกสู่ตลาดวางจำหน่าย สร้างรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนแก่ชาวบ้าน

พลังชุมชนบ้านวังไทร อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

สำหรับ “บ้านวังไทร” ขึ้นกับตำบลถ้ำใหญ่ ซึ่งเรียกชื่อตามช่องของถ้ำๆ หนึ่ง ที่มีความสวยงามและกว้างใหญ่มาก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อำเภอทุ่งสงเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางอากาศอีกแห่งหนึ่ง

ชาวบ้านในละแวกนั้นหนีระเบิดเข้าไปหลบภัยภายในถ้ำ ต่อมาจึงเรียกตำบลนี้ว่า “ตำบลถ้ำใหญ่” สภาพภูมิประเทศของแถบนี้พื้นที่เป็นควนเขา มีภูเขาใหญ่หลายลูกสลับซับซ้อนกันเป็นแนว จึงเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสาย และมีลำคลองลำห้วย

Advertisement

สลับกันเป็นจำนวนมาก มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเป็น “ป่าต้นน้ำ” ด้วย

ตำบลถ้ำใหญ่มีชุมชนในเขตเทศบาล 28 ชุมชน “ชุมชนบ้านวังไทร” เป็นหนึ่งในนั้น และถึงแม้ว่าจะแยกชุมชนกันอยู่ แต่ชาวบ้านทั้งหมดที่นี่รักสามัคคีกันดียิ่ง ร่วมมือร่วมใจสร้างสรรค์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

โดยจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชุมชนบ้านวังไทร “เจี๊ยบ-จุรีพร อยู่พัฒน์” ผู้ประสานงานกลุ่มบริหารจัดการน้ำชุมชนทุ่งสง เล่าว่า แต่เดิมหมู่บ้านแถบนี้อุดมสมบูรณ์ดีมาก แต่อยู่มาไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดภัยแล้งอย่างหนัก

เมื่อปี 2559 และแล้งติดต่อกันถึง 5 เดือนเต็ม ขนาดต้นไม้ยังยืนต้นตาย ใครที่ไม่เคยเห็นเธอว่าต้นหมากที่ว่าแน่ยังยืนต้นตายให้เห็น น้ำในคลองแห้งเหือด เมื่อฝนตกน้ำหลากแรงเกิดน้ำท่วม แต่สักพักน้ำหายไปหมด เพราะไม่มีการกักเก็บ

“ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไง พอดีเอสซีจีเข้ามาพาพวกเราไปดูงานการทำฝายที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ กลับมาก็มาทำฝายกัน แต่ฝายที่ภาคใต้ไม่เหมือนภาคเหนือ เราต้องทำเป็นฝายกึ่งถาวร ใช้วัสดุหิน ทราย ปูนเข้ามาผสมด้วย

จนสามารถชะลอน้ำเก็บกักไว้ได้ ซึ่งมี สสน. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ) เข้ามาช่วยปรับฝายให้เข้ากับพื้นที่ และสอนการทำแผนที่น้ำ ฯลฯ มีการปลูกต้นไม้ในป่า นำเยาวชนตั้งแต่เด็กจนถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยมาช่วยกัน

จนสามารถฟื้นฟูป่ากลับคืนมา และมีน้ำใช้อีกครั้ง ความอุดมสมบูรณ์ก็กลับมาเหมือนเดิม” จุรีพรเล่าอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่ “ต้อย-มณฑา นาคฤทธิ์” ประธานวิสาหกิจชุมชนภูมินคร กล่าวเล่าเพิ่มเติมว่า พลังชุมชนเกิดพลังผลักดันให้เรียนรู้กลยุทธ์ในการขาย โดยมี ดร.พีระพงษ์ กลิ่นละออ เป็นอาจารย์สอนและให้รู้จักการเชื่อมโยงเครือข่าย

มณฑาเล่าว่าเมื่อบริหารจัดการน้ำได้ ผลผลิตเริ่มอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่ตามมากลับเป็นว่าราคาผลไม้ ยาง ข้าวเริ่มตกต่ำ นายกเทศมนตรี อนุวัตร นาคฤทธิ์ จึงจัดตั้งกลุ่มให้ไปเรียนรู้อาชีพที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

สอนแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างข้าวขายกิโลกรัมละ 15 บาท นำมาแปรรูปเป็น “ข้าวกรอบต้มยำ” หรือมามุด ผลไม้ที่ไม่มีราคา ก็นำมาทำแยมมามุด น้ำมามุด มามุดแช่อิ่ม เป็นต้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาก

อย่างไรก็ดี มาเจอปัญหาอีกว่าเมื่อขายไปได้ระยะหนึ่ง ยอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้น เอสซีจีจึงเข้ามาช่วย นำอาจารย์ “เชอรี่-พีระพงษ์ กลิ่นละออ” มาสอนเรื่องกลยุทธ์การตลาด จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างเครือข่ายได้ถึง 14 จังหวัด

ผลิตภัณฑ์แปรรูปของชาวบ้าน

“อาจารย์สอนกระบวนการคิด การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้ารอบตัว และความสามัคคี วิธีการคือนอกจากขายคนนอกแล้ว เราเป็นพวกกันหมดก็ขายกันเองด้วย เช่น พวกวัตถุดิบ ทำให้ลดต้นทุนและช่วยเหลือกัน เกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้น จนสินค้าฝีมือชาวบ้านมีมากมายหลายอย่าง

นอกจากอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านที่นำผลผลิตมาแปรรูป สิ่งใหม่ที่กำลังนำมาสร้างเป็นรายได้ชนิดไม่ตกเทรนด์เป็น “การท่องเที่ยว” ซึ่งชาวบ้านวังไทรเห็นว่าน่าจะพัฒนาต่อยอดสร้างรายได้อีกทางให้กับชุมชน

“พี่ขวัญ-ขวัญฤทัย ยึดมั่น” ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว “ฅนต้นน้ำบ้านวังไทร” กล่าวถึงเรื่องนี้ว่ามรดกทางธรรมชาติของชาวบ้าน คือป่าชุมชน ซึ่งมีพื้นที่ 295 ไร่ ที่ชาวบ้านดูแล เมื่อกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จึงคิดกัน

จุดเริ่มต้นทางเดินป่า

แต่เดิมชาวบ้านก็อยู่กับป่า เข้าป่าหาอาหาร หาของป่าขาย แล้วเวลาเข้าป่าไม่ได้เอาอะไรไปมากมาย มีเพียงนำข้าวสารไปอย่างเดียว นอกนั้นไปหาเอาในป่าทั้งสิ้น จึงคิดเอาวิถีชีวิตแบบนั้นมาทำเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

“ป่าเป็นป่าดิบชื้นตามแบบภาคใต้ มีต้นไผ่เยอะมากและต้นใบเร็ด เราหุงหาอาหารกันในป่า ใช้กระบอกไม้ไผ่หุงข้าว ทำเป็นภาชนะด้วย ผักต่างๆ กุ้งปลาก็หาเอาในป่า แล้วบ้านวังไทรเป็นชุมชนในแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยภูเขา ภูมิประเทศสวยงาม

ป่าผืนนี้เป็นต้นน้ำของลำห้วยหลายสาย จึงสร้างเส้นทางเดินป่าร่วมกับ ททท. มีทั้งหมด 9 จุดมหัศจรรย์ ระยะทาง 7,140 เมตร หรือ 7 กว่ากิโลเมตร เมื่อไปตามจุดต่างๆ จะมีกิจกรรม เช่น ดริปกาแฟกินในป่า หุงหาอาหารแบบพื้นบ้าน รับรองสนุกมาก

ขาดไม่ได้กาแฟดริป
อาหารการกินระหว่างเดินป่า

ส่วนใครที่อยากค้างคืนในป่าก็สามารถค้างได้ โดยนอนในเปลแขวนบนต้นไม้ ซึ่งทางเรามีอุปกรณ์เตรียมไว้ให้ หรือจะนำมาเองก็ได้”

ขวัญฤทัยฝากทิ้งท้าย ใครอยากมาเดินป่าหาความสงบที่หายากยิ่ง หรือพักผ่อนแบบพื้นบ้าน สามารถติดต่อได้ที่ บ้านวังไทร ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โทร 08-4838-5888 Facebook: baan wang sai community

เส้นทางเดินป่าบ้านวังไทรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่เดือน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการสร้างรายได้ของชาวบ้าน ป่าแห่งนี้ไม่เพียงแต่ได้ประโยชน์ในการท่องเที่ยวและพักผ่อน ยังมีการรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ในกิจกรรมนี้ด้วย นั่นคือก่อนเดินเข้าป่านักท่องเที่ยวทุกคน

ต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ให้กับป่าก่อน โดยการยิงกระสุนเมล็ดพืชเข้าไปในป่าเพื่อให้เมล็ดเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ในอนาคตตามคอนเซ็ปต์รักษ์โลก-ลดร้อน ที่ชาวบ้านสร้างขึ้น

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

เส้นทางเดินป่าทั้ง 9 จุด

9 จุดมหัศจรรย์ เส้นทางเดินป่า

จุดที่ 1 : โป๊ะไผ่ หรือกอไผ่ป่า เป็นไผ่ลำต้นอวบใหญ่ ลำยาว เนื้อไม้เหนียว ชาวบ้านมักนำมาใช้ทำแพเพื่อล่องในลำคลอง ใช้ซ่อมแซมฝาย ใช้หุงข้าว และทำเป็นภาชนะใส่น้ำดื่ม

จุดที่ 2 : แซะปางคู่ เดินผ่านดงไผ่ลึกเข้าไป เป็นต้นแซะยืนตระหง่านคู่กัน ชาวบ้านเรียกว่า “แซะปางคู่” ต้นแซะเป็นไม้ยืนต้นมีลักษณะเป็นพุ่มทึบ ดอกคล้ายดอกถั่ว สีแดงแกมม่วง ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ และเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช

หน้าตาของ “ลูกชก” ญาติของ “ลูกชิด”

จุดที่ 3 : ดงลูกชก คล้ายลูกชิด แต่ไม่ใช่ เป็นพืชตระกูลปาล์ม (Arenga westerhoutii Griff) คนใต้เรียกลูกชก คนเหนือเรียก ต๋าว มีลำต้นตรง สูงใหญ่เหมือนต้นตาล คนสมัยก่อนนิยมนำใบมามุงหลังคาบ้าน ก้านเหลาทำไม้กวาด ยอดอ่อนทำอาหารเหมือนยอดมะพร้าว ส่วนลูกก็นำผ่าเอาเนื้อออกมาต้มเป็นอาหาร เชื่อมเก็บไว้เป็นขนม ถ้าเคี่ยวอย่างนาน ก็จะได้น้ำตาลที่หอมหวาน

จุดที่ 4 : ดงพญาเย็น เป็นบริเวณผาหินที่มีดอกไม้ประเภทบอนไซหลายพันธุ์ สีสันสดสวยงาม มีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “เหยื่อรำ” ว่ากันว่าเป็นพืชที่เลียงผาชอบกิน

จุดที่ 5 : ถ้ำบาดาล ชมหินงอกหินย้อยในถ้ำ เมื่อส่องไฟฉาย แสงไฟจะกระทบหินเกิดแสงระยิบระยับงามลึกลับดูแปลกตา ชาวบ้านจึงเรียกว่าถ้ำบาดาล เมื่อเดินลึกจนสุดถ้ำจะพบแอ่งน้ำ สามารถเดินข้ามไปถึงสำนักสงฆ์ถ้ำพระหอ

จุดที่ 6 : พักเหนื่อย เป็นจุดพักเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน โดยการหุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่กับใบเร็ด นักเดินป่าสามารถลงไปว่ายน้ำเล่นคลายร้อน

จุดที่ 7 : ลำแพนใหญ่ ไม้ยืนต้นที่มีอายุกว่า 200 ปี ลำต้นขนาด 15 คนโอบ จุดเด่นคือมีรากหายใจคล้ายรูปเข็มหมุดยาวเหนือผิวดินผิดแปลกจากไม้บกทั่วไป เป็นจุดห้ามพลาด

ต้นลำแพนใหญ่ อายุ 200 ปี

จุดที่ 8 : เตยป่า ต้นไม้สารพัดประโยชน์ แตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก คนปักษ์ใต้ใช้ใบเตยป่ามาจักสานเสื่อ ตำพอกผิวหนังแก้ผื่นคัน ใช้แต่งกลิ่น เพิ่มสี ในอาหาร ลำต้นและรากใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้กระษัย

จุดที่ 9 : ถ้ำน้ำลอด มาถึงสถานีสุดท้ายต้องเตรียมลุยน้ำในถ้ำ มุดถ้ำไปตามทางคดเคี้ยวประมาณ 300 เมตร ก็จะออกไปปลายถ้ำ มีแอ่งน้ำใสรอเราอยู่ให้เล่นน้ำสบายใจก่อนกลับ

วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผอ.สำนักงาน Enterprise Brand Management บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

แนวทาง ‘ESG 4 Plus’

วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางที่นำไปสร้างความรู้สร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนที่อำเภอทุ่งสง

ว่าการทำงานของเอสซีจี มุ่งแก้จน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมผ่านโครงการพลังชุมชน ที่เป็นการอบรมเสริมความรู้ สร้างอาชีพยั่งยืนด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

เน้นพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมชุมชนให้เห็นคุณค่าและพัฒนาศักยภาพตนเอง แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยต้องเข้าใจลูกค้าและตลาดก่อนผลิตและจำหน่าย และสอนการบริหารจัดการความเสี่ยง การจะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้

ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาคชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน

“ภาคใต้ อำเภอทุ่งสง เป็นพื้นที่ที่ใครมาก็พูดว่าจะทำได้ยังไง เพราะคนใต้เขาไม่ค่อยทำ เขารวยมีเงิน และไม่แล้ง แต่พอมาวันหนึ่งเราไปเจอว่าภาคใต้ก็แล้งได้ ชาวบ้านลำบากมาก พอเขาพูดว่าเขาแล้ง เราก็เริ่มจากการให้ชาวบ้านและเยาวชนไปร่วมกันทำฝายเมื่อสองปีที่แล้ว เอสซีจีก็นำแนวทาง “ESG 4 Plus” หลัก 4 ข้อของเราในการทำ ESG มาใช้ที่นี่ มี “เน็ตซีโร่ (Net Zero)-โก กรีน (Go Green) -Lean เหลื่อมล้ำ-ย้ำร่วมมือ

ภายใต้การทำงานโปร่งใสและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่ง ESG 4 plus บริษัทปูนซิเมนต์ไทยไม่ได้ทำแค่กับชุมชนหรือชาวบ้าน แต่อยู่ในธุรกิจเลย เช่น เรื่องเน็ตซีโร่ เราตั้งเป้าว่าปี ค.ศ.2030 จะลดคาร์บอนลงจำนวนหนึ่ง และพอปี ค.ศ.2050

โรงงานของปูนซิเมนต์ไทยจะเปลี่ยนเป็นโรงงานพลังงานสะอาด โลว์คาร์บอน ซึ่งขณะนี้ได้ทำวิจัยเสร็จแล้วในเรื่องการนำเอาเศษวัสดุทางการเกษตรมาทำเป็นเชื้อเพลิงมีพลังงานสูงเหมือนถ่านหิน แต่มาจากธรรมชาติ กำลังจะนำมาใช้ในภาคใต้

เพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นยาง ต้นปาล์ม ทำเป็นไบโอแมสได้ ขณะเดียวกันเอสซีจีทุ่มเงินทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ทั้งในแง่เป็นมิตรกับผู้ผลิตและเป็นมิตรกับผู้ใช้ เช่น วันนี้เรามีปูนรักษ์โลก หรือมีสินค้ากรีนมากมาย ผลิตออกมาเรื่อยๆ

เอสซีจีได้นำคอนเซ็ปต์นี้ไปสู่ชุมชน นำไปสู่ “Lean เหลื่อมล้ำ” คือลดความเหลื่อมล้ำให้กับชาวบ้าน ทั้งในเรื่องการศึกษา สาธารณะ และอาชีพ

สุดท้ายคือ ย้ำร่วมมือ การจะทำให้เกิดสิ่งที่พูดมาได้ ต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคสังคม ภาคชุมชน ทุกคนต้องร่วมมือกันทั้งหมด ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งทำ นี่คือภาพรวมที่อยากเห็น