ตุลาคม 2566 คือวาระครบรอบ 90 ปี “กบฏบวรเดช” สงครามการเมืองที่เกิดขึ้นจาก “คณะกู้บ้านกู้เมือง” นำโดย นายพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ส่วนผู้นำการปราบปรามนั้น รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกและมอบหมายให้ นายพันโท หลวงพิบูลสงคราม เป็นผู้บังคับกองผสมปราบกบฏ

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนตุลาคม 2566 นี้ จึงขอนำบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องดังกล่าว ที่ “เปิดบันทึก ‘ตำรวจเชลย’ : ตำรวจสันติบาลกับการปราบกบฏบวรเดช” ที่ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ค้นคว้าและเรียบเรียง
บันทึก “ตำรวจเชลย” เป็นบันทึกความทรงจำเพียงชิ้นเดียวที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของตำรวจสันติบาลฝ่ายรัฐบาลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปราบกบฏ ที่ต้องเผชิญกับการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และการตกเป็นเชลย แม้บันทึกเรื่องการสู้รบอย่างเด่นชัด แต่กลับบอกเล่าเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกของเชลยศึกในสงครามกลางเมืองไว้อย่างละเอียด

นายร้อยตำรวจโท เจียม สิงห์บุระอุดม ผู้เขียนบันทึก เริ่มเรื่องด้วยการเล่าเหตุการณ์วันที่ 11 ตุลาคม 2476 เมื่อตำรวจสันติบาลกอง 1 และกอง 2 รวมทั้งสิ้น 32 นาย รับคำสั่งจากพระนรากรบริรักษ์ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ให้เดินทางจากพระนครในเวลา 17.40 น. ไปยังจังหวัดนครราชสีมาด้วยขบวนรถไฟ เพื่อจับกุมพระองค์เจ้าบวรเดชกับพวกที่ก่อจลาจลต่อรัฐบาล โดยมี นายพันตำรวจโท พระกล้ากลางสมรเป็นหัวหน้าในภารกิจ
เวลาประมาณ 22.15 น. ขบวนรถไฟถึงบริเวณใกล้กับสถานีปากช่อง ฝ่ายกบฏบวรเดชโจมตีขบวนรถไฟตำรวจที่สถานีปากช่อง โดยมีการส่งโทรเลขจากสถานีบ้านภาชีที่ตำรวจสันติบาลผ่านมาแจ้งข่าวล่วงหน้า เพื่อมุ่งปลิดชีพกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในขบวนรถไฟ
เมื่อรถไฟมาถึง ฝ่ายกบฏจึงระดมยิงรถไฟด้วยปืนกลและปืนเล็ก โดยฝ่ายตำรวจไม่สามารถตอบโต้ได้ และทำให้ตำรวจสันติบาลเสียชีวิต 2 นาย คือ นายร้อยตำรวจโท ขุนประดิษฐสกลการ และนายดาบตำรวจ ทอง แก่นอบเชย และบาดเจ็บสาหัส 2 นาย คือ จ่านายสิบตำรวจ ชื่น นิมิตตะ และนายสิบตำรวจโท นุช อังโสภา
นายทหารกองหน้าของฝ่ายกบฏบวรเดชเข้ามาปลดอาวุธและเข้าควบคุมตัวตำรวจสันติบาลที่เหลือในฐานะเชลยศึก แล้วนำตัวตำรวจทั้งหมดขึ้นรถไฟมาคุมขังที่โรงทหารจังหวัดสระบุรี ส่วนตำรวจที่เสียชีวิตก็นำศพไปฝังไว้ที่วัดบ้านอ้อย จังหวัดสระบุรี ส่วนผู้รับบาดเจ็บได้ส่งตัวไปรักษาพยาบาลที่โรงทหารม้าสระบุรี
นายร้อยตำรวจโท เจียม ยังบรรยายถึงการดูถูกเหยียดหยามในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ตัวอย่างเช่น “พวกแก [ตำรวจ] ไม่ควรมาหาที่ตายเปล่าๆ ตายไป 2 คนนับว่าบุญนักหนาแล้ว” หรือ “เรา [ฝ่ายกบฏ] ได้ทูลพระองค์เจ้าบวรเดชแล้วไม่เชื่อปล่อยให้เลยไปก่อนแล้วตั้งกองยิงที่คอคอด [สูงเนิน] ก็จะแหลกละเอียดยิ่งกว่านี้ นี่ตายเพียงแค่ 2 คน นับว่าเป็นบุญหนักหนา”

วันที่ 13 ตุลาคม 2476 นายร้อยเอก หลวงพหลหาญศึกเข้ามาพูดคุยกับตำรวจเชลยอีกครั้ง กล่าวทำลายขวัญกำลังใจ โอ้อวดถึงกองกำลัง และชักชวนให้ตำรวจเชลยมาเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ เพราะต้องการส่งให้ตำรวจเชลยบางคนไปเป็นไส้ศึกอยู่ในพระนคร แต่ตำรวจเชลยทุกคนต่างปฏิเสธ
แล้วสถานการณ์เริ่มพลิกผัน “ฝ่ายกบฏ” เริ่มตกเป็นรอง
ค่ำคืนวันที่ 18 ตุลาคม ตำรวจเชลยบันทึกบรรยากาศที่เงียบเหงาของบ้านทหารฝ่ายกบฏ ในเช้าวันที่ 19 ตุลาคม ทหารบางนายยอมมอบตัวกับฝ่ายรัฐบาล ขณะที่บางนายเลือกที่จะหลบหนี ส่วนตำรวจเชลยที่ถูกปล่อยตัว ก็ไปเยี่ยมเพื่อนตำรวจที่บาดเจ็บ และดำเนินการเกี่ยวกับศพเพื่อนตำรวจที่เสียชีวิต
วันที่ 20 ตุลาคม นายพันโท หลวงพิบูลสงคราม ผู้บัญชาการกองผสมปราบกบฏ และคณะ เดินทางมาจังหวัดสระบุรี เพื่อสอบถามและติดตามสถานการณ์ ตลอดจนมอบหมายให้บรรดาตำรวจสันติบาลปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราเฝ้าระวังเหตุการณ์ภายในจังหวัดสระบุรีให้อยู่ในความสงบ
หากฝ่ายกบฏบวรเดชยังไม่ยอมแพ้ แต่ถอยร่นไปตั้งรับที่สถานีปากช่อง
วันที่ 23 ตุลาคม เกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายกบฏ ที่สถานีหินลับ ฝ่ายกบฏพ่ายแพ้ พระยาศรีสิทธิสงคราม แกนนำของฝ่ายกบฏเสียชีวิต พระองค์เจ้าบวรเดช หัวหน้ากบฏ ได้หลบหนีไปยังอินโดจีนของฝรั่งเศสโดยเครื่องบิน กองกำลังของฝ่ายกบฏต่างเสียขวัญและแตกหนีกระจัดกระจายไป
เพียง 2 สัปดาห์ (11-25 ตุลาคม 2476) การสู้รบก็สิ้นสุด หากมันไม่ได้ปิดฉากลงอย่างแท้ สมาชิกกบฏ-ฝ่ายรัฐบาล ย้ายเวทีมาต่อสู้กันทางความคิดบนสนามของ “สื่อสิ่งพิมพ์”

เรื่องนี้ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ อธิบายเรื่องนี้ไว้ใน “ณ บรรณภูมิกบฏบวรเดช พ.ศ.2476” สิ่งพิมพ์ที่บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้น มีตั้งแต่หนังสืออนุสรณ์งานศพของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์, งานเขียนสารคดี, งานเชิงวิชาการ, นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ฯลฯ
ขณะที่ฝ่ายรัฐมี “ลาก่อนรัฐธรรมนูญ” ของศรีบูรพา หรืออาวุธหนักอย่าง “คำพิพากษาศาลพิเศษ เรื่องกบฏพุทธศักราช 2482” ที่กรมโฆษณาการจัดพิมพ์ ฯลฯ
ส่วนฝ่ายกบฏบวรเดช ก็มี “เมื่อข้าพเจ้าก่อการกบฏ เล่ม 1” ตีพิมพ์ปี 2492 ของหลวงโหมรอนราญ (ตุ๊ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) หนังสือที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ หรือ “ตัวตายแต่ชื่อยัง” ตีพิมพ์ปี 2508 ของ ร้อยโท จงกล ไกรฤกษ์ ลูกศิษย์คนหนึ่งในคณะผู้ก่อการอย่างพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ไกลจากเวลาเกิดเหตุออกมาอีกช่วงหนึ่ง ในปี 2539 แพทย์หญิงโชติศรี ท่าราบ บุตรสาวพระยาศรีสิทธิสงคราม เขียน “กำศรวลพระยาศรีฯ” ออกมาอีกเล่ม ฯลฯ
ถึงวันนี้ เหตุการณ์กบฏบวรเดช ผ่านมาถึง 90 ปี จลาจลวันนั้นใครเป็นผู้บัญชาการ ใครตาย ใครหนี ใคร… ซึ่งนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนตุลาคมนี้ ขอได้โปรดติดตาม
วิภา จิรภาไพศาล

