มติชน(ด)รามา เรื่องมหามันส์ จากปลายพู่กัน ตะวัน วัตุยา
“…ปกติผมอยากทำอะไรก็ทำ ผมสนใจอะไรผมก็เอามาวาด ความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามเหตุการณ์ ตามวัย คิดว่าสนใจอะไรก็เอาสิ่งนั้นมาทำ”
คำตอบเรียบง่ายที่เป็นแกนหลักในการทำงานศิลปะของศิลปินอย่าง “ตะวัน วัตุยา” ศิลปินร่วมสมัยที่หลายคนอาจนิยามเขาว่าเป็นจิตรกรภาพสีน้ำที่มีเส้นสีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์พร้อมทั้งยั่วล้อยุคสมัยได้อย่างร้อนแรง ทั้งในประเด็นการเมือง สังคม วัฒนธรรม เพศ ความเชื่อ และอีกมากมาย ซึ่งผลงานของเขาออกเดินทางอย่างสม่ำเสมอสู่สายตาผู้คน ทั้งใกล้และไกล ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่ 28 ตะวันยังได้มาร่วมละเลงความมันส์ผ่านปลายพู่กันของเขาในฐานะ “ศิลปินรับเชิญ” ของ สำนักพิมพ์มติชน ออกแบบภาพวาดใน Key Visual ของพรีเมียม และกิมมิกมากมายในบูธ J47 ที่จะชวนทุกคนหมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลา กรอเทปกลับ และจินตนาการถึงวันวานที่โรงหนังสแตนด์อโลนยังรุ่งเรืองและภาพยนตร์หลากหลายเรื่องกลายมาเป็นความทรงจำของใครหลายคน สู่ผลงานสุดมันส์ที่มีชื่อว่า “มติชน(ด)รามา” เทศกาลอ่านเอาเรื่อง ในบรรยากาศสุดคลาสสิกที่นักอ่านจะได้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังสัมผัสเรื่องเล่าในโรงหนังย้อนยุคขณะที่พลิกดูหนังสือ!
ก่อนเราจะพบกันที่ “มติชน(ด)รามา” ชวนมาคุยกับ “ตะวัน วัตุยา” ศิลปินสุดติสต์คนนี้ถึงตัวตน ความฝัน การทำงาน ก่อนก่อร่างเป็นงานศิลปะที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ร่วมกับมติชนในครั้งนี้!
‘ความสุข ความฝัน วันวาน’
• แรกเริ่มสนใจงานศิลปะ?
เป็นคนวาดรูปได้ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ส่วนใหญ่เด็กๆ ก็ชอบวาดรูปกันเกือบทุกคนอยู่แล้ว จริงๆ ความฝันแรกไม่ได้คิดว่าอยากเป็นจิตรกรหรือเป็นอาร์ตติสต์ เพราะว่าครอบครัวชอบดูหนังกันมากเลยอยากเป็นผู้กำกับหนัง แนวตลาดด้วยนะ ไม่ใช่หนังอาร์ต
• เล่าความทรงจำตอนดูหนังวัยเด็กให้ฟังหน่อย?
มันจะมีโรงหนังชั้นหนึ่งและชั้นสอง โรงหนังชั้นหนึ่งจะฉายเรื่องเดียว หนังจบถึงจะออกได้ ส่วนโรงหนังชั้นสองจะเป็น หนังควบ คือฉายสองเรื่องสามเรื่อง แล้วเราจะเข้าออกเวลาไหนก็ได้ คนที่ไปฝังตัวในโรงหนังทั้งวันก็มี ผมก็ดูทั้งสองแบบ ตอนนั้นเด็กๆ ผมอยู่แถวฝั่งธนซึ่งมันใกล้กับวงเวียนใหญ่ มันจะมีโรงหนังสามโรงที่ฉายหนังควบทั้งสามโรง จำได้ว่ามากสุดคือดูหนังสี่เรื่องในวันเดียว คือออกจากบ้านไปถึงก็กินข้าวกลางวัน ดูหนังสองเรื่อง ออกมากินข้าวเย็นแล้วดูหนังอีกสองเรื่อง (หัวเราะ)

• สมัยก่อนโรงหนังสแตนด์อโลนรุ่งเรืองมาก ความสุขของการดูหนังแบบยุคนั้นคืออะไร?
ตอนนั้นผมคิดว่าที่โรงหนังสแตนด์อโลนมีเยอะมากๆ เพราะว่าทีวียังเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนเข้าถึงได้ แล้วทีวีมันเป็นทีวีขาวดำทีวีเครื่องเล็กด้วย แต่การไปดูหนังเราสามารถดูหนังกลางแปลงหรือหนังโรงได้ในราคาที่มันถูก แล้วทุกอย่างมันเป็นสี มันใหญ่โต ทั้งเสียงทั้งขนาดของจอ มันเลยทำให้ทุกคนอยากจะเข้าโรงหนัง มันเลยเหมือนเป็นความสุขที่มันแบบ มันเจ๋งอะ
‘ความชอบ จุดเปลี่ยน ศิลปะ’
• อะไรคือจุดเปลี่ยน จากที่อยากทำหนังมาทำงานศิลปะ?
จุดเปลี่ยนอยู่ตอนที่เรียน ม.3 ไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไหร่ เพราะความสนใจมันกระจาย จำได้ว่าพ่อมาคุยด้วยว่าจะเอายังไง จะเรียน ม.4 ม.5 ม.6 ต่อไหม หรือจะเรียนวาดรูป ตอนนั้นคิดง่ายๆ ว่าไปเรียนวาดรูป จะได้นุ่งกางเกงขายาวได้ ไว้ผมยาวได้ ก็เลยเปลี่ยน ไม่เรียนมัธยม พอละ ไปสอบเข้าช่างศิลป์ แต่ก็ไม่ได้ไว้ผมยาวอยู่ดีเพราะโดนบังคับให้เรียน ร.ด. ก็ตัดผมสั้นอยู่ดี (ยิ้ม)
• แต่ได้ใส่กางเกงขายาวอยู่ใช่ไหม?
ใช่ๆ
• ความชอบในการดูหนัง กลายมาอยู่ในงานศิลปะ
เดิมทีไม่เคยคิดเอาเรื่องพวกนี้มาทำเป็นอาร์ตแต่มันเริ่มมาสักสองสามปีที่แล้ว มันมีโปรเจ็กต์อันหนึ่งที่ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปดูอะไรๆ ในช่วงที่มันหล่อหลอมตัวตนของเราขึ้นมา เช่น หนัง เพลง การ์ตูน เกม มันเลยทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงความฝันแรกที่บอกว่าอยากเป็นผู้กำกับหนัง อยากทำหนัง ก็เลยเริ่มหยิบจับพวกนี้มาผสมกันเป็นเพนติ้ง
‘มติชน(ด)รามา ตัดปะ ความทรงจำ’
• มติชน(ด)รามา ทำไมต้องบู๊?
ดรามา มันปนในหนังไทยเกือบทุกเรื่อง แต่พอพูดถึงว่าธีมเป็นหนัง ผมก็นึกถึงช่วงที่ผมมีความสุขกับการดูหนัง มันเป็นยุคที่หนังไทยรุ่งเรืองมาก เป็นช่วงยุค 70s-80s แล้วช่วงนั้นหนังบู๊มีเยอะมาก เลยคิดว่าอยากย้อนไปสู่ยุคนั้นซึ่งเป็นยุคที่หนังแอ๊กชั่นรุ่งเรืองมากๆ

• ทำไมต้องมีตัวละครเหล่านี้อยู่?
คืออันนี้มันเป็นการผสมหนังหลายๆ เรื่อง เหมือนผมทำคอลลาจ เหมือนผมตัดแปะจากความทรงจำ เหมือนผมเอาหนัง 20 เรื่องมายำรวมกัน ทีนี้มันจะมีสิ่งที่หนังไทยทุกๆ เรื่องมีเหมือนกัน คือมีพระเอก ผู้ร้าย ตัวโกง มือปืน อันธพาล มาเฟีย ตลก ดาวยั่ว ผมคิดว่ามันสนุกที่ บางทีเราย้อนไปดูหนังเก่าๆ แล้วมันทำให้เราจำมันผิด คือจริงๆ เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ เพราะเราเอาหนังเรื่องอื่นมาผสมกัน จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราดูอีกที อ้าว มันเป็นแบบนี้นี่หว่า ผมเอาอารมณ์แบบนี้มาใช้
• ชีวิตจริงกับละคร อันไหนดรามากว่ากัน?
ตอนนี้มันจะแยกยากละ หลายสิ่งที่เราเคยคิดว่ามันเป็นแค่ละครมันก็เกิดขึ้นจริงได้
• อะไรที่เอาเรื่องที่สุดในการทำงานชิ้นนี้?
ตอนแรกมันก็สนุก ไม่ค่อยกังวลอะไร แต่ช่วงนั้นสิ่งที่ทำให้ผมค่อนข้างเหนื่อยและเครียดคือเรื่องเวลา
ไม่ใช่ว่ามติชนให้เวลาผมน้อย แต่ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่ๆ ผมก็วาดรูปไม่ได้ คือทุกคนมันมีช่วงเวลาของตัวเองที่มันทำงานไม่ได้ แล้วผมชอร์ตไปประมาณร่วม 10 วัน ทำให้เวลาหายไป พอเริ่มตั้งตัวทำอะไรได้มันก็เลยเหลือเวลาน้อย อันนี้เป็นเรื่องที่เอาเรื่อง
‘อ่านเอาเรื่อง’
• ถ้าเลือกอ่านเอาเรื่องสักเรื่องจะเลือกเล่มไหน?
ช่วงหลังผมอ่านหนังสือค่อนข้างน้อยเพราะว่างานเยอะมาก แต่มีเล่มหนึ่งตอนที่ได้ทำปกแล้วอ่าน รู้สึกสนุกคือเรื่อง อยากลืมกลับจำ เป็นบทสัมภาษณ์ที่ป้าจี (จีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม) เล่าเรื่องได้สนุกมาก ตอนอ่านอยู่ที่ญี่ปุ่นมั้ง แล้วก็ยังจำได้ถึงเรื่องการเดินทางของป้าที่จะไปอเมริกาแต่ไปยากมาก ผมค่อนข้างชอบหนังสือเล่มนี้

• สนใจอะไรในความ ‘ยากมาก’ ของการเดินทางที่เล่มนี้เล่า?
ผมก็ไม่เคยคิดว่าแต่ก่อนเวลาจะไปต่างประเทศมันจะยากขนาดนั้น เราจะต้องนั่งรถไฟที่มาเลเซีย แล้วไปขึ้นเรือที่สิงคโปร์กว่าจะไปถึงยุโรป จำได้ตอนนั้นคุยกับเพื่อนที่อยู่ที่ญี่ปุ่น เพื่อนผมบอกว่า ลองคิดดูสิว่าอีก 50 ปี คนรุ่นนั้นก็จะมองว่าคนรุ่นเรานั่งเครื่องบินกัน นั่งเครื่องบินกันเหรอ คนยุคนั้นเขาอาจใช้เครื่องย้ายมวลสาร เขาอาจจะไปอเมริกาในเวลา 10 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ 1 วันเหมือนตอนนี้ก็ได้ (ยิ้ม)
• ว่ากันว่า หนังสือ เปลี่ยนแปลงความคิด แล้วอาร์ตล่ะ?
ผมว่าอาร์ตไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นคนดี เหมือนที่การมีอาร์ตพุทธศิลป์เต็มไปหมดก็ไม่ได้ทำให้คนธรรมะธัมโมขึ้น มันไม่ได้เปลี่ยน หนังสืออาจจะเปลี่ยนคนได้ แต่ผมว่าอาร์ตไม่ได้เปลี่ยน
• ทิ้งทาย ชวนนักอ่านมาโรงหนัง มติชน(ด)รามาหน่อย?
คราวนี้เป็นคราวที่ผมมาช่วยครีเอตบูธของมติชน ค่อนข้างจริงจัง เราทำกันแบบมันน่าจะสนุก อยากให้ทุกคนมาดูกับตา เพราะว่าผมก็คิดว่ามันจะเป็นเหมือน exhibition ของผมที่มีภาพจริงโชว์อยู่ในบูธหนังสือคราวนี้ด้วย
แล้วมาพบกับผลงานของ ตะวัน วัตุยา ที่มาพร้อมเรื่องราวมหามันส์ ณ โรงภาพยนตร์ “มติชน(ด)รามา”

บูธ J47 งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 ฉายต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคม 2566 วันจันทร์-พฤหัสบดี เปิดโรงเวลา 11.00-22.00 น. | ศุกร์-อาทิตย์ เปิดโรงเวลา 10.00-23.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7
ศิรินญา สุวรรณโค : เรื่อง
ปานตะวัน : ภาพ

