สานสันติ สมานฉันทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้อนที่มา หาทางออก (เลิก) ‘บูลลี่’ มรดกวัฒนธรรม

31.10.23 | 12:30 น.

สานสันติ สมานฉันทะ ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้อนที่มา หาทางออก (เลิก) ‘บูลลี่’ มรดกวัฒนธรรม

ทบทุกวันนี้ เราจะเห็นความขัดแย้ง ยั่วยุกันไปมาหรือว่า‘บูลลี่’ กันระหว่างคนไทยกับกัมพูชาในเรื่องมรดกวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ความขัดแย้งยั่วยุไปมานี้ได้ก่อตัวมานาน แต่นานตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครจดจำหรือหมายรู้ได้ หรือมีรากสาเหตุที่เริ่มต้นมาจากอะไรก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวที่บางครั้งก็เป็นเรื่องของน้ำผึ้งหยดเดียว เช่น กรณีกบ สุวนันท์ นางเอกหนังทีวีเรื่อง ดาวพระศุกร์ เมื่อ 20 ปีก่อน ที่มีความเข้าใจผิดกันและยั่วยุไปมาจนรุนแรงถึงขั้นมีการเผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญ

ปราสาทหินพิมาย

ถ้าถามว่า ทำไมเรื่องพวกนี้จึงถูกจุดไฟติด จึงสามารถยั่วยุกันจนก่อตัวเป็นม็อบ ที่สร้างความรุนแรงกันได้? ถ้าคำตอบนั้นว่าเป็นเพราะรักชาติ เพราะหวงแหนวัฒนธรรม คำตอบแค่นี้คงไม่เพียงพอที่จะอธิบายพฤติกรรมร่วมที่พร้อมจะบูลลี่กันไปมาระหว่างคนทั้งสองชาตินี้ได้

คำอธิบายจากบทเรียนเรื่อง ‘ลิงห้าตัว’

คำอธิบายในเรื่องที่การกระทำเรื่องหนึ่งๆ แบบพฤติกรรมหมู่ในสังคมจนเป็นเหมือนกับปรากฏการณ์ที่รู้ หรือคาดเดาได้ว่า ในสถานการณ์อย่างนั้น คนในสังคมจะกระทำ หรือสนองอย่างนี้แบบแทบจะตายตัว หรือแน่นอนเลย แต่พอถามคนในสังคมว่า ทำไมจึงต้องทำแบบนี้? คำตอบที่ได้คือ ไม่รู้ ที่ทำก็เพราะทำตามๆ กันมา

Advertisement

นักจิตวิทยาได้ศึกษาเรื่องนี้ โดยทำการทดลองในลิงห้าตัว (ดูยูทูบเรื่อง Five monkeys) โดยการเอาลิง 5 ตัวใส่ในกรงขนาดใหญ่ที่มีกล้วยหวีหนึ่งแขวนห้อยอยู่และมีบันไดในกรงสำหรับให้ลิงปีนขึ้นไปหยิบกล้วยได้ แต่พอมีลิงปีนบันไดขึ้นไปใกล้จะหยิบกล้วย นักวิจัยก็จะฉีดน้ำที่เย็นจัดใส่ลิงทุกตัว ซึ่งลิงไม่ชอบ

นักวิจัยได้ฉีดน้ำเย็นจัดใส่อย่างนี้อีก 2-3 ครั้ง เมื่อมีลิงปีนไปกำลังจะหยิบกล้วย แล้วเลิกฉีดน้ำ หลังจากนั้นเอาลิงออกหนึ่งตัวแล้วเอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไปแทนหนึ่งตัว ลิงตัวใหม่ที่ไม่เคยถูกฉีดน้ำก็จะปีนบันไดเพื่อจะไปหยิบกล้วยมากิน ลิงชุดเก่าทั้ง 4 ตัวก็จะกระชากลิงตัวใหม่ลงมาสกรัมจนบอบช้ำ ต่อมาเขาเอาลิงชุดแรกออกอีกหนึ่งตัว แล้วแทนที่ด้วยลิงชุดใหม่หนึ่งตัว

ลิงตัวใหม่นี้ก็จะปีนบันไดจะไปหยิบกล้วยมากิน มันก็ถูกกระชากลงมาสกรัมโดยลิงชุดแรก 3 ตัว และลิงตัวใหม่ซึ่งไม่เคยรู้เรื่อง หรือมีประสบการณ์การถูกฉีดด้วยน้ำเย็นก็ร่วมรุมลงโทษลิงตัวใหม่ด้วย ต่อมาก็เปลี่ยนลิงชุดเก่าออกทีละตัวแล้วเปลี่ยนลิงใหม่เข้าไปหนึ่งตัวแทน ก็จะเกิดเหตุการณ์รุมลงโทษลิงตัวใหม่ทุกครั้งที่มันปีนไปจะหยิบกล้วย จนในที่สุดภายในกรงก็เป็นลิงชุดใหม่ทั้ง 5 ตัว ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ถูกฉีดน้ำเย็นจัดมาก่อนเลย และไม่รู้ว่าที่ลิงชุดก่อนทำร้ายมันเป็นเพราะอะไร รู้แต่ว่า ถ้าปีนไปหยิบกล้วยจะถูกลงโทษ ผู้วิจัยสรุปว่า คำตอบของเรื่องนี้ ถ้าถามลิงชุดที่สองว่าทำอย่างนั้นกันทำไม? ถ้าลิงมันพูดได้ มันคงตอบว่า “ไม่รู้สิ เห็นแถวนี้เขาทำกันอย่างนี้ ก็เลยทำตามๆ กันไป”

จึงเป็นอันสรุปได้ว่าพฤติกรรมการบูลลี่กันยั่วยุกันก็เป็นไปในทำนองนี้ คือเขาทำกันมาอย่างนี้ก็ทำตามๆ ไป

บางคนอาจจะว่ามันเป็นการแสดงความรักชาติหวงแหนวัฒนธรรม ว่าไปนั่น จริงๆ แล้วคำอธิบายที่น่าจะตรงกว่า คือ เป็นความคลั่งชาติ (Blind Patriotic) ที่ทำตามๆ กันมาเป็น
กระแส ‘ทั้งสองฝ่าย’

ดังนั้น ท่าทีของคนในชาติของทั้งไทยและกัมพูชา ควรจะต้องเคารพความเป็นชาติ ความเป็นเอกราชของกันและกัน และในฐานะปัจเจก การพูดจาในเชิงดูหมิ่นดูแคลน หรือพูดจาทับถมกัน ก็เหมือนกับการเบียดเบียนกันทางใจทางวาจา ซึ่งสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่า หรือขั้นเกิดมีการเบียดเบียนกันทางกายขึ้นได้ และ
ภาวการณ์สู้รบเอาชนะกัน หรือการทำสงครามก็จะตามมาได้

ปราสาทนครวัด

‘มรดกโลกร่วมสองชาติ’
สมานฉันทะ กรณีศึกษา สหรัฐ-แคนาดา

องค์การยูเนสโกเองที่ตั้งเรื่องให้มีคณะกรรมการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติที่มีคุณค่าในแต่ละประเทศให้ยกระดับขึ้นมาเป็น ‘มรดกโลก’ เพื่อเชิดชูความงดงามและคุณค่าให้สูงขึ้นมากกว่าระดับ ‘ของประเทศ’ นั่นคือการสร้างจิตสำนึกว่าวัฒนธรรมและมรดกวัฒนธรรมของกลุ่มคนในอดีตที่มีวิวัฒนาการผ่านมาในหลายๆ พื้นที่ที่ผ่านการเรียนรู้ เคลื่อนตัว ถ่ายทอดความรู้ ผสมปนเปสายเลือดเผ่าพันธุ์ไปมาร่วมหลายพันปี ยูเนสโกมองว่านี่คือวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ในระดับสากล ไม่มองคับแคบแบบแค่ความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเป็นระดับชาติหรือประเทศ ดังนั้น คำว่า “มรดกโลก” จึงกินความหมายที่กว้างและลึก มากกว่าการแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของคนกลุ่มหนึ่งๆ หรือประเทศหนึ่งๆ เท่านั้น

ในหน้าเว็บขององค์การยูเนสโก ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรที่แปลได้ว่า ‘ด้วยสงครามได้ถูกเริ่มขึ้นในระดับจิตใจของมนุษย์ทั้งหญิงและชาย การปกป้องสันติภาพจึงต้องถูกสร้างขึ้นในระดับจิตใจ’ การจะแก้ไขอะไรในระดับจิตใจได้ จะต้องสร้างการเรียนรู้ที่จะยกระดับจิตใจมนุษยชาติให้สูงขึ้น มรดกโลกก็คือ เป้าหมายหนึ่งที่ยูเนสโกหวังว่าจะเป็นการนำไปสู่การเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพโลก

ดังนั้นการยอมรับและขึ้นทะเบียนให้ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ และบริบทเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกเมื่อเดือนที่แล้ว ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของคนในชาติและรัฐบาล แต่กลับพบว่าศรีเทพได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมที่ถูกนำมาใช้บูลลี่กันไปมาทั้งชาวกัมพูชาและไทยในรูปแบบต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ที่มากขึ้นจนน่าตกใจ ซึ่งถ้าเราสงบจิตใจพิจารณาในเรื่องนี้ดีๆ จะเห็นได้ว่า การบูลลี่กันนี้มันสวนทางกับเป้าประสงค์ของยูเนสโก ที่ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เพื่อให้มีการศึกษาและสร้างความเชื่อมโยงไปสู่สันติภาพโลก

ตัวอย่างอเมริกาและแคนาดา ในการสมานฉันทะ ด้วยการเสนอขอมีมรดกโลกร่วมสองชาติ

ตัวอย่างที่ดีที่น่าศึกษาและเอาเป็นแบบอย่างคือกรณี มรดกโลกร่วมสองชาติระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในเกณฑ์ทางธรรมชาติของ The Waterton-Glacier International Peace Park โดยการรวมเอาอุทยานแห่งชาติ Water Lakes National Park ในเขตรัฐ Alberta ในแคนาดา และ Glacier National Park ในเขตรัฐ Montana ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วม แคนาดา-สหรัฐอเมริกาในปี 1995 การบริหารงานในพื้นที่ของแต่ละประเทศ เป็นความรับผิดชอบของแต่ละประเทศ โดยมีช่องทางผ่านเข้าออกประเทศเพียงช่องทางเดียว

ปราสาทหินพนมรุ้ง

ไทย-กัมพูชา หาจุดร่วม สงวนจุดต่างได้อย่างไร?

ไทยกับกัมพูชามีวัฒนธรรมร่วมในส่วนสังคมและคนที่พูดภาษามอญ-ขอมมานับร่วมพันกว่าปีในเขตพื้นที่เขตที่ราบสูงโคราช เช่น พบศิลาจารึกของพระเจ้าจิตรเสนหลายหลักในเขตลุ่มน้ำมูล ที่มีอายุร่วม 1,300 ปีก่อน ตามมาด้วยการมีหลักฐานว่ากลุ่มกษัตริย์ในราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองพื้นที่ในเขตเมืองพิมายในปี พ.ศ.1623 และมีกษัตริย์สืบต่อมาอีก 11 องค์ที่ได้ปกครองเมืองพระนครถึงปี พ.ศ.1879 เชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระเป็นต้นวงศ์ของกษัตริย์อีกหลายพระองค์มีถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มน้ำมูล บริเวณปราสาทพนมวัน ปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง และบริเวณเมืองละโว้ โดยส่วนใหญ่แล้วราชวงศ์มหิธรปุระมีฐานอำนาจตั้งแต่เทือกเขาพนมดงรักขึ้นไปทางเหนือ แต่กษัตริย์ในสายมหิธรปุระหลายพระองค์ที่ได้กลับหรือไปครองเมืองพระนครในเขตโตนเลสาบที่เมืองเสียมเรียบในปัจจุบัน ที่มีบทบาทมากๆ เช่น พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างปราสาทนครวัด นักวิชาการหลายท่านได้ลงความเห็นว่าปราสาทหินพิมายมีส่วนได้ถูกใช้เป็นต้นแบบการสร้างปราสาทนครวัด และ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่นักประวัติศาสตร์นับให้เป็นกษัตริย์เขมรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่ง เป็นผู้สร้างปราสาทบายนในเมืองนครธม สร้างบ้านมีไฟ หรือที่พักคนเดินทางที่ก่อสร้างด้วยศิลา ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าธรรมศาลา ซึ่งในจารึกปราสาทพระขรรค์มีจารึกว่า พระองค์สร้างธรรมศาลานี้ 121 แห่งอยู่ตามเส้นทางเดินทางออกจากนครธม ในจำนวนนั้นมี 17 แห่งตามเส้นทางการเดินทางออกจากเมืองนครธมไปยังเมืองพิมาย โดยระบุว่ามี 8 แห่งในเขตกัมพูชา และ 9 แห่งในเขตไทย ที่มีชื่อเรียกเส้นทางนี้ว่า ‘ราชมรรคา’

ปราสาทเมืองต่ำ

การร่วมเสนอขอมรดกโลกทางวัฒนธรรม
‘สองแผ่นดิน’ แห่งแรกของโลก

การศึกษาวิจัยเส้นทางราชมรรคาได้เคยได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ชื่อโครงการ “ค้นหาและพัฒนาสารสนเทศของราชมรรคาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (LIVING ANGKOR ROAD)” ในปี 2548 โดยเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยไทยและกัมพูชา

ในปี 2547 ได้มีการเสนอขอขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเพื่อขอพิจารณาเป็นมรดกโลกในส่วนของ เส้นทางวัฒนธรรมพิมาย ปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ ที่ครอบคลุมถึงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นราชมรรคาในฝั่งไทย ปรากฏว่ารายการนี้ไม่ได้มีการส่งข้อมูลในเชิงละเอียดเพื่อการพิจารณาเลย และได้ถูกถอนออกจากบัญชีฯในปี 2562

เส้นทางสำคัญและโบราณสถาน 17 แห่ง ที่เรียกว่าธรรมศาลา หรือบ้านมีไฟที่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่ยืนยันความเชื่อมโยงสองแผ่นดินไทย-กัมพูชานี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นช่วงหนึ่งของปฏิสัมพันธ์และวิวัฒนาการของมนุษยชาติกลุ่มที่พูดภาษามอญ ขอม ไต-กะไดภายใต้ภูมิสังคมที่ครอบคลุมพื้นที่ในอดีตของรัฐชาติที่เป็นไทยและกัมพูชาอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่เป็นมรดกวัฒนธรรมร่วมของทั้งสองชาติที่ไม่ต้องโต้แย้ง หรือแย่งชิงกันเป็นเจ้าของ สิ่งที่ควรทำของเพื่อนบ้านสองหลังนี้ ไทย-กัมพูชา คือ ร่วมมือกันเอาข้อมูลที่ทั้งมีการศึกษาวิจัยร่วมกัน หรือที่ต่างได้ทำเพิ่มเติมของเส้นราชมรรคาในพื้นที่ประเทศของตน มาทำโครงการข้อเสนอขอขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อขอพิจารณาเป็นมรดกโลกร่วมสองแผ่นดินทางวัฒนธรรม (กรรมสิทธิ์บนพื้นที่และทรัพย์สินยังคงเป็นของเจ้าของประเทศเหมือนเดิม เพียงแต่เป็นการเชื่อมต่อเส้นราชมรรคาในฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทยให้การเดินทางเข้าออกไปได้ตลอดเส้นราชมรรคา แน่นอนที่ต้องมีการเพิ่มเติมเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองและระบบด่าน) ทั้งสองประเทศต้องตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-กัมพูชาที่ผ่านการรับรองและเห็นชอบโดยผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศ เพื่อดำเนินการจัดทำข้อเสนอต่อยูเนสโก

ในการนำเสนอเรื่องนี้ร่วมกัน จะเป็นการสร้างบริบทใหม่แก่สากลโลกในเรื่องการร่วมมือกันในเรื่องมรดกวัฒนธรรมร่วมระหว่างสองชาติ เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนส่วนใหญ่ของแต่ละชาติและผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลมีจิตใจคับแคบ ขาดฉันทะ เพราะความคิดแบบตัวกูของกูจะเป็นใหญ่ จะครอบงำจิตใจ ที่ส่งผลทำให้พฤติกรรมการกระทำออกมาในรูปแบบขัดแย้ง แย่งชิง เอาเปรียบที่ท้ายสุดสามารถนำไปสู่ความรุนแรงแบบสู้รบ หรือสงครามได้ในอนาคตอย่างที่เกิดในตะวันออกกลาง

การนำเสนอเรื่องนี้ร่วมกันของไทยและกัมพูชา ถ้าเกิดขึ้นจริง ทางยูเนสโกเองก็คงอยากจะรีบให้ เพราะการที่สองประเทศไทย-กัมพูชา ที่มีเรื่องบาดหมางกันในเรื่องเขตแดนบ้าง การอ้างสิทธิในความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมบ้าง ที่นำไปสู่การบูลลี่กันไปมาอย่างไม่มีใครจะไปจัดการอะไรได้ แต่การที่ทั้งสองชาติได้กลับมาทบทวนเรื่องเหล่านี้จะนำไปสู่การตกผลึกทางความคิดของคนในชาติทั้งสองใหม่ว่า

นี่คือจุดเริ่มต้นของมรรคาที่นำไปสู่สันติภาพของราชอาณาจักรทั้งสอง ไทยและกัมพูชา

ดร.ดำรง ลีนานุรักษ์
อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้