การแสวงหาโอกาสให้แก่เด็กที่อยากเรียนดนตรี
โลกความเป็นจริง การแสวงหาช่องทางและหาโอกาสให้แก่นักเรียนดนตรีเป็นเรื่องที่ยาก การเดินทางไปยุโรปคราวนี้ก็เพื่อการศึกษาดนตรีของเด็กโดยเฉพาะ เป้าหมายอยู่ที่ออสเตรียและเยอรมนี ทำไมต้องเป็นที่ออสเตรีย เยอรมนี และทำไมต้องดนตรีคลาสสิก เพราะว่ากรุงเวียนนาเป็นศูนย์กลางดนตรีคลาสสิก หรือเมืองหลวงของดนตรีคลาสสิกมาตั้งแต่สมัยโมสาร์ท (พ.ศ.2299-2334) ปลายอยุธยา ธนบุรี และต้นรัตนโกสินทร์ นักดนตรีคนเก่งของโลกต้องเดินทางไปทำมาหากินที่เวียนนา ส่วนเยอรมนีนั้นมีนักดนตรีเอกของโลก ซึ่งเป็นผู้สร้างรากฐานของดนตรีคลาสสิก โดยเริ่มตั้งแต่ยุคของบาค (Johann Sebastian Bach) เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) เมนเดิลส์โซน (Felix Mendelssohn) วากเนอร์ (Richard Wagner) เยอรมนีจึงเป็นแหล่งการศึกษาดนตรีคลาสสิกที่รักษามาตรฐานของโลกเอาไว้
นั่งเครื่องบินกรุงเทพฯ-เวียนนา 10 ชั่วโมง สายการบินออสเตรีย ซึ่งมีความเงียบของระบบทำงานบนเครื่องบิน คนทำงานดูดี การประกาศบนเครื่องบินไม่หนวกหู การเดินทางตรงเวลา สะอาด สะดวก น่าเชื่อถือ เครื่องบินทันสมัย เมื่อถึงสนามบินเวียนนา ห้องน้ำสะอาด ไม่มีกระดาษปิดว่าโถฉี่เสีย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทำหน้าที่รวดเร็ว เป็นมิตร ใช้เทคโนโลยีสูง จากสนามบินกรุงเวียนนาสามารถเดินขึ้นรถไฟไปเมืองซัลทซ์บวร์ค (Salzburg) ได้เลย นั่งรถไฟไปอีก 3 ชั่วโมง รถไฟตรงเวลา สะอาดดูดี ราคาตั๋วคนละ 6,000 บาท อาหารบนรถไฟสะอาดน่ากิน
ที่พักเมืองซัลทซ์บวร์ค เป็นปราสาทเก่าอยู่บนภูเขา สร้างปี พ.ศ.2227 เมืองมีความเงียบ ทุกๆ ชั่วโมงจะได้ยินเสียงระฆังตีดังกังวาน พบว่าความเก่าอยู่กับใหม่ได้อย่างลงตัวและอยู่ร่วมกันได้งดงาม โรงแรมเป็นอาคารเก่า คนดูแลมีวิถีชีวิตแบบเก่า ปรับเปลี่ยนโรงแรมโดยใช้เทคโนโลยีช่วยบริหาร การจองโรงแรม (Johannes-Schlössl) การจ่ายเงิน กุญแจประตูใหม่แต่ก็ยังรักษาของเก่าไว้ ลูกค้าต้องบริการช่วยตัวเอง ไม่มีคนขน เพราะค่าแรงแพง ค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 12 ยูโร (480 บาท) งานบริการในออสเตรียมีราคาแพง
รัฐบาลออสเตรียกล้าลงทุนเรื่องงานศิลปวัฒนธรรมดนตรีศิลปะอย่างจริงจัง ปี พ.ศ.2508 มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องมนต์รักเพลงสวรรค์ (The Sound of Music) ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยโมสาร์ทเป็นฉากถ่ายทำ ต่อมามีภาพยนตร์อีกเรื่องชื่ออมาเดอุส (Amadeus) สร้างเมื่อ พ.ศ.2527 เป็นภาพยนตร์ชีวิตและผลงานของโมสาร์ท ได้รับรางวัลออสการ์เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทั้งหมดใช้ดนตรีเป็นพลังสร้างสรรค์ ทั้งวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ออสเตรียมีนักท่องเที่ยวปีละ 70 ล้านคน ในขณะที่มีประชากร 10 ล้านคน
การไปที่มหาวิทยาลัยโมสาร์ท (Mozarteum University) เมืองซัลทซ์บวร์ค ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2384 เพื่อเป็นที่ระลึกหลังจากโมสาร์ทตายไปแล้ว 50 ปี พร้อมกับการสร้างอนุสาวรีย์ของโมสาร์ทเอาไว้ในลานกลางเมือง การเดินทางไปครั้งนี้เพื่อเจรจานำเด็กไปเข้าค่ายดนตรีปีหน้า (พ.ศ.2567) ปีนี้ได้นำเด็กไปเข้าค่ายดนตรีที่เมืองไวมาร์ (Weimar) ที่เยอรมนีแล้ว ระหว่างวันที่ 3-16 ตุลาคมที่ผ่านมา
เมืองซัลทซ์บวร์ค ออสเตรีย เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) ยังรักษารถม้าเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งชมเมือง ในยุคของโมสาร์ทนั้น การเดินทางต้องใช้รถม้า โมสาร์ทมีชีวิตระหว่างปี พ.ศ.2299-2334 ซึ่งเป็นยุคที่ออสเตรียรุ่งเรืองด้านดนตรี ผู้บริหารเมืองรักษาบ้านของโมสาร์ทไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ มีเสื้อผ้า เครื่องดนตรี เส้นผม จดหมายลายมือ โน้ตเพลง ทั้งซัลทซ์บวร์คและเวียนนาขายดนตรีและขายโมสาร์ท เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมดนตรี เป็นรายได้หลัก

การเลือกเจรจากับมหาวิทยาลัยโมสาร์ท (Mozarteum University) เพื่อให้เด็กได้มาเข้าค่ายดนตรี เพราะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับดนตรีคลาสสิก มีมาตรฐานการศึกษาดนตรีคลาสสิก มีวัฒนธรรมดนตรีที่สืบทอดกันมานานและยังคงรักษาไว้อย่างมั่นคง ส่วนช่วยสำคัญก็คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษ เจริญสุข เคยศึกษาดนตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยโมสาร์ทมาก่อน และเป็นผู้นำเจรจา
ออกจากซัลทซ์บวร์ค นั่งรถไฟเข้าไปเยอรมนี ทุกคนในรถไฟนั่งเงียบกันหมด เพราะเขามีกฎไม่ให้คุยกัน บนรถไฟซึ่งวิ่งด้วยความเร็ว 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเดินทางหากเตรียมตัวไม่ดีก็จะตกรถไฟ เพราะจะต้องเตรียมตัวว่าเปลี่ยนรถไฟที่สถานีไหน ชานชาลาอะไร ซึ่งจะมีข้อมูลบอกไว้หมดทั้งในตัวรถและในอินเตอร์เน็ต
สำหรับพ่อแม่ที่สนใจให้ลูกเรียนดนตรีระดับมัธยมศึกษาที่เยอรมนี ก็ต้องรับรู้เรื่องที่สำคัญๆ อาทิ เด็กมัธยมดนตรีต้องอยู่ที่หอพัก ซึ่งต้องมีผู้ปกครองดูแล แม้ว่าเด็กจะอยู่หอพักก็ตาม เพราะในวันเสาร์-อาทิตย์ เด็กจะต้องกลับออกไปอยู่ที่บ้านผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเครียดจนเกินไป

โรงเรียนดนตรีในเยอรมนีรับนักเรียนน้อย มีอยู่ 120 คน มีครูดนตรี 50 คน ครูวิชาทั่วไป 12 คน ครูดนตรีสอนทั้งมัธยมและอุดมศึกษา ค่าเล่าเรียนถูก เน้นคุณภาพการศึกษา รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ รัฐควบคุมคุณภาพรวมทั้งการยอมรับของสังคมเป็นสำคัญ พ่อแม่ที่ประสงค์จะให้ลูกเรียนดนตรีอย่างจริงจัง เรียนดนตรีที่มีคุณภาพ ก็พยายามหาช่องทางให้ได้เข้าเรียนดนตรีในโรงเรียนที่มีคุณภาพ
การไปครั้งนี้ ผมได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง จะต้องถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เพื่อส่งต่อความรู้ให้แก่คนรุ่นต่อไป โชคดีที่สถาบันดนตรีเมืองไวมาร์นั้น อาจารย์ตปาลิน เจริญสุข เคยศึกษาอยู่ก่อนหลายปี ในระหว่างที่เด็กไปเข้าค่าย วันที่ 13-15 ตุลาคม เมืองไวมาร์มีงานเทศกาลหัวหอม หลังการเก็บหัวหอมในฤดูร้อน ก็ได้จัดเทศกาลหัวหอมมาแล้ว 370 ปี ทำให้เด็กๆ ได้เห็นเทศกาลที่มีดนตรีทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่พวกยิปซี ดนตรีคลาสสิก มาถึงป๊อปร็อกในปัจจุบัน คนเยอรมันยอมรับการแสดงดนตรีทุกชนิด เทศกาลหัวหอมมีพืชพันธุ์และอาหารพื้นเมืองเยอรมันทุกชนิด เด็กๆ สนุกมาก
การเข้าค่ายดนตรีครั้งนี้เป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ในการเจรจาแลกเปลี่ยนโครงการดนตรี มีข้อตกลงที่ได้ก็คือ “เราไปเราจ่ายเขาช่วย เขามาเขาจ่ายเราช่วย” ซึ่งได้ยกระดับความเท่าเทียมขึ้น เพราะแต่ก่อนนั้น “เราไปเราจ่าย เขามาเราก็จ่าย” เมื่อรู้จักกัน มีความเชื่อถือกัน มีน้ำใจต่อกัน ต่างก็นับถือเรื่องของคุณภาพ เพียงแต่เงินยูโรใหญ่กว่าเงินไทย 39.8 เท่า

สำหรับเด็กๆ ที่ไปเข้าค่ายดนตรีครั้งนี้ มีความกล้าหาญไม่กลัวอะไร เล่นดนตรีได้ พ่อแม่มั่นใจว่าลูกทำได้ เด็กเห็นว่าโลกแคบลง ทุกอย่างหาได้ ทำได้ และสามารถที่จะเข้าถึงได้ โอกาสของเด็กมีแล้ว ได้สัมผัสได้เห็นของจริง ซึ่งเด็กเรียนรู้ว่าจะต้องมีความพยายามสูงเพื่อให้ได้มาตรฐานแบบเยอรมัน
เมืองไวมาร์เป็นเมืองที่ได้รับรางวัลยูเนสโกทั้งเมือง โดยรักษาอาคารบ้านเมืองเก่าเอาไว้ แม้แต่ต้นไม้ก็ได้รับการปกป้องอย่างดี มีป่าไม้และมีสวนสาธารณะเต็มเมือง มีบ้านของฟรานซ์ ลิสท์ (Franz Liszt) ซึ่งเป็นนักดนตรีคนสำคัญและเป็นชื่อของโรงเรียนดนตรีที่เมืองไวมาร์ มีปราสาทของดยุก (Duke) ประจำเมืองที่ทะเลาะกับบาค (Bach) และบาคก็ถูกจับขังคุกอยู่ 1 เดือน ก่อนที่จะย้ายไปอยู่เมืองไลพ์ซิก (Leipzig) มีสถาบันที่สอนสถาปัตยกรรมแบบเบาเฮาส์ (Bauhaus) ประมาณปี พ.ศ.2462-2476 ซึ่งมีชื่อเสียงและนิยมในเมืองไทยขณะนี้ มีห้องสมุดโบราณ (300 ปี) มีบ้านของเกอเธ่ (Goethe) บ้านของชิลเลอร์ (Schiller) กวีคนสำคัญของโลก โดยเอาบ้านมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์
จุดแข็งของการเรียนดนตรีนอกระบบแบบนี้ก็คือ เด็กต้องมีฝีมือ มีคุณภาพ มีราคาความน่าเชื่อถือ มีใจรักในดนตรี มีจิตวิญญาณอยากเล่นดนตรี มีพลังแบบหิ่งห้อยที่มีแสงในตัวเอง แม้จะอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าอย่างเมืองไทย ก็ต้องอาศัยความว่างเปล่าในการสร้างโอกาสที่จะเรียนดนตรี

คำถามของผู้ปกครองที่ว่า ทำไมต้องเรียนดนตรีคลาสสิก เรียนดนตรีอื่นๆ ไม่ได้หรือ คำตอบก็คือ เพราะดนตรีคลาสสิกเป็นพื้นฐานของชีวิต ดนตรีคลาสสิกคือไวยากรณ์ของดนตรี เป็นดนตรีที่ประณีต เครื่องดนตรีทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดความไพเราะของเสียงที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์สร้างดนตรีไว้อย่างประณีต (คลาสสิก) มนุษย์สามารถที่จะควบคุมเสียงดนตรีได้ตามที่มนุษย์ต้องการ เพื่อช่วยขัดเกลาให้จิตใจละเอียดอ่อนเหมือนเสียงดนตรี ชีวิตมนุษย์ต้องการดนตรีเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ อาศัยความงามความไพเราะของเสียงดนตรีซึ่งไม่มีพรมแดนและไม่มีชนชั้นอีกต่อไป
เมื่อเด็กได้เรียนดนตรีคลาสสิกแล้ว เด็กจะไปต่อยอดเรียนหรือไปเล่นดนตรีอะไรก็ได้ เพราะดนตรีก็คือดนตรีเหมือนกันหมด เมื่อได้เรียนคลาสสิกที่เป็นพื้นฐานได้แล้ว ก็เปลี่ยนไปเรียนดนตรีอื่นๆ ได้ทุกชนิด ดนตรีคลาสสิกไม่ได้อยู่สูงสุดสอยและไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ดนตรีคลาสสิกเป็นพื้นฐานของชีวิตสำหรับเด็กทุกคน
เด็กๆ ที่ไปเข้าค่ายได้แสดงดนตรีที่บ้านพักคนชรา (Aula Beethovenhaus) ผู้ก่อตั้งเป็นนักร้องโอเปร่า ได้บริจาคเงินสร้างบ้านพักคนชราสำหรับนักร้องและนักดนตรีโดยเฉพาะ วันสุดท้ายเด็กได้แสดงที่โรงเรียนดนตรีประจำเมืองไวมาร์ (Musikgymnasium Schloss Belvedere) ซึ่งเป็นความสำเร็จของเด็กและเชื่อมต่อความสัมพันธ์ที่งดงาม

