คอนเสิร์ตฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก : เทคนิคล้วนเท่าทันกันหมด ความจริงใจสิ คือตัวตัดสิน

คอนเสิร์ตฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก : เทคนิคล้วนเท่าทันกันหมด ความจริงใจสิ คือตัวตัดสิน

หลังสิ้นสุดการแสดงคอนเสิร์ตของวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก (Hongkong Philharmonic Orchestra) ในบ่ายวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2566 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร อ.ศาลายา จ.นครปฐม วาทยกรหนุ่ม “ลิโอ คูโอแมน” (Lio Kuoman) กล่าวคำขอบคุณด้วยความประทับใจ ในใจความที่ว่า “ด้วยความประทับใจ…นี่เป็นการมาแสดงครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ของวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก…” นี่เป็นคำกล่าวที่ผิดพลาดอยู่สองประการ ประการแรกที่นั่นไม่ใช่ “กรุงเทพฯ” (แต่ติดเขตแดนกรุงเทพฯ) ประการที่สอง นี่ไม่ใช่การมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก มันคือการมาครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรกน่าจะราวๆ 30 ปี! (ขออภัยที่จำปี พ.ศ. ที่เขามาแสดงครั้งแรกไม่ได้) นี่คือความผิดพลาดอันแสนจะเล็กน้อยมากสำหรับพวกเขา เพราะสิ่งที่เหลือทั้งหมดที่พวกเขามามอบให้แฟนเพลงชาวไทยคือ หนึ่งในการแสดงดนตรีอันแสนจะน่าประทับใจอยู่ในความทรงจำของอาคันตุกะทางดุริยางคศิลป์จากแดนไกล

ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ชมการบรรเลงของฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้แต่คาดการณ์มาตรฐานของวงดนตรีวงนี้ล่วงหน้าก่อนการชมในครั้งนี้ ซึ่งก็มิได้ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ พวกเขามีมาตรฐานการบรรเลงเชิงเทคนิคที่สูงแบบในระดับที่เราเรียกได้ว่า “นานาชาติ” ได้อย่างไม่ต้องยั้งปาก มาตรฐานในระดับที่ถ้าให้หลับตาฟังเราก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเสียงนี้คือเสียงจากวงออร์เคสตราในแถบยุโรป, เอเชีย หรือสหรัฐอเมริกา เป็นระดับความสามารถเชิงเทคนิคที่เทียบเท่ากันในทุกภูมิภาคทั่วโลก ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยนั่นก็คือ มาตรฐานการศึกษาทางดนตรีที่สูงขึ้นมากทั่วโลกในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สามารถผลิตนักดนตรีที่มีคุณภาพสูงจากสถาบันดนตรีที่มีครูอาจารย์แลกเปลี่ยนข้ามไป-มาในทุกภูมิภาค นี่คือภาพแห่งการผลิต “อะไหล่วงออร์เคสตรา” ชั้นยอด คุณภาพสูงออกสู่ตลาดมากมาย ขั้นต่อไปก็คือ ความจริงแห่งชีวิต ด้วยการออกหางานประจำทำ นั่นก็คือการสอบชิงตำแหน่งเก้าอี้ต่างๆ ในวงออร์เคสตราอย่างดุเดือด วงออร์เคสตราต่างๆ จึงเปรียบเสมือน องค์กร, บริษัท ที่บัณฑิตทางดนตรีพากันไปสมัครเข้าแย่งตำแหน่งในที่ทำงาน องค์กร, บริษัทต่างๆ มีระดับชั้นที่ไม่เท่ากัน ใครๆ ก็อยากเข้าบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคง, สวัสดิการดี และในภาพเปรียบเทียบนี้ “ฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิก” คือองค์กรทางดนตรีระดับนานาชาติ ที่มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ เป็นที่ปรารถนาของนักดนตรีทั่วโลกที่จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก องค์กรจึงสามารถคัดเลือกบุคลากรที่สูงด้วยคุณภาพได้ตามความปรารถนา และมาตรฐานระดับนานาชาตินั้น ก็ได้สะท้อนแสดงผลอย่างชัดแจ้งเป็นที่ประจักษ์ในการแสดงคอนเสิร์ตของพวกเขาในครั้งนี้

การเลือกเปิดรายการด้วยบทเพลง “ลา วอลซ์” (La Valse) ของ “มัวริซ ราเวล” (Maurice Ravel) ดุริยกวีชาวฝรั่งเศสแห่งปลายศตวรรษที่ 19 เป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาด ยังประโยชน์ให้กับผู้ชมมากกว่า การเปิดด้วยบทโหมโรงคอนเสิร์ต (Concert Overture) สนุกสนานธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แอบเสียดายแทนผู้ชมบางส่วนที่อาจจะยังไม่รู้จัก หรือเข้าใจที่มาของบทเพลงนี้อย่างดีพอ ใครที่ไม่เข้าใจที่มาที่ไปของบทเพลงอาจจะรู้สึกถึงความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนของบทเพลงแนวทำนองที่ไม่ชัดเจนต่อเนื่อง, ประโยควลีทางดนตรีที่ขาดวิ่น, การดำเนินจังหวะดนตรีที่ตะกุกตะกัก ในภาพรวมๆ มันเสมือน “วอลซ์ขาเป๋” กะโผลกกะเผลก บางช่วงก็เสมือนจะชัดเจนต่อเนื่องแล้วก็กลับไป ตะกุกตะกักอัดอั้นขาดตอน เข้าตำราที่ว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” นี่คุณ (ราเวล) จะนำเสนออะไรแก่พวกเรา? และถ้าหากท่านรู้สึกได้ดังนี้ ราเวลก็คงจะดีใจและขอบคุณที่เสียงดนตรีของเขาได้สื่อสารกับผู้ฟังได้สำเร็จลุล่วงแล้ว น่าเสียดายก็ตรงที่ถ้าหากผู้ฟังไม่รู้ความหมายแฝง ที่ราเวลต้องการจะสื่อทั้งหมดแล้วก็อาจจะได้แค่ความรู้สึกอึดอัดอัดอั้นทางดนตรีดังที่กล่าวมา

Advertisement

นี่คืออัจฉริยภาพของราเวลอย่างแท้จริงในการประพันธ์ผลงานชิ้นนี้ ผู้เขียนไม่เคยได้ยินใครเรียก หรือยกตัวอย่างผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นดนตรีแนว “ภาพแห่งรอยประทับในความรู้สึก” (Impressionism) แต่บทเพลงนี้ได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์แบบในตัวของมันเองด้วยเสียงดนตรี บทเพลงนี้คือผลงานแบบกึ่งดนตรีเล่าเรื่อง หรือบรรยายภาพ มันคือผลงานที่เดิมทีเขาต้องการจะเขียนเพื่อเป็นการแสดงคาราวะต่อ “โยฮันน์ ชเตราส์” (Johann Strauss) ราชาเพลงวอลซ์ ที่เพิ่งจะลาจากโลกไปได้ไม่ถึง 10 ปี ในตอนนั้น และแล้วสังคมยุโรปอันงดงามด้วยเสียงดนตรีและเพลงวอลซ์ก็มีอันสะดุด ซวนเซ ด้วยการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ความโหดร้ายของการเข่นฆ่ากันครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ ราเวลถูกเกณฑ์เป็นทหารรับใช้ชาติในสงคราม หลังสงครามจบลง ราเวลกลับมาเขียนบทเพลงนี้ใหม่บรรยายภาพ อดีตอันรุ่งเรืองงดงามในยุคของโยฮันน์ ชเตราส์ ด้วย “ภาพแห่งความฝันในอดีต” มันจึงเป็นภาพการเต้นรำจังหวะวอลซ์ที่ไม่ชัดเจน, ขาดๆ วิ่นๆ เลือนรางในความรู้สึก วอลซ์ที่ผ่านความโหดร้ายแห่งสงครามโลก มันจึงเป็นวอลซ์ที่บาดเจ็บ, พิกลพิการ ซึ่งราเวลใช้แนวคิด “อิมเพรสชั่นนิซึม” วาดมันออกมาได้อย่างซาบซึ้ง

มันคือดนตรีที่เล่นอยู่กับการผสมสีสันทางดนตรี (Tone Color) ราเวลเขียนสกอร์ดนตรีอย่างทรงประสิทธิภาพ มันเกี่ยวเนื่องอยู่กับเทคนิคของนักดนตรีในวงว่าจะถ่ายทอด “มโนทัศน์” (Concept) นี้ออกมาได้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และสมาชิกของวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกก็สำแดงให้เห็นความเป็นเลิศในการผสมสีสันทางเสียง พวกเขาบรรยายภาพอดีตอันเคยรุ่งเรือง (แต่ผ่านความโหดร้าย) นี้ผ่านเสียงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกว่าได้ ยลภาพเขียนนี้ที่ “ลอยอยู่ในม่านเมฆ” ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ทางวงคิดไม่ผิดจริงๆ ที่คัดเลือกบทเพลงที่มีความยาวไม่มากนักชิ้นนี้ขึ้นมาเปิดรายการ มันให้ประสบการณ์ทางเสียงดนตรีอันวิจิตร มากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้กับบทโหมโรงคอนเสิร์ตแบบอึกทึกโครมคราม ที่ไม่ได้สร้างความล้ำลึกในสุนทรีย์ทางดนตรีแบบผลงานชิ้นนี้

การเลือกบทเพลง เปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 1, ในบันไดเสียง ซีไมเนอร์, ผลงานลำดับที่ 35 ของ “ดมิทริ ชอสตาโควิช” (Dmitri Shostakovich) ดุริยกวีชาวรัสเซีย มาบรรเลงเป็นบทเพลงลำดับที่สองของรายการนั้น ส่วนหนึ่งก็คงด้วยวัตถุประสงค์ในอันที่จะนำเสนอการบรรเลงเดี่ยวโดยศิลปินเดี่ยวชาวไทยสองคนนั่นก็คือ “ภูมิ พรหมชาติ” ศิลปินเดี่ยวเปียโน และ “นิติภูมิ บำรุงบ้านทุ่ม” ศิลปินเดี่ยวทรัมเป็ต ซึ่งนิติภูมินั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ต (Principal Trumpet) ประจำวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกอีกด้วย ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มเครื่องดนตรีที่เป็นชาวไทยแท้ๆ ที่น่าภาคภูมิใจ บทเพลงนี้อยู่ในลักษณะแนวคิดของดนตรีในลักษณะ “คลาสสิกใหม่” (Neo Classic) ที่ย้อนไปในสมัยบาโรก (Baroque) ด้วยการนำเสนอบทบาทการแสดงเดี่ยวของเครื่องดนตรีทั้งสองให้มีความโดดเด่นใกล้เคียงกัน แบบที่เรียกกันว่า “ดับเบิลคอนแชร์โต” (Double Concerto)

การคัดเลือกบทเพลงนี้มาบรรเลงยังมีความเหมาะสมอีกประการหนึ่งในด้านการอวดความเป็นเลิศทางเทคนิคและพลังทางดนตรี ซึ่งศิลปินเดี่ยวชาวไทยทั้งสองคนและกลุ่มเครื่องสายวงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกนั้นเปี่ยมด้วยคุณสมบัติ ทั้งด้านเทคนิค, ความคล่องแคล่วและพลังทางดนตรีเป็นที่เด่นชัด ภูมิ พรหมชาติ เป็นศิลปินเดี่ยวเปียโนชาวไทยที่จัดได้ว่ากำลังมาแรงในแถวหน้าทีเดียว มีประสบการณ์การแสดงในระดับนานาชาติที่คร่ำหวอด ความคล่องแคล่วทางเทคนิคเป็นที่ประจักษ์ชัดโดยเฉพาะความเร็วของนิ้วมือในช่วงประโยคเพลงที่วิ่งเร็วๆ นั้นแทบจะต้องใช้คำว่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะในท่อนสุดท้ายในช่วงการย้อนกลับมาของแนวทำนอง “รอนโด” (Rondo = แนวทำนองหลักของท่อนสุดท้าย), นิติภูมิบรรเลงเดี่ยวทรัมเป็ตเคียงคู่ด้วยเทคนิคและความแม่นยำที่ไม่ได้อ่อนด้อยกว่ากัน ส่วนกลุ่มเครื่องสายของฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกนั้นจัดว่าเป็นเลิศทีเดียว สมบูรณ์พร้อมทั้งความแม่นยำ, กลมกลืน และพร้อมเพรียงในบทเพลงนี้แบบไร้ตะเข็บ ตอบสนองวัตถุประสงค์ของบทเพลงได้อย่างไม่หายหกตกหล่น จนทำให้ผู้เขียนอยากจะฟังบทเพลงซิมโฟนี (Symphony) ของชอสตาโควิชจากวงดนตรีนี้ขึ้นมาทันที เพราะรู้สึกได้ว่ากลุ่มเครื่องสายของวงดนตรีนี้มี “น้ำเสียงชอสตาโควิช” (Shostakovich Sound) แฝงอยู่ในตัวอยู่ลึกๆ

บทเพลงเอกของรายการคือ “ซิมโฟนิก สวีท” (Symphonic Suite) ที่มีชื่อว่า “เชเฮราซาด” (Scheherazade) ผลงานการประพันธ์ของ “นิโคไล ริมสกี-คอร์ซาคอฟ” (Nikolai Rimsky-Korsakov) นักประพันธ์ดนตรีชาวรัสเซียแห่งยุคโรแมนติก อันแทบจะเป็นการประกาศก้องอยู่กลายๆ ว่า วงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกนี้มีความเป็นเลิศทางเทคนิคในทุกหมวดหมู่เครื่องดนตรีและในระดับรายตัวบุคคล เพราะริมสกี-คอร์ซาคอฟ ได้เขียนประโยคเพลงแนวการบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ แทรกเอาไว้โดยตลอดทั้งบทเพลง นับแต่การประกาศก้องของกลุ่มเครื่องลมทองเหลือง (กลุ่มแตร) ที่เปิดเริ่มต้นบทเพลงอย่างกึกก้องอันเป็นเสมือนภาพลักษณ์ของสุลต่านชาคริอาร์ (Schakhriar) กษัตริย์ผู้มีอารมณ์ร้อนแรง เป็นการบรรเลงที่เต็มไปด้วยพลังความน่าสะพรึงหนักแน่น, สง่างาม และไม่แผดกร้าวแบบแสบแก้วหู มีความผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเสียงเดียวกัน การบรรเลงเดี่ยวไวโอลินของหัวหน้าวง (Concert Master) ที่ต้องเน้นชื่อว่า “จิง-หวัง” (Jing Wang) นั้น แสนจะงดงาม, ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกทีเดียว เขาสวมบทบาทนางเชเฮราซาด (Scheherazade) ผู้เล่านิทานกล่อมสุลต่านชาคริอาร์อยู่ 3 ปี จนคลายความเคียดแค้นลงได้ในที่สุด เทคนิคการบรรเลงไวโอลินของจิง-หวัง ก้าวข้ามพ้นความยากในระดับ “ขั้นเทพ” (Virtuoso) ไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงก้าวเข้าสู่จุดแห่งศิลปะทางเสียงและศิลปะดนตรีเต็มตัว ผู้ชมไม่ได้ต้องรู้สึกคอย “ลุ้น” ใดๆ แบบการแสดงสดเลย การบรรยายภาพนางเอกของเรื่องจึงเปิดเผยแสดงตัวตน, บุคลิกภาพของสตรีผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและกำลังใจได้อย่างชัดเจน

เสียงบรรเลงเดี่ยวปี่บาสซูน (Bassoon) ในท่อนที่สอง (The Story of Kalendar Prince) ออกมาเป็นตัวเป็นตน ให้บรรยากาศแบบเวทมนตร์, พ่อมด หรือความศักดิ์สิทธิ์ เสียงปี่โอโบ (Oboe) ที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด จนแทบจะส่งกลิ่นเครื่องเทศแบบปี่แขกเรียกงู เสียงแตรทรอมโบน (trombone) ที่ตวาดแทรกในทันทีเป็นช่วงๆ (ราวกับความตื่นเต้น, อยากรู้เรื่องในนิทานของสุลต่าน) เสียงดีดสายของกลุ่มเครื่องสายที่บรรเลงคลอการบรรเลงเดี่ยวปี่คลาริเน็ต (Clarinet) ในลักษณะร่าย (Recitative) ที่แสนจะระทึกขวัญ, เสียงขลุ่ยฟลุต (Flute) ที่สร้างความรู้สึกราวกับขลุ่ยในดินแดนแห่งเทพนิยาย, กลุ่มเครื่องลมไม้ในภาพรวมที่ให้สุ้มเสียงราวผลึกแก้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้แสดงให้เห็นบทสรุปที่ว่า เมื่อนักดนตรีมีความเป็นเลิศทางเทคนิคก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดแห่งความยากทางกายภาพจนก้าวเข้าสู่พรมแดนแห่งศิลปะทางเสียงได้เต็มตัว ณ จุดนี้พวกเขาจึงเผยศักยภาพของสกอร์ดนตรีที่ริมสกี-คอร์ซาคอฟเขียนขึ้นมาได้อย่างหมดจด เสียงเครื่องดนตรีในหมวดหมู่ต่างๆ จึงเปล่งเสียงแห่งสีสันและจินตนาการแห่งเทพนิยายมาสู่โสตประสาทของเราได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ เสียงที่ได้ยินจึงเป็นมากกว่า “เสียงเครื่องดนตรี” แต่ได้แปลงโฉมไปสู่ “เสียงแห่งจินตนาการ”

ขอขมวดท้าย ด้วยการยกย่องการทุ่มเทอำนวยเพลงแบบสุดตัวสุดหัวใจของวาทยกรหนุ่มนาม “ลิโอ คูโอแมน” ในครั้งนี้ ความเป็นเลิศในบทเพลงทั้งรายการมาจากการทุ่มเท และการร่วมมือร่วมใจระหว่างเขาและนักดนตรี โดยเฉพาะในบทเพลง “เชเฮราซาด” นั้น สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า เขามีสัดส่วนและบทบาทในการควบคุมการบรรเลง ความงดงามในดนตรีมาจากการชี้นำทางดนตรีของเขาอยู่ไม่น้อย ท่าทางการอำนวยเพลงที่อาจจะออกท่าทางมากมายในสายตาของผู้ชมบางคน ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิใดๆ ผู้อำนวยเพลงผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกหลายคนก็ออกท่าทางมาก เพราะตำแหน่งวาทยกรคือการทำทุกอย่างเพื่อ “ดึง” หรือ “เรียก” ความเป็นดนตรีออกมาให้จงได้

แบบที่ “ริคคาร์โด มูติ” (Riccardo Muti) วาทยกรผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ทุกวันนี้มาตรฐานของวงออร์เคสตราทั่วโลกโดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก อย่างน้อยการแสดงของฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกในครั้งนี้ก็พิสูจน์แล้วถึงความจริงในข้อนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ชมการแสดงสดของศิลปินระดับโลกหลายครั้งเราจะพบว่าบ่อยครั้งพวกเขามาขายแต่ชื่อเสียงบุญเก่า แต่การแสดงสดจริงๆ กลับไร้การทุ่มเท ไร้ชีวิตชีวา วงฮ่องกงฟิลฮาร์โมนิกได้พิสูจน์และจารึกไว้ในครั้งนี้แล้วว่า นอกจากทั้งเทคนิคและพลังทางดนตรีที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว พวกเขายังได้มอบ “หัวใจอันบริสุทธิ์” และความจริงใจต่อผู้ชมชาวไทยอย่างแท้จริง ขอคาราวะในฐานะผู้ชมคนหนึ่ง

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image