เพลงหลวงปู่แหวน แสดงที่เชียงใหม่
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข อาสานำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงเพื่อหารายได้ปรับปรุงตัวอาคาร “สุจิณโณ” ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น อาคารอยู่ในโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อจะช่วยผู้ป่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งคณบดี ศาสตราจารย์นายแพทย์บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ ได้เน้นย้ำอย่างหนักแน่นว่าโรงพยาบาลสวนดอกนั้น ไม่ได้อยู่ในสภาพอนาถาแต่ประการใด เพียงต้องการปรับปรุงให้อาคารมีความสมบูรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย เป็นความตั้งใจจะยกฐานะของโรงพยาบาลให้มีคุณภาพ เมื่อมีผู้ป่วยเข้ามาในโรงพยาบาลแล้ว รู้สึกได้ว่าน่าเชื่อถือ มีความรู้สึกที่มั่นคงปลอดภัยในการรักษาความเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล
อาคาร “สุจิณโณ” เป็นชื่อหลวงปู่แหวน สุจิณโณ (16 มกราคม 2430-2 กรกฎาคม 2528) วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีคำสอนสำคัญๆ ว่า “เมื่อเกิดทุกข์ต้องแก้ที่ใจ” โดยกำหนดการแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2566 ที่สนามข้างอาคารสุจิณโณ เวลา 18.00-20.30 น. มีการแถลงข่าววันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2566 ที่โรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
การแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรกเป็นเพลงที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาชื่อ ชินบุตรแห่งโลกธรรม เริ่มด้วยบทกลอนเล่าเรื่องหลวงปู่แหวน ชีวิตความเป็นมา โดยหมอลำชื่อดัง ลำเพลิน วงศกร เพื่อจะเล่าเรื่องว่าหลวงปู่แหวนจากบ้านเกิดและเดินทางมาจากจังหวัดเลย มีกลิ่นของความเป็นอีสาน มีเสียงแคนและห่อด้วยเสียงสวด (ฮัม) เสียงของวงออร์เคสตรา มีเสียงฆ้องระฆัง เมื่อเข้าเขตภาคเหนือสู่เมืองเชียงใหม่ก็มีเสียงปี่จุม และที่ตื่นเต้นมากคือดาราอินเดียชื่อกากัน มาลิก (Gagan Malik) ซึ่งเคยรับบทแสดงเป็นพระพุทธเจ้า จะมาร่วมแสดงโดยสวดในงานครั้งนี้ด้วย
เพลงรำลึกถึงหลวงปู่แหวน เป็นการนำดนตรีมาประกอบเพลง เนื้อหาสื่อถึงความไพเราะของพระธรรม โดยนำมาเรียงร้อยใหม่ อาศัยคติและความเชื่อที่ว่า “เสียงน้อยกิเลสน้อย” (Monophony) เป็นเพลงเสียงเดียว มอบหมายให้คุณสาธิต แก้วกันยา ผู้วางโครงเล่าเรื่องหลวงปู่แหวน การวางเสียงดนตรีประกอบเรื่อง แล้วส่งให้ ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล นำไปเรียบเรียงเสียงประสานโดยใช้วงไทยซิมโฟนีห่อ มีเสียงฮัมของกลุ่มนักร้องวงปล่อยแก่ (เชียงใหม่และลำปาง) เหมือนกับบทสวดทั่วไป มีเสียงดนตรีตามท้องถิ่นต่างๆ สอดแทรกบอกความเป็นมาของชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเป็นงานทดลองนำออกแสดงครั้งแรกด้วย เพราะดนตรีนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ เมื่อต้องการดนตรีที่สื่อถึงความสงบทางจิตใจ ความงาม ความไพเราะ ดนตรีก็ต้องมีเสียงน้อย เรียบง่ายให้มากที่สุด เพื่อให้จิตใจนิ่ง สงบ มีสมาธิอยู่กับเสียงดนตรี
มนุษย์ในยุคแรกมีความกลัวเป็นพื้นฐาน กลัวความมืด กลัวความเงียบ กลัวเสียงดังๆ เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เกิดความรู้สึกกลัวขึ้น มนุษย์ก็ต้องทำพิธีกรรมเพื่อบูชาสิ่งที่เป็นธรรมชาติซึ่งมนุษย์ควบคุมไม่ได้ ทั้งตีเกราะเคาะไม้ให้มีเสียงดังๆ เพื่อจะขจัดความกลัวให้ออกไป ความอบอุ่นและความเชื่อมั่นก็จะกลับคืนมา มนุษย์จึงพอใจกับเสียงที่ได้สร้างให้ดังขึ้น ยิ่งเสียงไพเราะมากเท่าไหร่ ความกลัวก็จะออกไปนานเท่านั้น ความเชื่อของการสร้างเสียงดนตรีเพื่อขจัดความกลัวเป็นความเจริญและความสงบของจิตใจด้วย
ความเชื่อที่ว่า “เสียงน้อยกิเลสน้อย เสียงมากกิเลสมาก” ทุกศาสนาใช้ดนตรีเป็นสื่อเพื่อขจัดความกลัวและเป็นความอบอุ่นมั่นคง เมื่อมีเสียง บทสวดจึงมีความสำคัญยิ่ง พระสวดมีลักษณะเป็นเสียงเดียวทำนองเดียว เสียงที่ละเอียดประณีตเป็นเสียงคลาสสิก ส่วนเสียงที่หยาบก็ยังสามารถกระตุ้นต่อมความกลัวได้ เสียงหยาบจะกระตุ้นความรู้สึกทางกาย แต่เสียงที่ละเอียดสดใสจะกระตุ้นความรู้สึกของจิตใจ
เสียงใสใจสะอาด เสียงที่สะอาดสดใสออกมาจากจิตใจที่สะอาด ผู้นำและผู้มีอำนาจจะมีเสียงที่ดี เสียงดังกังวาน เสียงที่ดีจึงเป็นคุณสมบัติของผู้นำ เสียงผู้มีพลังย่อมมีบารมี ในทางวิทยาศาสตร์ เสียงเป็นพลังงาน (Energy) เสียงมีอำนาจ อำนาจของเสียงสร้างความเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหวทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา การพัฒนาทำให้เกิดความเจริญ ชุมชนและสังคมต้องการเสียงเพื่อเป็นพลังกระตุ้นและปลุกเร้าให้ทุกคนมีจิตใจที่ตื่นตัวอย่างสร้างสรรค์

เสียงเริ่มจากธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมเสียงจากธรรมชาติได้ แต่เสียงของมนุษย์เกิดจากตัวมนุษย์เอง มนุษย์จึงสามารถควบคุมเสียงของมนุษย์เองได้ เสียงดนตรีเป็นเสียงที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อขจัดความกลัว เมื่อเสียงดังความกลัวก็จะหลุดหายไป โดยที่เสียงดนตรีเริ่มต้นจากเสียงตีเกราะเคาะไม้ เสียงจังหวะ เสียงให้สัญญาณบอกเวลา บอกที่นัดหมาย บอกพื้นที่ของความศักดิ์สิทธิ์ เสียงทำให้พิธีกรรมมีความขลัง เพราะพลังของเสียงผ่านเข้าไปในรูขุมขน เสียงทำให้ขนลุก แต่เสียงดนตรีที่มนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์สามารถที่จะประดิษฐ์และควบคุมเสียงได้ ควบคุมให้เสียงดัง-เบา สั้น-ยาว สูง-ต่ำ เป็นต้น
เสียงกลอง เสียงฆ้อง เป็นเสียงของจักรวาลสื่อสารไปยังเทวดา (ผี) บนสวรรค์ ซึ่งเป็นอำนาจที่มนุษย์ไม่สามารถจะควบคุมได้ แต่เสียงดนตรีสามารถสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ได้ เสียงร้องของมนุษย์สามารถทำได้หลายเสียง นอกจากดนตรีจะเป็นเสียงที่สื่อสารกับสวรรค์ได้แล้ว เสียงดนตรียังใช้ขจัดความกลัว เสียงดนตรียังเป็นรางวัลที่ถวายให้แก่ผีและเทวดา ด้วยการทำดนตรีประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ในงานแสดงครั้งนี้ มีเพลงทดลองที่เรียบเรียงขึ้นใหม่ขึ้นโดยเฉพาะ คือ เพลงทุกข์เพราะคิด เป็นการนำคำสอนของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ มารวบรวมเรียบเรียงเป็นเนื้อเพลง โดยรักษาคำสอนที่มีอยู่เดิม ดังนี้
ทุกข์เพราะคิด
“เมื่อเกิดทุกข์ต้องแก้ที่ใจ ทุกข์เพราะคิด มีเกิดก็มีดับ เกิดมาทั้งทีเอาดีให้ได้ ตายทั้งทีเอาดีฝากไว้ อุปสรรคเป็นปัญหา เป็นที่มาของความสำเร็จ
เมื่อเกิดทุกข์ต้องแก้ที่ใจ ใช้ปัญหาเป็นกระจกส่อง จะมองเห็นจิตใจตนเอง พึงทำแต่ความดี เพราะกรรมเป็นผู้ลิขิตชีวิตคุณ แยกชิ้นส่วนออกได้ ก็ไร้ตัวตนให้ยึดถือ ยึดถือสิ่งใดก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น
คนท้อไม่แท้ คนแท้ไม่ท้อ สิ่งสมมุติทั้งหลายเป็นเพียงเครื่องหมายรู้ เมื่อเกิดทุกข์ต้องแก้ที่ใจ”

การค้นหารวบรวมคำสอนของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ได้จากประวัติของหลวงปู่แหวน การเดินทางไปวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีคำสอนติดอยู่ตามต้นไม้ เชื่อว่าลูกศิษย์เป็นผู้เขียนติดไว้ อีกส่วนหนึ่งมีญาติโยมที่มีความศรัทธาได้นำคำสอนของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ออกเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ เมื่อรวบรวมแล้ว จึงนำมาเรียบเรียงให้เหมาะเป็นเพลง แล้วนำไปใส่ทำนองให้เป็นเพลงร้อง
ส่งเนื้อร้องที่เรียบเรียงใหม่ให้แก่อาจารย์กิตติ ศรีเปารยะ เพื่อใส่ทำนอง โดยต้องการให้เสียงร้องของผู้หญิงเสียงสูง (โซปราโน) เป็นเพลงช้าโหยหวน แล้วมอบให้ ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล เรียบเรียงให้แก่วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งก็ถูกตั้งคำถามว่า “จะเชื่อได้อย่างไรว่าเป็นคำสอนของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ จริง” จึงให้ข้อมูลตามที่อธิบายไว้เป็นหลักฐาน เพราะเชื่อตามที่ค้นพบ แต่ทุกคำสอนเป็นเรื่องที่ดี ควรแก่การปฏิบัติด้วยตนเองจริงทั้งสิ้นจึงจะสำเร็จ
อีกเพลงหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับงานนี้ คือ เพลงอมตะ เขียนเนื้อร้องและใส่ทำนองโดยคุณดังตฤณ (ศรันย์ ไมตรีเวช) เพื่อมอบให้ชาวพุทธทั้งหลาย เป็นเพลงช้าเสียงโซปราโนเช่นเดียวกัน
ในส่วนที่สองชื่อ พระอริยสงฆ์ในพระราชหฤทัย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีความผูกพันและศรัทธาหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ทรงรับรักษาดูแลหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ที่โรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ แผ่นดินของเรา ลมหนาว ในดวงใจนิรันดร์ พระมหามงคล เพลินภูพิงค์ แสงเทียน มาแสดงในครั้งนี้ด้วย
ท่อนท้ายของการแสดง ได้นำบทเพลงที่เป็นมรดกของเชียงใหม่ ชุมนุมเพลงเหนือ ชุมนุมเผ่าไทย สาวเชียงใหม่ ดอกไม้เมือง กุหลาบเวียงพิงค์ ลูกข้าวนึ่ง สาวมอเตอร์ไซค์ ล่องแม่ปิง หมู่เฮาชาวเหนือ เป็นต้น โดยมีนักร้องคนสำคัญๆ ของเชียงใหม่ อาทิ แอ๊ด เดอะสะล้อ (ภานุทัต อภิชนาธง) อ้อม รัตนัง (มณีรัตน์ รัตนัง) ไก่ พรรณนิภา (พรรณนิภา จิระศักดิ์)
การแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราครั้งนี้ ได้ชักชวน ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ไปวาดรูปหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ด้วย เพื่อจะนำภาพไปประมูลและมอบรายได้สมทบให้แก่โรงพยาบาลสวนดอกต่อไป

