‘แดร็ก’ ไม่ใช่แค่นางโชว์
แต่มันคือซอฟต์เพาเวอร์
‘ถ้ารัฐหนุนจริง เงินเข้าจังๆ’
จัดเต็มแต่งหน้า คอสตูมเข้ากับธีมฮาโลวีนสุดๆ
เรียกว่าเป็นงานเฉลิมฉลองที่ปังมาก ทั้งยังประกาศจุดยืนอย่างยิ่งใหญ่ ‘แดร็ก’ (Drag) จากทั่วไทยนับร้อยชีวิตเดินทางมารวมตัวโดยนัดหมาย เฉิดฉายบนพรมแดง ณ ลาน Tango อวดโฉมสู่สายตาต่างชาติกลางศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์
‘Drag Your Horror’ เรียกเสียงหวีดกรีดร้องจากนักท่องเที่ยวไทย-เทศได้แบบจัดเต็ม
ในค่ำคืนวันปล่อยผีปีนี้ บางกอกไพรด์ ร่วมกับ Yellow Channel และ Siam Center รวบรวมคอมมูนิตี้มาร่วมแผลงฤทธิ์ในงาน DRAG BANGKOK 2024 : The Power of Thai DRAG CULTURE เดินหน้าสู้ หาที่ทางให้กลุ่มศิลปินแดร็ก ผู้ประกอบการและเครือข่าย LGBTQIA+ ในไทย ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ผลักดันศิลปะแขนงนี้ให้เป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ มีศักดิ์เทียบได้กับ ‘วัฒนธรรม’
⦁ไทยไม่มีคำว่า ‘แดร็ก’
เดินมาครึ่งทาง สร้างคอมมูนิตี้
ถ้านึกภาพไม่ออก ตัวแม่แดร็กควีนจะพาขุดเส้นทางของวัฒนธรรมแดร็กในไทย
“ประเทศเราทำเรื่องนี้มานานมาก แต่ไม่มีคำว่าแดร็กแค่นั้น กระทั่งเป็นที่นิยมชมชอบทั่วโลก”
‘อาร์ต’ อารยา อินทรา หรือสไตลิสต์และดีไซเนอร์ชื่อดัง แบรนด์ Theatre อยากให้เปิดใจ จากประสบการณ์กว่า 30 ปี คอนเฟิร์มได้เต็มปากว่าไทยมีแดร็กเยอะและเจ๋งมาก และหลังมีรายการ Drag Race Thailand ยิ่งทำให้เกิดกระแส กราฟดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาชีพนี้ไม่ได้ใหม่และไม่จำกัดเพศ มุ่งเน้นการเอ็นเตอร์เทน เป็นการแสดงออก ‘ศิลปะแห่งตัวตน’ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ก็เพอร์ฟอร์มานซ์เป็นเพศตรงข้ามได้
“มันคือการ ‘หลุดจากกรอบ’ แต่งอะไรก็ได้ ถ้าไม่รู้จักคัลเจอร์นี่ดีพอก็อาจจะมองว่าเราเป็นแค่กลุ่มคนรักสนุกไปวันๆ แต่คอนเซ็ปต์มีมากกว่านั้น มันคือการแสดงออกตัวตน ที่อยากจะเอาออกมาจากข้างใน”
อาร์ตอยากให้ช่วยกันสื่อสารว่า คนทำอาชีพอาร์ติสต์ประเภท Drag ต้องการความเข้าใจและสนับสนุน เช่นกัน
“แดร็กคอมมูนิตี้ เป็นที่ยอมรับมากพอหรือยัง? มองจากความเป็นสากล คนที่ทำงานทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง ร่วมกันมาครึ่งทางแล้ว แต่เราจะเหยียบไปต่อได้อีกเท่าไหร่” อารยาชวนฝันให้ไกล
⦁พื้นที่ปลดปล่อย ‘ศิลปะแห่งตัวตน’
ด้าน มินตรา Meannie Minaj มองว่า ในบ้านเรายังไม่เข้าใจวัฒนธรรมแดร็กขนาดนั้น ขนาดในหมู่บ้านไม่มีใครรู้จักคำว่า ‘แดร็ก’ ถ้าไม่ใช่ LGBTQ “เขามองว่าคือนางโชว์”
“ในสังคมคาบาเรต์ ต้องมีมาตรฐานว่าต้องสวย ต้องสูง ถึงจะก้าวหน้าในอาชีพ แต่พอมาทำแดร็กมันแตกต่าง มันคืออะไรก็ได้ ไม่ต้องสูง 180 ซม. ถึงจะได้เป็นตัวร้อง”
ในฐานะที่เคยอยู่คาบาเรต์มาก่อน มินตราเห็นความต่าง ‘แดร็ก’ สามารถโดดเด่นได้โดยเป็นตัวเอง และจากที่เคยไปโชว์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น รู้สึกว่าต่างชาติเปิดใจดูโชว์ เข้าใจวัฒนธรรมนี้มากกว่าคนไทย ไม่อยากให้รวมกลุ่มตัดสิน บูลลี่กันเอง เพราะแดร็กคือศิลปะแห่งความอิสระ
ยกเรื่องราวลูกค้าชายชาวต่างชาติ ที่เลิกงานแล้วมานั่งดูโชว์ทั้งคืนจนจบ ก่อนเดินมาเฉลยว่า “ขอเป็นลูกสาวได้ไหม”
“เขามีลูกมีเมียมีครอบครัวเรียบร้อยแล้ว แต่รู้สึกว่าเวลาที่เขาได้แต่งเป็นอีกคน (มีชื่อตอนแต่งหญิง) เขาได้ปลดปล่อย ซึ่งเมียรับรู้ แต่แต่งออกมาเดินข้างนอกไม่ได้ ก็มาปรึกษาว่าต้องทำอย่างไร เลยบอกว่า ทำไปเลยอะไรที่มีความสุข อย่าไปสนใจคนที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ถ้าครอบครัวเธอรับรู้ เธอ enjoy แค่นั้นจบ” คือคุณค่าของศิลปะแดร็กที่มินตรามองเห็น
⦁สากลยอมรับ ไม่ใช่แค่อาชีพ
ถ้ารัฐหนุนจริง เงินเข้าจังๆ
ด้าน กฤตเมธ สีถาน หรือบันนี่ Bunny Be Fly ศิลปินคอสตูมชื่อดัง เชื่อว่า ถ้ารัฐสนับสนุนจริงจัง นำเม็ดเงินเข้าประเทศได้มหาศาล
“วงการศิลปะบ้านเรา ใกล้ตัวจนไม่เห็นคุณค่าเท่าที่ควร ตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจก่อนเสมอ แต่อย่างเมืองนอกจะชื่นชม เคารพแล้วเชื่อใจตามมา มันต่างมาก ในการได้รับการยอมรับในระดับสากล”
บันนี่เห็นวัฒนธรรมการมองศิลปะที่แตกต่าง ไม่มีคุณค่ามากพอที่จะจ่าย แต่สำหรับต่างชาติยึดความชอบตัวเองเป็นหลัก ซึ่งหลังจากเป็นนางโชว์คาลิปโซ่ คาบาเรต์ หันมาทำแดร็ก ก็รู้ชัดว่าต่างกันฟ้ากับเหว ในเรื่องบิวตี้สแตนดาร์ดที่คนดูคาดหวัง
“ต้องสวยให้มากเพื่อหาเงินได้ เป็นกรอบที่ทำให้นางโชว์สละทิ้งความเป็นตัวเองเพื่อสปอตไลต์ อยู่ในจุดที่สูงขึ้น ชีวิตดีขึ้น เราเลือกแล้วว่าไม่อยากทำหน้าอก จนมีรุ่นพี่ชี้ว่าแบบนี้คือ ‘แดร็กควีน’ พอมาทำ รู้ได้เลยว่านี่คือสิ่งที่เราเป็นอยู่ ไม่ใช่อาชีพ มันคือตัวตนภายใน อยู่ที่จะสื่อสารออกมาให้คนอื่นรับรู้อย่างไร” บันนี่ชี้
วันนี้จึงแต่งตัวสานฝันวัยเด็ก เพราะไม่มีตังค์ซื้อของเล่นที่สะพานเหล็ก “การแต่งแดร็ก ทำให้เรากล้าทำในสิ่งที่เราไม่กล้าตอนเป็นเด็กผู้ชาย”
⦁‘แดร็ก=วัฒนธรรม’
ชงให้ค่าเป็น ‘อาร์ติสต์’ เริ่มที่บัตรประชาชน
ถ้าถามว่า ปัญหาการเติบโตของแดร็กไทยในไทยมีอะไรบ้าง? ตัวแทนภาคธุรกิจและบันเทิง ตอบได้ตรงเป้า
อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์ หรือ Natalia Pliacam แชมป์ Drag Race Thailand คนแรก ชวนลบภาพจำ แล้วมองอีกบทบาท
“เราแต่งแดร็กน้อยมาก เป็นสายปฏิวัติ ต้องการขบถเพื่อบอกว่าไม่ว่าจะแต่งหรือไม่ก็สามารถทำงานได้และมีวิธีคิด สร้าง opportunity ให้กับชีวิตได้เหมือนกัน หลายครั้งจะเจอการเอาแดร็กไปสร้างเพียงความบันเทิง แต่มันไม่ควรจะชั่วคราว ความเป็นแดร็กถูกฝังรากลึกจนกลายเป็นวัฒนธรรมได้แล้ว เราก็ได้แค่ยิ้มรับ เพราะการไปต่อล้อต่อเถียงคนไม่เข้าใจอาจจะทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า ต้องใช้เวลา”
“เราเคยผ่านคำว่า ‘นางโชว์’ มาก่อน ทั้งที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผู้ชายแต่งหญิงเล่นละครในวัง แต่ถูกพูดในแต่ละทศวรรษไม่เหมือนกันแปรเปลี่ยนกันไป” นาตาเลียยกประวัติศาสตร์มากาง
สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นจริงคือ ‘คอมมูนิตี้’ ที่คนเห็นคุณค่าจากเนื้องานและความสามารถ บางคนหลังลบหน้า ถอดชุด เขาคือผู้ประกอบการคนนึง จึงควรมองแดร็กด้วยแว่นความเป็นมนุษย์ที่ ‘หลากหลาย’
“ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คู่ชีวิต หรืออื่นๆ เราควรเริ่มต้นในฐานะที่เรามีบัตรประชาชน ที่ออกโดยรัฐบาลไทย ไม่ควรถูกจำกัดเพียงเพราะมีรสนิยมบางอย่าง… ‘แดร็ก’ เป็นศัพท์ปัจจุบัน ไม่อยากให้กีดกันคนที่เป็นนางโชว์ หรือสาวประเภทสอง ออกจากคอมมูนิตี้ อยากให้รวมทุกคนที่มีความสามารถด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นอาร์ติสต์” นาตาเลียออกไอเดีย
⦁‘เต้นกินรำกิน’
พิสูจน์ ลบคำสบประมาท
แล้วแดร็กคอมมูนิตี้มีโอกาสเติบโตหรือไม่?
“บอกได้เลยว่าเมืองไทย อาชีพนี้มีเพดานของมัน ไปสุดแค่นี้ ถ้าผู้ประกอบการบางท่านมองว่าเป็นกลุ่มเต้นกินรำกิน ไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่ผ่านกระบวนสร้างสรรค์”
ศิรวิชญ์ กมลวรวุฒิ หรือไจ๋ ซีร่า แดร็กควีนชื่อดัง เจ้าของแบรนด์วิกทอมือ ‘SiraWigs’ มองย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว หลังแผ้วทาง ขวนขวายโอกาส พิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด
“เราเห็นเค้าลางๆ แล้วว่าแย่ ลูกค้าเขาไม่ได้ให้คุณค่ากับงานเราขนาดนั้น แต่ช่วงที่ผ่านมาเริ่มมองงานเราในมุมสร้างสรรค์ เราสร้างโอกาสมาเรื่อยๆ น้องๆ รุ่นใหม่ก็พยายาม เราบอกตลอด ‘ทำให้ทุกผลงานเป็นมาสเตอร์พีซให้ได้’ แล้วคนจะมองเห็นเอง ก้าวข้ามคนมองว่าเป็นตัวตลก ดึงจุดที่ทำได้ดีออกมา” ไจ๋เผยถึงแรงผลักดันจากภายใน จนประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้
พูดได้เลยว่าตอนนี้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ น้องๆ รุ่นนี้ทุกคนเก่งแบบก้าวกระโดด แนวทางชัด ปังมาก ตัวเองจึงต้องไม่หยุดพัฒนา
ขณะที่ ไบรอัน ตัน อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของเวที Miss Fabulous เล่าถึงการไปเสนอโปรเจ็กต์กับ ททท. หวังดึงนักท่องเที่ยวฝั่งอเมริกามาไทย เพราะสนใจวัฒนธรรมแดร็กมาก
“ผมคิดว่าในอนาคตพัฒนาไปได้ ในฐานะสื่อเราอยากให้โอกาสแดร็ก เช่น เลือกมาเป็นศิลปิน ร้องเพลง ผมว่าไปได้อีกถ้ามีความสามารถหลากหลาย” ไบรอันกล่าว
ในบทบาทวงการธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ พยายามฉีกกรอบทุกอย่างเพื่อเปิดโอกาส เวที Miss Fabulous ก็วางแนวในซีซั่น 1 ‘ทรานส์เจนเดอร์’ ปีที่สองวางแนว ‘แดร็ก’ เพื่อเขยิบให้คอมมูนิตี้เข้าใกล้กันมากขึ้น
ด้าน กัญญ์วรา แก้วจีน หรือเอสม่อน มิสทิฟฟานี่ 2018 เล่าความตั้งใจขององค์กรทิฟฟานี่ ที่อยากเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้แสดงศักยภาพ ให้พัทยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีแค่การเต้นกินรำกินตามชายหาด จึงตั้งโรงละครเล็กๆ แล้วนำคนเหล่านี้ขึ้นมาโชว์จนเป็นอาชีพ ที่ยกระดับแอลจีบีทีให้เลี้ยงดูครอบครัวได้
⦁หัวชนฝา อยู่ได้แค่ในบาร์
เมืองนอกยอมรับ แต่รัฐไม่ช่วยดัน
ขณะที่ จักกาย เจิมขวัญ หรือ M Stranger Fox ผู้บริหาร THE STRANGER BAR House of Drag Queen แดร็กปาร์ตี้แห่งแรกของไทย คอนเฟิร์มผล ตอบรับจากต่างชาติ แทบจะครึ่งๆ ด้วยซ้ำ
“ไทยยังไม่ได้มองแดร็กควีนเป็นศิลปะ ยังอยู่ได้ แต่แดร็กบาร์มันชนแล้ว เรายังขาดการผลักดันจากภาครัฐ อยากให้ทุกคนเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพื่อประเทศไทยอย่างเดียว เมืองนอกมองเห็นเราตลอดและยอมรับการมีตัวตน”
เมื่อไม่มีการสนับสนุน ศิลปินจึงต้องหากินด้วยการแสดงในบาร์เท่านั้น
“เหมือนหัวชนเพดาน ไทยเป็นประเทศที่มีโอกาส แต่ไม่ได้รับโอกาส หวังผู้ใหญ่ช่วยผลักดัน ใส่แดร็กลงไปในอาเจนด้า”
“ที่ผ่านมาต้องแก้ด้วยตัวเองจริงๆ โชคดีที่สังคมแดร็กของเรายังแน่นแฟ้น มีรายการมาช่วยกระตุ้นทำให้แดร็กยังอยู่ได้ ถ้ารัฐสนับสนุนเชื่อว่าไปได้ไกล และสร้างเม็ดเงินให้ประเทศได้เยอะด้วย เพราะลูกค้าต่างชาติ 70% คนไทย 30%” เอ็ม Stranger Fox มั่นใจ
⦁มายด์เซตขวางการพัฒนา
นักท่องเที่ยวจ่ายยับ! บินมาดูโชว์
มองเห็นจุดเด่นอะไรในเมืองไทย ที่น่าจะไปได้ไกล?
สรพล ชวพัฒนากุล หรือไปป์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ SORAPOL London ตอบในนามตัวแทน MeStyle Museum Hotel เทียบกับตอนที่อยู่เมืองนอก เห็นศักยภาพคนไทยแต่ติดปัญหา ‘มายด์เซต’ ที่ถูกฝังไว้จนดูถูกกันเอง
“เราอาจจะต้องเปลี่ยนมายด์เซตตรงนี้เป็นอย่างแรก สอนลูกหลานว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มีค่า สร้างเงินให้ประเทศได้ เพราะช่างศิลป์เหล่านี้”
ไปป์ชวนคิดตาม ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวเข้าไทย 37 ล้านคน เฉลี่ยจ่าย 10,000 บาท/คน
“มีรีเสิร์ชว่ากลุ่ม LGBTQ+ มีสเปนดิ้งมากกว่า 50,000 บาท/คน ดังนั้น เราต้องเซิร์ฟนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เพราะจ่ายมาก” ไปป์แนะนำในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ
⦁ทำไมเราทำไม่ได้? ถึงเวลาไทยเปลี่ยน
ภายในงาน ยังมีการร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย GEN-ACT หรือร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. … พร้อมถกเข้มในหัวข้อ ‘การส่งเสริมสิทธิ และการผลักดันนโยบายภาครัฐ’
ณชเล บุญญาภิสมภาร หรือฮั้ว รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ThaiTGA ชวนจินตนาการว่า ถ้าวันนึงตื่นขึ้นมา สังคมไทยให้สิทธิเปลี่ยนเพศจาก ‘นาย’ เป็น ‘นางสาว’ ขอฮอร์โมนมาเทกได้ หรือมีบัตรประชาชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เหมือนที่อเมริกา จะสร้างความสุขให้กับผู้คนมากแค่ไหน
“ทำไมประเทศอื่นทำได้ ประเทศเราทำไม่ได้ ทั้งที่เรามีศักยภาพมาก ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยน” ณชเลสงสัย
⦁ท้าพิสูจน์ หนุนด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่แค่เอากะเทยไปโชว์แขกเมือง
ขณะที่ สิรภพ อัตโตหิ หรือแรปเตอร์ ศิลปินอิสระและนักเคลื่อนไหวกลุ่มเสรีเทยพลัส ชวนมองอีกด้าน
“แดร็กเป็นศิลปะการแสดง ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเชื่อมโยงของศิลปะและธุรกิจหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะแฟชั่น คอสตูมดีไซน์ การแต่งหน้า การ performance วิกผมก็เป็นอุตสาหกรรม รวมถึงบาร์ที่เป็นธุรกิจกลางคืน ฉะนั้น การที่รัฐบาลมองเห็น จะเป็นการสนับสนุนศิลปะแขนงอื่นที่ครอบรวมกันจนกลายเป็นแดร็ก ให้ก้าวไปพร้อมกัน” แรปเตอร์ย้ำ
อีกด้าน แดร็กยังเป็นงานศิลปะที่ผูกโยงกับเรื่องเพศสภาพ คือสามารถกระโดดข้ามกรอบความเป็นชาย-หญิงได้
“ไม่ใช่แค่การเอากะเทยไปอยู่ในโชว์ต้อนรับแขกเมืองเท่านั้น ต้องสนับสนุนคอมมูนิตี้ทั้งหมดในระยะยาว ทุกวันนี้แดร็กไม่ได้รับการมองว่าเป็นศิลปิน ส่วนหนึ่งมาจากการที่ว่ากะเทยไม่เป็นคนเท่ากัน”
เป็นต้นเหตุที่แรปเตอร์เชื่อว่า ถ้ารัฐหรือสังคมมองว่าแดร็กเป็นศิลปะ จะเท่ากับมองคน = คน จึงต้องหนุนด้วยกฎหมายที่รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อคืนศักดิ์ศรี
“เราพูดถึงซอฟต์เพาเวอร์ ในแง่ที่จะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ต้องพิสูจน์ด้วยการสนับสนุนกฎหมายที่จะเอื้อชีวิตแอลจีบีที เพื่อไปสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ของโลก ว่าที่นี่โอบรับทุกความหลากหลาย” สิรภพกล่าว
ด้าน ‘วาดดาว’ ชุมาพร แต่งเกลี้ยง ย้ำพันธกิจในนามแบงกอกไพรด์ คือทำให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัด ‘เวิลด์ไพรด์’ ให้ได้ โดยเริ่มจากการคุ้มครองสิทธิ
“สิ่งที่เราพยายามทำ นอกจากจัดเวิลด์ไพรด์ คือการสร้างความตื่นตัวและเปิดพื้นที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ขายซอฟต์เพาเวอร์ แต่ซอฟต์เพาเวอร์นั้นต้องมาจากความหลากหลายที่เข้มแข็งของคน ที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน
เราคาดหวังว่า ไม่ใช่จบแค่ในห้องประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แต่ต้องลงพื้นที่คุยชุมชนแดร็ก เม็ดเงินที่อยากได้ ฟังพวกเราหรือยัง? ครั้งหน้าหวังว่าตัวแทนรัฐบาล พรรคการเมืองจะมาร่วมฟังเราอย่างแท้จริง” วาดดาวกล่าวทิ้งท้าย

