‘ศรีเทพ’คือบรรพชนของอยุธยา (และประเทศไทย)
เมืองโบราณศรีเทพ มีการอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่สมัยทวารวดีและวัฒนธรรมแบบเขมร และร่วงโรยลงในราว พ.ศ.1800
หลักฐานบางประการสะท้อนความเกี่ยวข้องของวัฒนธรรมจากเมืองศรีเทพ สืบเนื่องลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาจนกลายเป็นประเทศไทยดังเช่นหลักฐานต่อไปนี้

ปรางค์พระมหาธาตุมีตรีมุข
ศาสนสถานที่เป็นปราสาทเขมร สร้างใจกลางเมืองศรีเทพ เช่น ปรางค์สองพี่น้องนั้น โดยรูปแบบซึ่งสัมพันธ์กับปราสาทเขมรทั้งในกัมพูชาและบนที่ราบสูงโคราช เช่น ปราสาทพิมาย ทำให้นักวิชาการบางท่านลงความเห็นว่ารูปแบบของปราสาทเขมรที่ศรีเทพนั้น มีแบบแผนสำคัญคือมุขทางเข้าก่อยื่นยาวออกมาด้านหน้า ซึ่งต่อมาจะปรากฏที่ปรางค์วัดมหาธาตุลพบุรี ซึ่งสร้างราว พ.ศ.1800 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเข้าสมัยอยุธยา
ส่วนปรางค์ประธานขนาดใหญ่บางองค์ที่กรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยมี “ตรีมุข” หรือทางเข้ายื่นออกจากตัวปรางค์
เช่นเดียวกันกับลพบุรี เช่น ปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์ และวัดราชบูรณะ สะท้อนว่ารูปแบบปรางค์ของอยุธยาตอนต้นนั้น สืบกลับไปถึงสถาปัตยกรรมแบบเขมรที่เมืองศรีเทพได้ โดยมีเมืองลพบุรีเป็นตัวกลาง
นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่
หลักฐานศิลปกรรมที่พบในเมืองศรีเทพ สะท้อนความหลากหลายของลัทธิศาสนา นับตั้งแต่พุทธศาสนามหายาน (พระโพธิสัตว์) เถรวาท (พระพุทธรูป ธรรมจักร สถูปเจดีย์) ศาสนาฮินดู-พราหมณ์ ไศวะนิกาย (ศิวลึงค์-โยนี) และไวษณพนิกาย (เทวรูปพระวิษณุ-พระกฤษณะ) รวมไปถึงความเชื่อที่คล้ายกับลัทธิเสาระ (บูชาพระสูรยะ) สะท้อนถึงความเป็นมหานครศูนย์กลางทางศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ 12-18

รูปเคารพจำนวนมากที่พบในเมืองศรีเทพ กำหนดอายุได้ในราว พ.ศ.1100 เป็นเทวรูปพระวิษณุ และอวตารสำคัญคือพระกฤษณะ แสดงถึงการนับถือพระวิษณุอย่างมากตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของศรีเทพ และต่อมาศาสนสถานของฮินดู-พราหมณ์ที่สำคัญกลางเมืองศรีเทพ คือปราสาท 2 หลัง ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง ต่างก็ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากศาสนสถานอื่นๆ ที่มักหันหน้าทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นทิศมงคล

นอกเหนือจากความเชื่อว่าเป็นการหันหน้าไปทางเขาถมอรัตน์ ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแล้ว จึงอาจเป็นทิศทางสำคัญที่ศาสนสถานของพระวิษณุหันไป (เช่นเดียวกับปราสาทนครวัดในกัมพูชาที่สร้างถวายให้พระวิษณุ) ดังนั้นศาสนาสำคัญในเมืองศรีเทพช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-17 จึงอาจเป็นไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุ-พระนารายณ์เป็นใหญ่

ต่อมาในราว พ.ศ.1800 รัฐในลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่างใช้สัญลักษณ์สำคัญของกษัตริย์ผู้ปกครองเป็นอวตารของพระนารายณ์-วิษณุ (ขณะที่ก่อนหน้านี้ในกัมพูชาโบราณกษัตริย์เกือบทุกพระองค์ทรงมักนิยามตนผ่านพระนามหลังสวรรคตเป็นพระศิวะ) สังเกตจากชื่อเมือง เช่น ลพบุรี อโยธยา และกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเมืองของอวตารพระวิษณุทั้งสิ้น หรือแม้แต่สร้อยพระนาม “รามาธิบดี” ของกษัตริย์ที่ใช้กันมาจากสมัยอยุธยาก็ยังปรากฏมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
มหาสถูปเจดีย์นอกพระนคร
ทั้งเมืองศรีเทพและพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองที่มีขอบเขตชัดเจนคือคูน้ำกำแพงเมืองล้อมรอบ จึงมีพื้นที่ภายใน-ภายนอกเมืองชัดเจน

ศาสนสถานสำคัญนอกจากจะสร้างไว้เป็นหลักใจกลางเมืองแล้ว เมืองทั้งสองยังมีสถูปขนาดใหญ่ตั้งอยู่นอกเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกัน นั่นคือเขาคลังนอกของศรีเทพ กับเจดีย์ภูเขาทองของอยุธยา (นอกจากนี้ อยุธยายังมีพระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคลทางทิศใต้ด้วย)
นัยยะของศาสนสถานสูงใหญ่นอกเมือง (กรณีของศรีเทพและอยุธยาเป็นสถูปเจดีย์) โดยสามัญคือการตั้งศาสนสถานนอกเมืองตามคติของวัดในสมัยพุทธกาล และยังอาจเป็นจุดหมายตาในการเดินทางเข้าสู่เมืองจากทิศทางต่างๆ ความคล้ายคลึงกันระหว่างเมืองศรีเทพกับอยุธยา


การใช้ศาสนสถานขนาดใหญ่ตั้งนอกเมืองเพื่อเป็นจุดหมายตา แสดงถึงแนวคิดการวางภูมิทัศน์ของเมืองที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งรูปแบบที่เน้นความสูงของเจดีย์ทั้งสองแห่ง คือการใช้ชุดฐานซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปเช่นเดียวกัน

จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าแบบแผนเช่นนี้เป็นสิ่งที่สืบทอดจากเมืองศรีเทพลงมาสู่กรุงศรีอยุธยาได้หรือไม่ หากเป็นจริงแล้วศรีเทพคือต้นแบบการวางผังเมืองให้กับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสืบลงมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ที่ยังคงสร้างมหาเจดีย์อย่างภูเขาทองวัดสระเกศ หรือพระปรางค์วัดอรุณฯอยู่นอกเมือง
ดังนั้น มรดกอารยธรรมหลายประการดังนี้ของเมืองศรีเทพ จึงแสดงความสืบเนื่องสู่อโยธยา-กรุงศรีอยุธยา จนมาเป็นประเทศไทยปัจจุบันด้วย
รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร
คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

