อาศรมมิวสิก : การฟังดนตรีคลาสสิกที่มิได้มีรากฐานก่อกำเนิดขึ้นในยุคของพวกเรา
ด้วยความที่ดนตรีคลาสสิกจัดเป็นดนตรีเก่าที่เกิดขึ้นนับร้อยๆ ปี ก่อนยุคสมัยของพวกเรา ดนตรีที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมัยที่มีบริบทแวดล้อมทางสังคมที่แตกต่างไปจากยุคปัจจุบัน การฟังดนตรีที่มิได้มีรากฐานอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน (แตกต่างกันทางกาลเวลา) อีกทั้งยังมิได้อยู่ในสังคมทางภูมิศาสตร์เดียวกัน ย่อมทำให้เกิดปัญหาช่องว่างทางความเข้าใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีคำกล่าวที่ว่า “ดนตรีเป็นภาษาสากล” เสียงดนตรีสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว มันกินใจความได้ในระดับไหนและเป็นความจริงแค่ไหน เรามีความจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางบริบทและประวัติศาสตร์ในการทำความเข้าใจกับเสียงดนตรีเพื่อความซาบซึ้งมากขึ้นด้วยหรือ? หรือว่าเราควรปล่อยให้เสียงดนตรี (หรือแม้แต่ศิลปะแขนงอื่นๆ) พูดคุยสื่อสารทำความเข้าใจกับมนุษย์ด้วยตัวของมันเอง ด้วยความเชื่อที่ว่า “ดนตรีเป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ”
ในทางดนตรีคลาสสิกจึงมักจะพบเจอกับประเด็นทางความคิดอันย้อนแย้งที่ว่า เราอยากให้ดนตรีชนิดนี้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติในรุ่นต่อๆ ไปอีกด้วย (ก็คงด้วยความเชื่อในคุณค่าอย่างลึกซึ้ง) จึงเกิดการรณรงค์อย่างสืบเนื่องยาวนานมาในทำนองที่ว่า แท้จริงแล้วดนตรีชนิดนี้ก็มิได้มีความสูงส่งสลับซับซ้อนอะไรหรอก มันก็เสมือนกับดนตรีตลาดทั่วๆ ไปในยุคของเรานี่แหละ ไม่จำเป็นต้อง “ปีนกระไดฟัง” ให้ยุ่งยาก และแล้วเราจึงพบกับประเด็นย้อนแย้งที่ว่าในเมื่อมันไม่ซับซ้อน, ไม่ต้องปีนกระไดฟังแล้วเหตุใด สังคมในทุกยุคสมัยต้องลงทุนและใช้ความพยายามปลูกฝังรณรงค์ให้เยาวชนหันมาฟังดนตรีชนิดนี้ด้วย (แม้แต่ในสังคมตะวันตกที่เป็นถิ่นกำเนิดและเป็นเจ้าของวัฒนธรรมด้วยตนเอง) ฤๅว่าความพยายามที่จะให้ดนตรีหรือศิลปะในระดับคลาสสิกสื่อสารกับมนุษย์ด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้ความเข้าใจทางการศึกษามันไปไม่รอด หรือไปได้ไม่ยาวไกลพอ ถ้าพูดมาถึงตรงนี้แล้วก็คงจะเกิดคำถามที่ว่า ดนตรีและศิลปะแยกตัวออกมาจากบริบททางสังคมและยุคสมัยได้หรือ?
ในกระบวนการสร้างสรรค์ดนตรีและศิลปะนั้นโดยลึกๆ แล้วศิลปินก็มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะให้ผลงานทางดนตรีหรือศิลปะของเขา มีความเป็นอิสระในตัวเองสามารถสื่อสารกับมหาชนได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ในทางความเป็นจริงเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้ในทางประวัติศาสตร์และบริบททางด้านอื่นๆ (สังคม, การเมือง, ศาสนาและปรัชญา…ฯลฯ) จะเป็นสิ่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงและความเข้าใจให้เราเข้าใจในดนตรีและศิลปะอย่างลึกซึ้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้, ความเข้าใจในทางประวัติศาสตร์และบริบทแวดล้อมที่ดนตรีคลาสสิก ก่อกำเนิดขึ้นจะช่วยให้เราเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเป็นทวีคูณ และในบทความนี้ผู้เขียนก็จะได้ลองพยายามยกตัวอย่างบทเพลงคลาสสิก ที่มีความเชื่อมโยงทางบริบทด้านอื่นๆ มากมาย ซึ่งเราจะเกิดความซาบซึ้งได้มากขึ้น เมื่อเรามีความรู้ด้านอื่นๆ เป็นองค์ประกอบเสริมให้กับเรา
ตัวอย่างแรกก็คือผลงานของโมซาร์ท (W.A. Mozart) ศิลปินดนตรีในยุคคลาสสิกที่เราเชื่อมั่นว่าดนตรีของเขา (และในยุคสมัยของเขา) เป็นดนตรีบริสุทธิ์ (Absolute Music) ซึ่งเราสามารถซาบซึ้งได้โดยเสียงดนตรีที่สื่อสารกับเราล้วนๆ แต่ในผลงานทางด้านอุปรากรชวนหัว (Comic Opera) ของท่านอย่างเรื่อง “The Marriage of Figaro” นั้นเราจะรู้สึกสนุกซาบซึ้งขึ้นเป็นทวีคูณ หากเราเข้าใจถึงบริบททางประวัติศาสตร์ในยุคที่ละครเรื่องนี้ก่อกำเนิดขึ้น (ในยุคที่เรียกกันว่า “แสงสว่างทางปัญญา” หรือ “The Age of Enlightenment”) ผู้คนในยุคนั้นเข้าใจกันดีถึงนัยความหมายอันลึกซึ้งผ่านตัวบทและเสียงดนตรี ว่านี่คืออุปรากรที่ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องตลกธรรมดาๆ แต่หากซ่อนนัยความหมายในการเสียดสี, เยาะเย้ยและวิพากษ์ชนชั้นสูงผ่านตัวบทและเสียงดนตรี หรือแม้แต่ในตอนเริ่มเรื่องของอุปรากรเรื่อง “Don Giovanni” ของโมซาร์ทอีกเรื่องหนึ่ง ในตอนที่ “เลโปเรลโล” (Leporello) คนรับใช้ของ ดอน โจวานนิ ร้องบทในทำนองที่ว่า “แหม…อยากเกิดเป็นพวกชนชั้นสูงแบบพวกนั้นบ้างจริงๆ” เสียงร้องของท่วงทำนองที่
โมซาร์ทเขียนขึ้นด้วยลีลากระแนะกระแหน มันคือการเสียดสีทางชนชั้น อย่างสาแก่ใจของผู้คนในยุคนั้น ที่ดนตรีและอุปรากรกำลังกลายเป็นเครื่องมืออันสำคัญ (Soft Power) ในการก่อกำเนิดระบอบประชาธิปไตยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
บทเพลง “ฤดูกาลทั้งสี่” (The 4 Seasons) บทเพลงชุดไวโอลินคอนแชร์โต 4 บท ที่พรรณนาความงดงามของธรรมชาติทั้ง 4 ฤดูของ “อันโตนิโอ วิวาลดิ” (Antonio Vivaldi) ตัวดนตรีอันครบถ้วนด้วยความหลากหลายทางรสชาติแห่งดนตรี, เต็มไปด้วยสีสันทางเสียงอันมากด้วยเฉดสี ที่มีเสน่ห์ครบถ้วนในตัวของมันเอง แต่เราก็รู้ว่าบทเพลงนี้เมื่อครั้งออกตีพิมพ์เผยแพร่ในตอนแรก จะมีบทกวี (Sonnet) ที่ตีพิมพ์ควบคู่ไปกับโน้ตเพลง ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า ตัววิวาลดิเองนั่นแหละเป็นผู้แต่งบทกวีชุดนี้ นั่นคือวัตถุประสงค์อันดั้งเดิมที่ต้องการให้ผลงานชิ้นนี้เป็นงานศิลปะแบบ “สองประสงค์” ซึ่งวิวาลดิต้องการให้ ผู้ชม, ผู้ฟังได้รับรสทั้งบทกวีชมธรรมชาติอันไพเราะควบคู่ไปกับบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โตทั้ง 4 บท อันเป็นเลิศทางสีสันและชั้นเชิงของเครื่องดนตรีไวโอลิน หลวงพี่วิวาลดิ ท่านเป็นพระที่มีความเป็นเลิศในทางศิลปะซึ่งใช้นวัตกรรมทางความคิดอย่างก้าวหน้ากับผลงานชิ้นนี้
“โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค” (J.S. Bach) เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่าผลงานของเขาเป็น “ดนตรีบริสุทธิ์” ที่เสียงดนตรีมีความหมายสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง แต่ในผลงานบางชิ้นของเขาก็มีลักษณะบรรยายภาพหรือพรรณนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ บทเพลง “คานตาตา” (Cantata) บทหนึ่งของเขาที่มีชื่อว่า “คานตาตา กาแฟ” (Coffee Cantata) ซึ่งมีลักษณะเสมือน “เพลงละครสั้น” (ละครชวนหัว) ที่เล่าเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกสาว ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ติดกาแฟงอมแงม (พ่อคงจะมองดูว่าเสมือนเป็นสิ่งเสพติดอ่อนๆ กระมัง?) ในบทเพลงนี้ถ้าเรารับทราบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ในยุคนั้นกาแฟยังเป็นเครื่องดื่มที่ค่อนข้างเป็นสิ่งใหม่สำหรับชาวยุโรป เราจะรู้สึกถึงรสชาติอันสุนทรีย์ของบทเพลงละครชวนหัวบทนี้ได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งในบทเพลงที่ “ลีซเค็น” (Lieschen) ลูกสาวร้องพรรณนาถึงรสชาติความหอมกรุ่นของกาแฟแล้ว เราผู้ฟังแทบจะเห็นไอควันและกลิ่นหอมของกาแฟที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากแนวทำนองหลัก (Ritornello) ที่บาคเขียนให้กับฟลูท (Flute) และนักร้องหญิงทีเดียว
ขอกระโดดข้ามมายังดนตรีสำนักรัสเซียในศตวรรษที่ 20 อย่าง “ดมิทริ ชอสตาโควิช” (Dmitri Shostakovich) ดุริยกวีที่คู่ควรแก่สมญานามว่า “เบโธเฟน แห่งศตวรรษที่ 20” เขาเป็นผู้ที่มีความคิดทางการเมืองอย่างเข้มข้น พระผู้เป็นเจ้าประทานเขาลงมาเป็น “ยาแรง” เพื่อต่อสู้กับแนวความคิดเผด็จการ อีกทั้งระบบความคิดแบบ “ดัดจริตทางศีลธรรม” (Hypocrite) เสียงดนตรีซิมโฟนีทั้ง 15 บท ของเขาจัดได้ว่ามีความเป็นเลิศ, สมบูรณ์ในตัวเอง ทั้งแนวทำนอง, สีสันอันเจิดจ้าของเครื่องดนตรีแบบศตวรรษที่ 20 นี่ก็ว่าเป็นเลิศแล้ว ใครฟังแล้วก็รู้สึกถึงพลังเสียง, ความเข้มข้นในอารมณ์ดนตรี…ฯลฯ แต่ถ้าหากใครได้อ่านเนื้อหาบริบททางสังคมการเมืองในตอนที่เขาจับปากกาเขียนบทเพลงซิมโฟนีเหล่านี้ออกมาก็จะยิ่งได้รับรสชาติทางสุนทรีย์อันหลากหลาย โดยเฉพาะรสชาติแห่งความ “เจ็บๆ คันๆ” หรือลึกไปจนถึง “รสชาติอันเจ็บแสบ” ที่เขาแทรกไว้ในเสียงดนตรีซิมโฟนีของเขา ผู้คนรัสเซียในยุคจอมเผด็จการ โยเซฟ สตาลิน จะได้ยิน “ความหมายแทรก” นี้ได้แบบรู้กันดี, เข้าใจกันดีในหมู่แฟนเพลงรัสเซียในยุคนั้น และถ้าพูดมาถึงประเด็นนี้ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเขาดูจะแสบสันต์ มากกว่าใคร
เขาแต่งบทเพลงนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งโยเซฟ สตาลิน เพิ่งจะมีชัยชนะเหนือกองทัพนาซีอันเกรียงไกร ช่วงเวลานั้นช่างเหมาะเจาะอย่างยิ่งในการที่จะเขียนดนตรีซิมโฟนีแซ่ซ้องสดุดี ความเป็นเลิศของ “ท่านผู้นำ” ที่สามารถนำพาชาติบ้านเมืองพ้นภัยจากกองทัพนาซีมาได้ ซิมโฟนีของดมิทริ ชอสตาโควิช ดำเนินมาถึงลำดับ “หมายเลข 9” พอดิบพอดีกับจังหวะเวลาอันเหมาะเจาะ ชอสตาโควิชรู้ดีว่าซิมโฟนีบทนี้จะกลายเป็นบทเพลงอมตะต่อไปในกาลภายภาคหน้าอีกยาวนาน ผู้นำจอมโหดร้ายอย่างสตาลินจะได้รับการสดุดีอย่างยั่งยืนด้วยซิมโฟนี “หมายเลข 9” นี้ได้อย่างไร มันคือการบันทึกเกียรติยศอย่างเป็นอมตะทางศิลปะให้กับคนโหดร้ายนี้ได้อย่างไร? ชอสตาโควิชออกสื่อให้สัมภาษณ์ในวงกว้างว่า เขาจะต้องสดุดีเกียรติยศของท่านผู้นำด้วยซิมโฟนี “หมายเลข 9” อย่างยิ่งใหญ่ด้วยบทกวีชั้นเลิศ ขับร้องด้วยนักร้องเดี่ยวและวงขับร้องประสานเสียง (Chorus) ขนาดใหญ่ เฉกเช่นเดียวกันกับซิมโฟนี “หมายเลข 9” ของอภิมหาดุริยกวีเบโธเฟน และแล้วเมื่อเวลามาถึงจริงๆ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเขากลายเป็นเพียงผลงานในแนว “คลาสสิกใหม่” (Neo Classic) ด้วยเสียงใสๆ ลีลาคล้ายๆ คนเดินชมนกชมไม้ เอามือล้วงกระเป๋าไม่รู้ไม่ชี้ ผิวปากสบายอารมณ์ มันคือซิมโฟนีที่เป็น “ดนตรีบริสุทธิ์” ปราศจากเรื่องราว, ปราศจากคำพรรณนา หรือบทกวีใดๆ แต่เมื่อเราได้ล่วงรู้ถึงประวัติศาสตร์เรื่องราวเบื้องหลังทางการเมืองนี้แล้ว ผู้ฟังแทบจะต้อง “ขำกลิ้ง” ในมโนสำนึกทีเดียว เสียงแตรทรอมโบน (Trombone) 2 พยางค์ ที่เป็นโมทิฟ (Motif) อันสำคัญในท่อนแรกที่จงใจเขียนให้ฟังดู “ติ๊งต๊อง” มันแสนจะเจ็บแสบและทรงความหมายแห่งอานุภาพทางดุริยางคศิลป์
นี่แหละตัวอย่างบางส่วนจากสารพันเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเสียงดนตรีที่เรียกกันว่า “คลาสสิก” ไม่ขวนขวายหาความรู้มาอ่านเพิ่มเติม เสียงดนตรีอันเปี่ยมด้วยรสชาติเหล่านี้ก็ยังคงมีความเป็นเลิศในอันที่จะเสริมสร้างพลังชีวิตให้กับพวกเรา (มากบ้างน้อยบ้างตามเคมีความชอบทางรสนิยมของแต่ละคน) นี่กระมังจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมในวัฒนธรรมของผู้คนที่เจริญแล้วจึงพยายามปลูกฝัง, ถ่ายทอดสืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ถึงกับต้องมีความพยายามช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนอันแข็งแกร่งในอันที่จะสืบสานมรดกทางภูมิปัญญานี้ ความคิดสองแบบที่คู่ขนานในการสืบสาน, เผยแพร่ดนตรีแขนงนี้ยังคงดำเนินต่อเนื่องไป แบบหนึ่งก็คือฟังๆ มันไปเถอะดนตรีก็คือดนตรี หรือ “ดนตรีเป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ” กับอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือ ดนตรีและศิลปะเกี่ยวเนื่องกับบริบททางประวัติศาสตร์และสังคมอย่างแยกกันไม่ออก และดนตรีหรือศิลปะใดๆ ก็มักเกื้อกูลส่งเสริมส่งพลังเกื้อกูลสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน เราจึงควรหาความรู้ทางประวัติศาสตร์อีกทั้งบริบททางแนวคิดปรัชญาด้านอื่นๆ เพื่อมาเสริมความเข้าใจในระดับลึกซึ้งอีกด้วย
ผู้รู้หลายต่อหลายคนกล่าวได้อย่างน่าฟังว่า “ศิลปะเป็นเรื่องของความรู้สึก” เราจึงต้องใช้ความรู้สึกในการรับชม, รับรู้งานศิลปะให้มากๆ จนถึงในบางกรณีก็กล่าวอย่างเด็ดขาดเลยว่า “ใช้ความรู้สึกอย่างเดียวก็พอแล้ว”, “ไม่ต้องคิดมาก” ผู้เขียนเคยอ่านตำราทางสุนทรียศาสตร์เล่มหนึ่ง ท่านกล่าวหลักการไว้อย่างน่าพิจารณาในทำนองที่ว่า ในศิลปะระดับชั้นเลิศนั้นศิลปินผู้รังสรรค์ได้ทุ่มเทอุทิศพลังกาย, พลังสติปัญญาในการสร้างสรรค์ขึ้นมา และมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อน ผู้ชื่นชมศิลปะในระดับนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาความรู้ให้มากพอที่จะสร้างความเข้าใจในการที่จะเข้าถึงผลงานศิลปะระดับนี้ให้ได้ สองแนวความคิดที่ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มาจากมุมมองของผู้สูงประสบการณ์ทางศิลปะด้วยกันทั้งคู่ โลกเราเกิดคู่ขนานทางความคิดแบบนี้ได้เสมอ ที่เหลือคือ “วิจารณญาณ” ของพวกเราล่ะ จะเลือกเชื่อใครดี?

