อาศรมมิวสิก : ดนตรีคือพลังสร้างสรรค์
ระหว่างวันที่ 3-16 ตุลาคม พ.ศ.2566 เด็กๆ จากโรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ได้เดินทางไปเข้าค่ายดนตรีที่ประเทศเยอรมนี โดยมีกลุ่มนักเรียนดนตรีเครื่องสาย 31 คน ครูดนตรี 8 คน มีฝ่ายจัดการ 4 คน และมีพ่อแม่ผู้ปกครองที่ตามไปช่วยงานและไปศึกษาการเรียนดนตรีของลูกในค่ายดนตรีอีก 8 คน รวมทั้งหมด 51 คน
พบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญที่จะให้ลูกเรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเริ่มการศึกษาดนตรีแนวใหม่โดยให้เด็กน้อยได้เรียนดนตรีตั้งแต่อายุ 0-3 ขวบ ซึ่งได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ขณะนี้มีนักเรียนดนตรีอายุ 0-3 ขวบ ประมาณ 250 คน ในรัศมี 200 กิโลเมตร พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะนำลูกเข้าโครงการดนตรีเด็กเล็ก ซึ่งเด็กๆ ได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีความพร้อม ครูดนตรีเก่งๆ ที่มีทักษะเรื่องการสอนดนตรีเด็ก โรงเรียนมีห้องเรียนอุปกรณ์ดนตรีพร้อม เมื่อทุกฝ่ายพร้อมที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนดนตรีแบบซึมซาบดนตรีมากที่สุด ทำให้โครงการสอนดนตรีเด็กๆ ก้าวหน้าไปได้เร็ว เด็กพัฒนาการเรียนดนตรีแบบก้าวกระโดด กระทั่งดนตรีกลายเป็นหุ้นส่วนของชีวิตของเด็ก
ดนตรีคือพลังสร้างสรรค์ เมื่อบริบทการเรียนดนตรีพร้อม เด็กคือผู้เรียนดนตรีที่ถูกบ่มเพาะให้ได้เรียนดนตรีด้วยความรัก เมื่อเด็กถูกพัฒนาให้มีความมานะพยายามและมีความตั้งใจ พัฒนาฝีมือของเด็กให้คุ้นเคยและชำนาญ เพราะการเรียนดนตรีก็คือเล่นดนตรี การทำเสียงดนตรีให้ไพเราะ เมื่อเด็กคุ้นเคยกับการเล่นดนตรีให้ไพเราะ จากเล่นดนตรีได้ กลายเป็นเล่นดนตรีเก่ง ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้อมบ่อยๆ นั่นแปลว่าขยัน มีความเอาใจใส่ตั้งใจทำ เพราะทำด้วยความตั้งใจ สำคัญคือเด็กได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างเต็มกำลัง เพราะเด็กอายุ 0-3 ขวบยังช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูดนตรี และโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมสำคัญ เป็นทั้งขวัญและการให้กำลังใจแก่เด็ก
การเรียนดนตรีต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การสร้างดนตรีเพื่อให้เป็นสิ่งแวดล้อมและเป็นหุ้นส่วนของชีวิต ดนตรีเข้าไปอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่อายุยังน้อยๆ โดยไม่จำเป็นว่าเด็กจะใช้ดนตรีเป็นอาชีพหรือไม่ แต่ดนตรีได้เข้าไปอยู่ในตัวเด็ก เป็นอุปกรณ์และหุ้นส่วนของชีวิต ดนตรีคือพลังสร้างสรรค์ ดนตรีช่วยให้เด็กมีความสดใสร่าเริงและอิ่มเอิบ ดนตรีคือศักยภาพความเป็นเลิศของเด็ก ดนตรีคือความมุ่งมั่นพยายาม ดนตรีเป็นตัวขับเคลื่อนพลังความทะเยอทะยาน ดังนั้น การเรียนรู้และมีประสบการณ์ดนตรีจึงเป็นเรื่องคุณภาพรสนิยมที่ดีของชีวิต
นักปราชญ์คนสำคัญของโลกยกย่องให้เด็กเรียนดนตรี ขงจื๊อ นักปราชญ์จีน ให้เรียนวิชาหลัก 6 วิชา คือ เริ่มจากพิธีกรรม ดนตรี ขับรถออกศึก ยิงธนู ดีดลูกคิด และวรรณคดี นักปราชญ์กรีก โบอีเธียส (Boethius) ให้เรียนวิชาชีวิตหลัก 7 วิชา คือ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา เรขาคณิต พลศึกษา วรรณคดี และดนตรี
การศึกษาของโรงเรียนในเครือโรมันคาทอลิกประเทศไทย (อัสสัมชัญ/พระเจนดุริยางค์) ใช้ปรัชญาทั้งจีนและกรีกรองรับในการจัดการศึกษา โรงเรียนในเครือคาทอลิก ก่อตั้งโดยบาทหลวงฝรั่งเศส เพื่อให้ลูกคนที่จน ผู้ด้อยโอกาส คนจีน ลูกครึ่ง ลูกฝรั่งที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ขณะเดียวกันก็หาคนเข้าโบสถ์คาทอลิกด้วย ส่วนลูกคนไทยนั้นได้เรียนหนังสือที่วัดโดยการบวชเรียนอยู่แล้ว โรงเรียนคาทอลิกจึงได้ใช้ทั้งปรัชญาจีนผสมกับปรัชญาฝรั่ง รวมทั้งเรื่องวิถีชีวิตวัฒนธรรมจีน ซึ่งต้องขยัน ซื่อสัตย์ และมีความกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณ เวลาผ่านไปกว่า 100 ปี ผลที่ออกมาจะเห็นได้ว่านักเรียนจากโรงเรียนคาทอลิกมีความสำเร็จในชีวิตสูง

ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทย (กว่า 200 โรงเรียน) กลายเป็นโรงเรียนที่สร้างโอกาสให้แก่เด็ก โดยเฉพาะการเรียนดนตรี การเล่นเครื่องดนตรี การรวมวง การแสดงดนตรี และการร้องเพลง ทำให้เด็กในโรงเรียนนานาชาติได้ซึมซับสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ภาษาอังกฤษ/จีน เทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งได้กลายเป็นอวัยวะพิเศษของเด็กรุ่นใหม่ เด็กอยู่กับบริบทสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพ มีรสนิยม ดนตรีและศิลปะซึมซาบไปอย่างเต็มตัว ทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นประชากรของโลกโดยความตั้งใจ ซึ่งเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ไปเรียนต่อต่างประเทศ
การนำเด็กไปเข้าค่ายดนตรีที่เมืองไวมาร์ (Weimar) ประเทศเยอรมนี ครั้งนี้ เป็นความพร้อมรอบด้านของเด็ก เด็กทุกคนช่วยตัวเองได้ เด็กมีฝีมือในการเล่นเครื่องดนตรี สามารถรวมเป็นวงแชมเบอร์ออร์เคสตรา (Chamber Orchestra) ได้คุณภาพที่น่าพอใจ พ่อแม่ผู้ปกครองมีความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเวลาช่วงปิดภาคเรียนทั้งของไทยและของโรงเรียนดนตรีประจำเมืองไวมาร์ (Musikgymnasium Schloss Belvedere Weimar) ที่มีทั้งหอพักและครูดนตรีที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน
ในที่สุดก็พบว่าการเรียนดนตรีของเด็กอย่างจริงจังในประเทศไทยนั้น ต้องลงทุนและทุ่มเทสูงจากทุกๆ ฝ่าย เพราะบริบทในสังคมไทยมีความพร้อมในเรื่องการเรียนดนตรีน้อย แม้ว่าในปัจจุบันนี้สามารถที่จะพัฒนาได้เร็วและง่ายขึ้น แต่ก็ต้องใช้เงินเพื่อให้เด็กได้พบกับครูที่ดีและเด็กได้มีประสบการณ์และคุ้นเคยกับดนตรีที่มีคุณภาพ เมื่อเรียนดนตรีก็ต้องพัฒนาฝีมือซึ่งต้องฝึกฝนเพื่อให้เกิดความแม่นยำ ต้องมีครูดนตรีที่ทั้งเก่งดีและเอาใจใส่ในการสอนเพื่อพัฒนาเด็กไปสู่เป้าหมาย ต้องใช้เวลามีกระบวนการพัฒนาให้เด็กได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง
สำหรับปรัชญาการศึกษาสมัยใหม่ เน้นศักยภาพความเป็นเลิศของเด็ก เพื่อให้ทำงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้จากความเป็นมืออาชีพ เลี้ยงชีพได้ ในฐานะดนตรีคือพลังสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่สังคม

ในวาระของชาติที่รัฐบาลสนใจพลังสร้างสรรค์ (Soft Power) ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะประเทศไทยยังมีพื้นที่พร้อมที่จะจัดค่ายดนตรี ทั้งดนตรีพื้นเมือง ดนตรีประจำชาติ ดนตรีนานาชาติ ดนตรีสากล ดนตรีของภูมิภาค ค่ายของวงดนตรีทุกชนิด วงโยธวาทิต วงสวนสนาม วงซิมโฟนิกนั่งแสดง วงออร์เคสตรา วงซิมโฟนีออร์เคสตรา วงขับร้องประสานเสียง รวมทั้งวงปล่อยแก่ ดนตรีทุกชนิดต้องการฝีมือและคุณภาพเท่านั้น
พื้นที่ของไทยยังมีป่าไม้ มีเกาะที่สวยงาม มีทะเลน้ำใส มีโรงแรมหรูหรา สามารถรองรับการเข้าค่ายดนตรีระดับนานาชาติได้ มีพื้นที่อยู่ทั่วประเทศ ต้องการผู้นำที่เข้าใจจัดการให้สำเร็จ เพราะการขนเด็กไปเข้าค่ายดนตรีในประเทศยุโรปนั้น เป็นความสิ้นเปลืองมหาศาล แต่ด้วยบุคลากรครูดนตรีที่เก่งและดี มีคุณภาพในวิถีชีวิตแบบเยอรมัน ยังขาดแคลนอยู่ในสังคมไทย หากว่าใช้ครูดนตรีที่เก่งดีแบบเยอรมันหรือในยุโรป มาสอนในค่ายระยะสั้นๆ ให้แก่เด็กที่อยู่ในเมืองไทย โดยใช้พื้นที่ดีๆ ที่มีอยู่ในประเทศ ผลลัพธ์ก็จะพบกับความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ โดยการแบ่งปันแลกเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์ พื้นที่ เงิน เกิดทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพ ก็จะคุ้มค่ามากขึ้น
ดนตรี นอกจากจะเป็นพลังสร้างสรรค์แล้ว ดนตรียังเป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงาม และความไพเราะ ที่ประกอบด้วยคุณภาพสูง คุณภาพของดนตรีมาจากฝีมือที่เก่ง ในที่สุดคุณภาพที่ดีก็คือรสนิยมที่ดีของทุกชีวิต ซึ่งพ่อแม่และทุกครอบครัวปรารถนา “มนุษย์มั่นคงได้ด้วยศีลธรรม งอกงามได้ด้วยบทกวี และเติมเต็มได้ด้วยดนตรี” (ขงจื๊อ) ดนตรีจึงเป็นหุ้นส่วนของชีวิตที่จะขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์

ในการเข้าค่ายเรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมนี เด็กๆ ทุกคน ครูสอนดนตรี โรงเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครอง ได้เตรียมตัวล่วงหน้า 1 ปี เตรียมความพร้อมด้านฝีมือดนตรี เตรียมตัวเรื่องเงินที่จะใช้จ่ายในการเดินทาง เตรียมการเรียนรู้วิถีชีวิตและอาหารการกินด้วย นอกจากเด็กๆ จะได้เรียนดนตรีส่วนตัว ฝึกซ้อมเป็นวงดนตรีร่วมกันแล้ว เมื่อไปเข้าค่ายก็ต้องเรียนดนตรีกับครูดนตรีเยอรมัน ใช้ภาษาเยอรมันหรืออังกฤษ เล่นรวมวงกับนักเรียนดนตรีเยอรมัน ทำให้เด็กๆ ได้ประสบการณ์ตรง เรียนรู้มาตรฐานที่ต่อรองไม่ได้ สำหรับในวงดนตรีออร์เคสตราเยอรมันและการเรียนดนตรีในประเทศเยอรมนีนั้น มาตรฐานหยวนๆ ไม่มี
เมื่อเห็นเด็กๆ ที่ได้เรียนดนตรีและเล่นดนตรีที่มีคุณภาพ เด็กต้องมีระเบียบ มีวินัย ตรงเวลา มีมาตรฐาน และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ เด็กรู้สึกภูมิใจในตนเองมาก ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีของชีวิตที่มาจากการเรียนดนตรี การเล่นดนตรีจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์และเป็นความสุขทั้งมวล

