‘โออาร์’สยายปีก
ชูกัมพูชา‘บ้านหลังที่2’
ลุยตลาดโกลบอล


ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ นำโดย
ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ รชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกิจการต่างประเทศ นำคณะสื่อมวลชนไทยเดินทางไปกัมพูชา เพื่อดูความก้าวหน้าของกิจการที่ไปลงทุน
กัมพูชาที่ทาง OR ถือเป็นบ้านหลังที่ 2

หลังเครื่องบินร่อนลงไม่นาน คณะสื่อมวลชนได้เข้าฟังการบรรยายพิเศษจากผู้บริหาร OR
ดิษทัต เกริ่นนำภาพรวมของธุรกิจ โดยยอมรับว่าการดำเนินกิจการมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบ เช่น เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของอเมริกา นโยบายการเมืองของไทย รวมไปถึงการบริหารจัดการของ OR เองด้วย
ส่วนความรับผิดชอบของนายดิษทัต คือ กำกับดูแลให้บริษัทมีกำไรและเจริญก้าวหน้า มีผลการดำเนินการที่ดีที่สุด
แต่คำว่า “ดีที่สุด” นี้ OR ไม่ลืมวิชั่นขององค์กร
นั่นคือ “Empowering All toward Inclusive Growth” เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเดิม และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย “OR SDG” ในการเพิ่ม โอกาสที่จะเติบโตเคียงข้างชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด “RISE OR” หรือ “ติดปีก OR” ให้ทะยานไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดิษทัตบอกว่า วิชั่นนี้เป็นแนวคิดและกลยุทธ์ไปในตัว ดังนั้น จึงได้เห็น OR สนับสนุนและให้โอกาสเอสเอ็มอีให้เติบโต

ยกตัวอย่างในประเทศไทย จากปั๊ม PTT ทั้งหมด ปรากฏว่า OR เป็นเจ้าของเองเพียง 20 เปอร์เซ็นต์
อีก 80 เปอร์เซ็นต์ OR ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นผู้กำกับดูแลคุณภาพ
ดิษทัตระบุว่า การทำเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี คือ OR ไม่ต้องลงทุนมาก เพราะคนที่ลงทุนจะเป็นผู้พัฒนาพื้นที่เอง
หลายแห่งเนรมิตร้านค้าสวยงาม บางคนลงทุนเป็น 10-20 ล้านบาทเพื่อให้ลูกค้ามาใช้บริการแล้วสะดวกสบาย
แต่ข้อไม่ดีก็มีเช่นกัน นั่นคือ กำกับดูแลยาก เช่นที่ตกเป็นข่าวเรื่องเติมน้ำมันเต็มถัง แต่ได้ไม่เต็มถัง ซึ่งเรื่องการตรวจสอบนี้ แม้จะยากแต่ก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น
ด้านธุรกิจ ร้านคาเฟ่ อเมซอน OR ก็เปิดโอกาสให้พันธมิตรธุรกิจเข้ามาลงทุน
ดิษทัตบอกว่า นับสิบปีที่ทำงาน สิ่งที่อยากได้ที่สุดคือข้อมูล ซึ่งตอนนี้สามารถเก็บข้อมูลของผู้เข้ามาใช้บริการได้แล้ว
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมประมวลผลออกมาว่า ผู้เข้าปั๊มน้ำมัน PTT แล้วไปทำกิจกรรมอื่นนั้นมีถึง 60 เปอร์เซ็นต์
นี่คือสิ่งที่เราค้นพบว่า เราน่าจะทำธุรกิจ Retail ได้ ขณะที่นักลงทุนมีคำถามว่า OR จะทำอะไร ถ้าวันหนึ่งน้ำมันไม่มี
คำถามนี้ ข้อมูลการเติบโตของ Retail น่าจะเป็นคำตอบ
อย่างไรก็ตาม OR ไม่สามารถหนีออกจากการค้าขายน้ำมันได้ เพราะถือเป็นจุดแข็งของธุรกิจ
“ผมยืนยันว่า ในชีวิตของพวกเรา ยังต้องใช้น้ำมันอยู่ ปริมาณการใช้อาจลดลง แต่จะไม่หายไป ผมรับรอง”
สิ่งที่ OR กำลังทำคือ Keep Core Business เอาไว้ แล้วพัฒนางานที่สร้างรายได้ให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ดิษทัตยังได้บรรยายพันธกิจ 4 ประการของ OR ที่ประกอบด้วย
1.Mobility คือ การขายน้ำมัน เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ OR ซึ่งต้องยืนเป็นที่หนึ่งในประเทศไทยตลอดไป
2.Lifestyle เป็นธุรกิจคาเฟ่ อเมซอนและร้านค้า
3.Global Market คือ ธุรกิจในต่างประเทศ
และ 4.OR Innovation คือ การปรับตัวเองไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มให้ได้
การนำสื่อมวลชนไปเยือนกัมพูชาเพื่อให้เห็นพันธกิจที่ 3 คือ การลงทุนธุรกิจในต่างประเทศ มีอนาคตมากน้อยเพียงใด
ณ จังหวะนี้ นายดิษทัตฝากให้มาบอกว่า รายได้ของ OR มาจาก Mobility ซึ่งก็คือน้ำมันจากฟอสซิล ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ มาจาก Non-oil
เมื่อเข้าไปดูธุรกิจ Mobility พบว่า จาก 70 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นรายได้ของ OR นั้น ครึ่งหนึ่งเป็นรายได้จากปั๊มน้ำมัน แต่อีกครึ่งหนึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากปั๊มน้ำมัน
ดิษทัตอธิบายต่อว่า OR นอกจากขายน้ำมันในปั๊มแล้ว ยังขายน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเรือ น้ำมันในนิคมอุตสาหกรรม และจัดจำหน่ายน้ำมันให้ภาคราชการ
สุชาติ ระมาศ ทำหน้าที่ชี้แจงให้ความรู้ว่า น้ำมันเครื่องบินในประเทศไทย ในพื้นที่ส่วนกลางคือสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง และส่วนภูมิภาคคือสนามบินต่างๆ นั้น OR ขายได้เป็นอันดับ 1
ส่วนน้ำมันเรือ ดิษทัตเป็นผู้อธิบายต่อมาว่า เรือที่เทียบท่าแหลมฉบังรับน้ำมันจาก OR
เช่นเดียวกับภาครัฐทั้งหมด เช่น กองทัพบก เรือ อากาศ และตำรวจ ทาง OR ก็เป็นผู้ supply น้ำมันให้
นอกจากนี้ยังมีนิคมอุตสาหกรรม น้ำมันหล่อลื่น LPG ซึ่งครองตลาดเป็นอันดับ 1 แล้วยังมียางมะตอยที่ทำกำไรให้
ทั้งหมดนี้คือการแข่งขันในตลาด ไม่มีการกำกับดูแล
จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้ว่า “ค่าการตลาด” ที่เป็นประเด็นกันอยู่นั้นมีผลต่อ OR เฉพาะปั๊มน้ำมัน
ขณะที่กำไรของ OR ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์มาจาก mobility แม้ครึ่งหนึ่งจะมาจากปั๊ม แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ได้มาจากปั๊ม และเมื่อรวมกันรายได้อีก 30 เปอร์เซ็นต์ที่มาจาก Non-oil ทำให้ OR มีกำไรในอุตสาหกรรม
สุดท้ายนายดิษทัตบอกว่า OR ทำธุรกิจ ไม่เคยลืม SDG เลย
S คือ Small หมายถึงคนตัวเล็ก D คือ Distify หมายถึงการปรับปรุงธุรกิจปัจจุบันไปสู่ Non-oil และ G คือ Green ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน OR ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มี EV Station เกือบๆ 600 แห่ง และมีเป้าหมายทั้งหมด 7,000 ยูนิต ภายในปี 2030
ทั้งนี้ในวันที่ 12 ธันวาคมปีนี้ OR จะเปิด PTT Station ที่เป็น Green station เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุด
คอยติดตามความคึกคักได้ในวันนั้น

ด้าน รชา อุทัยจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งรับผิดชอบการค้าต่างประเทศ ตอกย้ำ 4 แนวทางสำคัญที่จะใช้ในการลงทุนในต่างประเทศ ประกอบด้วย
หนึ่ง คือ Seamless mobility ได้แก่ PTT Station และร้านค้า PTT Station compact model, EV PluZ แล้วก็ FIT Auto, Lubricant และ LPG
สอง คือ All Lifestyles มีคาเฟ่ อเมซอน Boost RTD and Non-Beverage Sales และ F&B ร้านอาหารพันธมิตร
สาม คือ Global market เปิดตลาดแล้วที่กัมพูชา ณ ที่นี่ถือเป็นบ้านหลังที่สองของ OR รวมทั้งฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เวียดนาม และอื่นๆ
และ สี่ OR Innovation มี ALL-IN-ONE APPLICATION
การดำเนินการคือการนำสิ่งที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยไปลงทุนในต่างประเทศ พร้อมกันนั้นก็แสวงหาธุรกิจในต่างประเทศมาต่อยอด
น่าสังเกตว่า รชาเน้นความสำคัญที่การช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่เหมือนกัน แสดงว่าแม้จะลงทุนในต่างประเทศ แต่ก็ยังยึดแนวทาง “เติบโตไปด้วยกัน” ขององค์กร
สิ่งที่พบเห็น อาทิ การนำเมล็ดกาแฟที่ลาวปลูกมาใช้ในร้านคาเฟ่ อเมซอน

แนวทางดังกล่าว รชาบอกว่า OR เน้นที่การลงมือทำ คือถ้าทำแล้วใช่ ก็ Move on แต่ถ้าไม่ใช่ก็วกกลับ เพียงแต่ที่ผ่านมา OR โชคดี ที่ประเทศที่ไปลงทุน เช่น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ลาว มีพื้นฐานคุ้นเคยกับไทย สิ่งนี้ช่วยให้สินค้าไทยในประเทศเหล่านั้นได้รับความนิยมง่าย
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินกิจการในต่างประเทศของ OR สรุปได้ดังนี้
1.กัมพูชา ซึ่งถือเป็นบ้านหลังที่สองของ OR นั้น ณ เดือนสิงหาคม 2566 ธุรกิจ mobility หรือการจัดจำหน่ายน้ำมันผ่านปั๊มน้ำมันของ OR มี 169 สาขา มีคลังน้ำมัน 7 แห่ง ทำธุรกิจหล่อลื่น PTT Lubricants รวมถึงธุรกิจร่วมค้า เพื่อบริการน้ำมันเครื่องบิน ณ สนามบินแห่งชาติแห่งใหม่ กรุงพนมเปญ ซึ่งกำลังก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดทำการในไตรมาสสามปี 2567
ธุรกิจ Lifestyle ร้านค้าคาเฟ่ อเมซอน มี 231 สาขา ร้านสะดวกซื้อ 65 สาขา และมีแผนที่จะขยายธุรกิจคลังน้ำมันและก๊าซ LPG โรงงานผสมยางมะตอย รวมถึงการหาโอกาสดำเนินธุรกิจพลังงานอื่นๆ เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า EV station Pluz และ Battery Swapping
2.ฟิลิปปินส์ หลังจาก OR เข้าไปดำเนินการตั้งแต่ปี 2540 จนถึงสิงหาคม 2566 มีสถานีบริการ PTT Station 168 สาขา มีคลังน้ำมัน 4 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอน 17 สาขา จำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT Lubricants รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สนามบินในฟิลิปปินส์
3.สปป.ลาว ข้อมูล ณ สิงหาคม 2566 OR มีสถานีน้ำมัน PTT Station 54 สาขา ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto และ Procheck รวม 9 สาขา จำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants และร้านคาเฟ่ อเมซอน 87 สาขา ร้านสะดวกซื้อ จิฟฟี่ 28 สาขา ร้านชานม Pearly Tea 5 สาขา และอยู่ระหว่างศึกษาเกี่ยวกับการปลูกและค้าเมล็ดกาแฟร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่น โดยเน้นกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า
4.เวียดนาม OR ตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจ คาเฟ่ อเมซอน โดยในเดือนสิงหาคม 2566 มี 22 สาขา รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับโอกาสการค้าเมล็ดกาแฟร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่น เน้นสายพันธุ์โรบัสต้า
นอกจากนี้ยังแสวงหาโอกาสดำเนินธุรกิจอื่นๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต เช่น การค้า LNG และ LPG ในเวียดนาม
สำหรับประเทศโอมาน มาเลเซีย และญี่ปุ่น OR มีแผนเจาะตลาดเพิ่ม
โอมาน OR มีแผนเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน อีก 4 สาขาในปีนี้ และเพิ่มเป็น 19 สาขาในปี 2567
มาเลเซีย มีร้านคาเฟ่ อเมซอน2 สาขาในปีนี้ และเพิ่มเป็น 10 สาขาในปี 2567
ญี่ปุ่น เปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน เพิ่มเป็น 2 สาขาในปี 2567
ส่วน คาเฟ่ อเมซอน ที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา และจังหวัดเสียมเรียบ ซึ่งผู้สื่อข่าวร่วมคณะมีโอกาสเข้าไปดู พบว่าได้รับการต้อนรับจากชาวกัมพูชาและนักท่องเที่ยวอย่างคึกคัก
หลายร้านมีสถานที่ที่ตกแต่งสวยงาม บรรยากาศดี น่าเข้าไปนั่งดื่มกาแฟ
ขณะที่ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันของ OR โดยภาพรวมเท่าที่ได้รับฟังมาก็ได้รับความนิยม
ณ บัดนี้ มีสัดส่วนเป็นอันดับ 2 ของตลาดน้ำมันกัมพูชา
ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับการสยายปีกของ OR และเป็นสัญญาณดีที่ได้แลเห็นโอกาสที่จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
นั่นคือ เพิ่มสัดส่วน EBITDA ของกลุ่มธุรกิจ Global จาก 7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เป็น 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2570
นฤตย์ เสกธีระ

