ประวัติศาสตร์คือเรื่องของ‘คนเป็น’ การตายครั้งที่ 3 ในนิยามของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

8.10.23 | 12:26 น.
ประวัติศาสตร์คือเรื่องของ‘คนเป็น’ การตายครั้งที่ 3 ในนิยามของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ประวัติศาสตร์คือเรื่องของ‘คนเป็น’
การตายครั้งที่ 3 ในนิยามของ
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ล่วงมาถึง 47 ปีเพียงพริบตา
สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ในปีนี้ งานรำลึกถูกจัดขึ้นในชื่อ ‘47 ปี 6 ตุลาฯ :กว่าจะเป็นประชาธิปไตย’

ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จุดเกิดเหตุเช่นเคย

Advertisement

สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่าย ร่วมกันจัดงานที่ไม่เพียงย้อนความทรงจำประวัติศาสตร์ หากแต่ชวนมองไปข้างหน้าสู่อนาคตที่วาดหวังให้สังคมไทยดีขึ้นกว่าวันวาน

สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ มากมายด้วยผู้คน ทั้งตัวแทนจากภาคการเมือง ญาติวีรชนและประชาชน ร่วมไว้อาลัย

พวงหรีดจากบุคคล องค์กร และเครือข่ายต่างๆ ถูกจัดวางเต็มพื้นที่ อาทิ พวงหรีดจากญาติวีรชน 6 ตุลา, มูลนิธิ และสถาบันปรีดี พนมยงค์, ญาติวีรชน 14 ตุลา, องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลา, ชมรมโดมรวมใจ, ผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพ และสหพันธ์แรงงาน, สมัชชาคนจน, มูลนิธินิคม จันทรวิทุร, เครือข่ายเดือนตุลา, มูลนิธิ 14 ตุลา, ญาติวีรชนพฤษภา 35, มูลนิธิศักยภาพชุมชน, มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์, กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปาฐกถาพิเศษรำลึก 47 ปี 6 ตุลาฯ 2519 ประจำปี 2566 หัวข้อ “แด่ทุกต้นกล้าความฝัน : ตื่นจากฝันร้ายของอำนาจนิยมและทุนผูกขาดสู่รัฐสวัสดิการ” โดย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ใจความสำคัญ ดังนี้

“เวลาล่วงเลยมาแล้ว 47 ปี มีคำกล่าวว่ามุนษย์นั้น ตายได้ 2 ครั้ง การตายครั้งแรกของมนุษย์นั้นคือลมหายใจที่ปลิดปลิว กระสุนที่เขาไปสู่ร่างกายของมนุษย์สู่หัวใจ เมื่อสมองไม่ทำงาน

ในครั้งที่สอง คือ เมื่อคนที่เรารู้จักได้ลืมเลือนพวกเราไปจากสมอง เมื่อได้หายไปจากความทรงจำ

ผมได้เรียนรู้ว่าพวกเรานั้นตายครั้งที่ 3 เมื่อไม่นานมากนี้ มันยิ่งกว่าการลืมเลือน นั่นคือการบิดเบือน บิดเบี้ยว เจตนารมณ์การตายของพวกเขา เจตนารมณ์การมีชีวิตอยู่ของพวกเราให้รับใช้ผู้มีอำนาจ

วันนี้จะไม่พูดถึงการเสียชีวิตและความตาย แต่จะพูดถึงการมีชีวิตของประชาชน ความฝันของผู้คน

ในห้วงปัจจุบันนี้ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของคนเป็นมากกว่าคนตาย

ประสบการณ์การสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ได้เรียนรู้ว่า 6 ตุลาคม 2519 มิได้เป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์อย่างที่เคยเข้าใจ

ไม่ใช่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่อยากสนใจประวัติศาสตร์เหล่านี้ ไม่ใช่คนรุ่นเก่าอยากจะลืมเลือน ทุกคนรู้จักมัน แต่มันขึ้นอยู่กับบรรยากาศสังคมเป็นอย่างไร ใครมีอำนาจอยู่ในขณะนั้น

เมื่อใดสังคมมีบรรยากาศอำนาจนิยม มีอำนาจเผด็จการ เหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ยังถูกบิดเบือน แต่เมื่อใดที่สังคมมีบรรยากาศประชาธิปไตย 6 ตุลาคม ก็จะไม่ถูกลืมเลือน บรรยากาศจะกลับเข้ามาใหม่

ระยะเวลาไม่ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญของผู้คนในสังคมที่ทำให้ถูกลืมเลือน

ในวิชาการเมืองสมัยใหม่ที่ผมเป็นผู้บรรยายกับนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า เราจะจดจำเหตุการณ์นี้อย่างไร

ข้อถกเถียงนี้เคยถูกยกขึ้นโดย ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ หนึ่งผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อาจารย์เคยตั้งข้อสังเกตว่า เราสามารถจัดการความทรงจำได้ 2 แบบ นั่นคือการจัดการความทรงจำตามมุมมองของ ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นั่นคือ 6 ตุลา มีหลากหลายมิติ หลากหลายความทรงจำ

เราจัดการความทรงจำในฐานะนักต่อสู้ ในขณะเดียวกันก็มีการจดจำอีกข้อของ อาจารย์สมศักดิ์
เจียมธีรสกุล ว่า คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการต่อสู้ของผู้คนเมื่อ 47 ปีก่อน การเสียชีวิตของผู้คนคือ
ความปรารถนาอย่างแรงกล้า คือการสรรค์สร้างสังคมนิยมในแผ่นดินนี้ ที่จะทำให้ประเทศไทยเสมอภาคในทุกมิติ

ความปรารถนาที่จะทำให้ชาวนาอยู่ดีกินดี ความเท่าเทียมกันในสังคมที่คนมีอำนาจในสังคมเมินเฉยมานับ 100 นับ 1,000 ปี

ต่อสังคม สิ่งที่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ มันแสบแก้วหูนักหรือ ถ้าเราจะนิยามว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยม หรือต่อให้พวกเราเป็นคอมมิวนิสต์หรือนักสังคมนิยม จะทำให้ความรุนแรง
ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีความชอบธรรมมากขึ้นหรือ

ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่ออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด ก็ไม่ทำให้ความเลวร้ายทางการเมือง 6 ตุลาคม 2519 มีความชอบธรรมมากขึ้นแต่อย่างใด

นิยามของ ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัยกล่าวว่า เป็นการฆ่าด้วยกระสุนปืน ฝ่ายขวาพยายามบิดเบือน พยายามแก้ต่างให้กับตนเองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้คนไทยหันมาฆ่ากันเอง ผมขอยืนยันว่าไม่ใช่

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือการเตรียมกำลังความรุนแรงต่อนักศึกษา ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือความตั้งใจ

แน่นอนที่สุด เรายังไม่สามารถถอดบทเรียนจากบาดแผลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

มีนักศึกษาถามผมว่า เคยถามคนรุ่นเดือนตุลาว่าเขาไม่อยากจดจำตนเองว่าเป็นนักสังคมนิยมหรือ? บางคนเกาะเกี่ยวเอาชื่อของคนที่เสียชีวิต พวกเขาไม่อยากจดจำว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยม

วันนี้พวกเขามีอำนาจเป็นรัฐมนตรี พวกเขาก็ลืมเลือนเสียแล้ว จะมีประโยชน์อะไรให้พวกเขามาจดจำ ว่าจิตใจอันบริสุทธิ์ของพวกเขาเคยเป็นใครเมื่อ 47 ปีก่อน
ในขณะเดียว นักศึกษาอีกรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าพวกเขาเป็นนักสังคมนิยมหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดได้อย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นคือการสร้างสังคมให้มันเสมอภาคจริงๆ ความเสมอภาคระหว่างเพศ ชนชั้น ชาติพันธุ์ และมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่อยากสรุปในตอนท้าย ไม่ว่า 6 ตุลาคม 2519 เราจะมองในมุมแบบใด สิ่งที่อยากตอกย้ำคือ มันเป็นภาพสะท้อนว่า คนธรรมดาล้วนปรารถนาให้สังคมนี้ดีขึ้น ยุติธรรมมากขึ้น

เวลาของมนุษย์ไม่เท่ากัน เวลาผู้สูญเสียยาวนานเสมอ ยาวนานเหมือนเมื่อไหร่เราจะมีชีวิตในประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะมีรัฐสวัสดิการที่ดี เกิดขึ้นในประเทศนี้

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ยังไม่จบสิ้น การต่อสู้เพื่อความเสมอภาคนั้นยังไม่จบสิ้น เด็กสุพรรณบุรีส่งข้อความมาถามว่า ทำไมถึงต้องเป็นหนี้ กยศ.ตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย มันมีความผิดพลาดตรงไหนในชีวิตของเธอ ที่ทำงานหนัก กลับยิ่งยากจน ความฝันของเธอ
ยาวไกล กว่าจะมีชีวิตที่ดีได้ ทั้งที่ความฝันเป็นเรื่องธรรมดา

มีมิตรสหายที่กำลังตั้งครรภ์กล่าวว่า ผู้ชายกล้าแสดงความเห็นในที่สาธารณะว่าไม่ควรเพิ่มวันลาให้แก่ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้ตกงานหมด ผมเจอมิตรสหายลูกจ้างมากมาย พวกเขาถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่พวกเขาใช้ทรัพยากรสุดท้ายที่เขามีคือการนัดหยุดงาน นายจ้างใช้อำนาจฟ้องปิดปากให้ทุกคนเงียบเสียง แต่เขาก็ยังต่อสู้

ผมยังเห็นคนรุ่นใหม่ทำงานถวายชีวิตให้แก่พรรคการเมือง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง พวกเขาเจ็บปวดในสังคมที่เปราะบางแต่พวกเขาก็ยังต่อสู้ พวกเขาคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ของประเทศนี้ พวกเขาคือคนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย

สุดท้ายพวกเขาจะเติบโตมาเป็นนักรัฐศาสตร์ที่ท้าทายต่อผู้มีอำนาจ พวกเขาจะเติบโตและท้าทายต่อผู้มีอำนาจ พวกเขาจะเติบโตต่อนักสังคมวิทยาที่ท้าทายชาตินิยมที่ชายเป็นใหญ่ เมื่อพวกเขาเติบโตต่อผู้ใช้แรงงาน พวกเขาจะเติบโตต่อกับทุกความไม่เป็นธรรม

6 ตุลาคม 2519 จะไม่ตายเปล่า จะเป็น 6 ตุลาที่สร้างสังคมคนรุ่นใหม่ เป็นการปลูกสร้างและจิตสำนึกของบุคคลธรรมดา เยาวชนทุกท่านคือต้นกล้าของความฝัน การตั้งคำถามของบุคคลธรรมดาต่อความไม่ปกติของสังคมนี้ ตั้งคำถามถึงความร่ำรวยบนความยากจน ตั้งคำถามเผด็จการต่อประชาธิปไตย ตั้งคำถามต่ออภิสิทธิ์ชนทุกรูปแบบของสังคม ทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ของเรา

ชญานินทร์ ภูษาทอง