วัฒนธรรมทันเทรนด์ โชว์เคสร่วมสมัย งานวิจัยอย่าให้อยู่แค่บนหิ้ง

วัฒนธรรมทันเทรนด์ โชว์เคสร่วมสมัย งานวิจัยอย่าให้อยู่แค่บนหิ้ง

วัฒนธรรมทันเทรนด์ โชว์เคสร่วมสมัย งานวิจัยอย่าให้อยู่แค่บนหิ้ง

ท่ามกลางโลกสมัยใหม่ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ผุดโจทย์ที่สำคัญของการเรียน การสอนต่อคนรุ่นใหม่ที่ว่า เราจะพัฒนาด้านความคิด หยิบจับผสานเอา ‘วัฒนธรรม’ กับ ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ ให้เดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างไร?

“อย่าไปเข้าใจว่าวัฒนธรรม มันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ แต่กว่าจะเป็นอุตสหกรรมสร้างสรรค์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเริ่มจากวัฒนธรรมที่กว้าง เปิดใจให้กว้าง ต่อยอดให้ได้ แล้วก็ขายให้เป็น”

ดร.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล

ถ้อยคำที่แสดงมุมมองต่อโจทย์ดังกล่าว จากปากของ ดร.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล ผู้อำนวยการหลักสูตร หลักสูตรการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (BMCI) วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เล่าถึงแนวคิดของการจัดงาน Disruptive BMCI: Cultural & Creative Showcase การจัดแสดงผลงานโครงการทางวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ของนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 บนพื้นที่อาคารเก่าแก่กว่า 100 ปี หมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมของชุมชนย่านเยาวราช ณ บ้านตรอกถั่วงอก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

Advertisement

โดยไฮไลต์ครั้งนี้ มีการจัดแสดง 12 ผลงาน จากนักศึกษาปี 4 ที่ได้ทำการศึกษาวิจัย สร้างสรรค์ ต่อยอดจากประเด็นในรูปแบบสารคดี คลิปสั้น ชิ้นงานศิลปะต้นแบบ และสื่อต่างๆ ที่สอดคล้องกับประเด็นที่หลากหลายทาง ‘วัฒนธรรม’ และ ‘อุตสาหกรรมสร้างสรรค์’ อาทิ ARTDIST (Artist Distancing), เพราะเป็นหนังไทย, รัญจวนกลิ่นบุหงาไทย, Card zone ระวังสิ้นสุดการโกง Project

รวมถึง ไหว้แล้วไปไหน: ผลกระทบจากของไหว้ที่ล้นเกิน กรณีศึกษาการบูชาพระลักษมี, วัฒนธรรมแมว (Cat Culture), การศึกษารูปแบบและการป้องกันตนเองจากการคุกคามทางเพศในเด็กฉบับประถมต้น, Merge Music ส่งเสียงให้ไปถึงฝัน, THE SOUND OF SUCCESS, TikTok’s Starry Saga ความจริงแล้วดวงดาวไม่เคยหมดแสงในตัวเอง, ‘Victorious Memory at Anfield’, ส่งเสริมการเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชุมชนท่าพระจันทร์ของเด็กปฐมวัย เป็นต้น

ทุนวัฒนธรรมเหนือซอฟต์เพาเวอร์ โชว์สุดสร้างสรรค์ ณ ตรอกถั่วงอก

ดร.กาญจนาเผยถึงหลักสูตร BMCI วิทยาลัยนวัตกรรม รั้ว มธ.ว่า นักศึกษาสามารถทำโปรเจ็กต์เพื่อเรียนจบได้ 2 ทาง คือ วิจัย หรือ โครงการวัฒนธรรม ซึ่งต้องทำวิจัยเช่นกัน แต่ต้องมีผลงานสื่อสารกับสังคม ซึ่งนักศึกษาแต่ละคนจะสามารถทำโจทย์ตามความสนใจของตนเอง ซึ่งมีหลากหลายมาก

“ผลผลิตของนักศึกษามีหลากรูปแบบ ทั้งเกมการ์ด โมเดลผลิตภัณฑ์บางอย่าง สารคดี หนังสั้น ซึ่งการเลือกจัดการแสดงที่บ้านตรอกถั่วงอก ต้องการที่จะสะท้อนความเป็นวัฒนธรรม และความสร้างสรรค์ บนพื้นที่ที่มีทั้งตัวตน และมิติทางวัฒนธรรม เราจึงมาคุยกับพื้นที่บ้านตรอกถั่วงอก พื้นที่เขามัน 100 กว่าปี ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเยาวราช เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมของมันเอง เราจึงคุยกันว่าอยากให้มีการจัดแสดงผลงานที่นี่ อยากให้นักศึกษาสื่อสารออกไปให้มันมีลูกผสมของกลิ่นอายวัฒนธรรม และความสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

เด็กรุ่นนี้เขาเก่งเรื่องการทำสื่อ เขามีวิธีการสื่อสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสารคดี หนังสั้น ละคร เขาก็จะทำตามแนวของเขา ซึ่งหลักสูตร BMCI มุ่งในเรื่องของการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เราพูดกันง่ายๆ คือ ทุนทางวัฒนธรรม หรือปัจจุบันที่เราพูดว่า ซอฟต์เพาเวอร์กัน แต่มันมากกว่านั้น คือ ทุกมิติมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม

ความสร้างสรรค์ มันจะต้องเกิดจากคน วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่แล้วหายไป และไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ไว้ แต่ต้องมีการต่อยอด เอาเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ทำให้มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วสื่อสารออกไป ให้คนเข้าใจว่า มันมีมิติที่คิดในมุมต่าง หลากหลาย คนเราในสังคมจะเข้าใจกัน หรือไม่เข้าใจกัน มันเป็นเพราะเราไม่รู้จักคนอื่น” ดร.กาญจนาอธิบาย ก่อนย้ำว่า

“เหมือนถ้าเราไปดูโครงงานของกลุ่มติ่งเกาหลี เราเคยสงสัยว่า จะไปซื้อการ์ดรูปศิลปินมาทำไม แต่ในมุมของแฟนคลับ การ์ดไม่ต่างจากพระเครื่อง คุณค่าทางจิตใจมีเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไร ให้วัฒนธรรมแฟนคลับมันเป็นมิตร และไม่ทำให้มิจฉาชีพมาอาศัยความรัก มาฉวยประโยชน์ หรือบางทีความรักที่แฟนคลับมีให้ศิลปินมันไปละเมิดเส้นความเป็นส่วนตัวเขาแบบนั้นได้ ทำแบบนี้ได้ จนกลายเป็นการเอาความรักไปทำร้ายเขา มันเป็นประเด็นในชีวิตประจำวันของเรามาศึกษา และมันเป็นประเด็นร่วมสมัย”

สิ่งที่บอกนักศึกษาเสมอ คือ ขอให้หยิบประเด็นร่วมสมัยที่ตัวเองสนใจขึ้นมา เมื่อทำแล้วต้องมีอิมแพ็กต่อสังคม กระตุ้นเตือน เปลี่ยนสังคมสะท้อนทัศนคติให้มีการตั้งคำถามต่อไป

“หลักสูตรของเราเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการ มีเรื่องเกี่ยวกับการจัดการ วัฒนธรรม และเรื่องอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำเอาเรื่องเหล่านี้มาบูรณาการกัน ไม่ใช่แค่การวิจัยเชิงประเด็นที่เป็นทฤษฎี แต่เรามีประเด็นที่เกิดใหม่ขึ้นทุกวัน เราก็หยิบมาสื่อสาร ประเด็นทางวัฒนธรรมมันกว้างมาก อย่าไปเข้าใจว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ กว่าจะเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเริ่มจากวัฒนธรรมที่กว้าง เปิดใจให้กว้าง ต่อยอดให้ได้ แล้วก็ขายให้เป็น” ดร.กาญจนาเผย

การ์ดเกมชวนเก็ท ร่างกายของหนู แบบไหนเอ็นดู แบบไหน คุกคามทางเพศ?

นักศึกษาจัดแสดงโครงการ ‘ร่างกายของหนู’

หนึ่งในโปรเจ็กต์น่าสนใจ คือ ‘ร่างกายของหนู’ ผลงาน ภคนันทร์ สุกแสง, จิรานันท์ โพธิสาร, อาทิตยา เมธาวีไพศาล, สรัลพร ธรรมธนาพร หยิบประเด็นเข้มข้นมาทำเป็นการ์ดเกมเสริมสร้างความเข้าใจเพื่อการป้องกันตนเองจากการคุกคามทางเพศ สำหรับครู ผู้ปกครอง และเด็กวัยประถมศึกษาตอนต้น

จิรานันท์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการว่า น้องชายของตน มักถูกป้าข้างบ้านชอบจับอวัยวะเพศโดยคิดว่าเป็นความเอ็นดูซึ่งเด็กบางคนไม่ได้ชอบ

สรัลพร เสริมว่า อยากจะสื่อสารให้เด็กในวัยนี้ ได้เรียนรู้ว่า การที่ผู้ใหญ่เข้าหาเขาอาจจะไม่ได้มีเจตนาดีกันทุกคน

“มันอาจจะกลายเป็นความคุกคามทางเพศ แต่เด็กเขาจะไม่รู้ เขาจะรู้แค่ว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ มาทำแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่านี่มันคือการคุกคามทางเพศ เราเลยอยากเข้าไปสอนน้องให้น้องเข้าใจว่าการคุกคามทางเพศ คืออะไร เพื่อจะป้องกัน และหลีกเลี่ยงมันอย่างไร รวมถึงทำให้พ่อแม่ได้รู้ว่าจะเยียวยามันอย่างไร”

ด้าน อาทิตยาเล่าว่า การสื่อสารออกมาผ่านรูปแบบของการ์ดเกมนั้น ผ่านการสัมภาษณ์นักวิชาการหลายด้าน ทั้งนักกฎหมาย มูลนิธิเด็ก นักจิตวิทยา นักพัฒนาการเด็ก ผู้ผลิตสื่อ

“การสอนเด็ก 7-9 ขวบ พัฒนาการเขายังไม่เข้าใจคำยากๆ หรือวิเคราะห์สถานการณ์ การถูกคุกคาม การละเมิดสิทธิ เขาจึงแนะนำว่าให้เราทำออกมาในรูปแบบการ์ดเกมซึ่งไม่ได้ใช้คำที่ยาก แต่เน้นเป็นรูปภาพ แสดงสถานการณ์ให้เห็นเลยว่าการกระทำจะเป็นอย่างไร การถูกแตะเนื้อต้องตัวแบบไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ซึ่งความเป็นจริงเราไม่ได้จะยัดเยียดเรื่องเพศให้น้องในวัยนี้ขนาดนั้น แต่เราอยากให้น้องรู้เข้าใจสิทธิของร่างกาย และรู้แนวทางป้องกันตัวเองเอาไว้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้น้องได้เรียนรู้ เพราะถ้าเราทำเป็นนิทาน พูดๆ ไปเขาก็อาจจะไม่ได้เกิดการตั้งคำถาม แต่การที่ทำเป็นเกมแบบนี้ มันจะมีความคิดเห็นของเด็กเข้ามาด้วย เช่น ถ้าน้องตอบผิดมันจะเกิดการตั้งคำถาม ซึ่งผู้ปกครองได้มีส่วนร่วม อธิบายให้เด็กเข้าใจด้วย มันเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งคู่”

สารนิพนธ์ (วัฒนธรรม) แมว ที่ไม่ใช่ สูตรสำเร็จ

กล่องสุ่มแมว ท่าพระจันทร์

ด้านโครงการ วัฒนธรรมแมว (Cat Culture) ศึกษาประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับแมว ตลอดจนทัศนคติของคนที่มีต่อแมว เพื่อเชื่อมโยงถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อาทิ ปัญหาแมวจรจัด รวมทั้งศึกษาพื้นที่ตัวอย่างในการจัดการแมวจรจัด เพื่อวิจัยถึงปัญหาและการแก้ไข นำเสนอผ่านนิทานรูปเล่ม และรูปปั้นแมวจร สร้างความตระหนักรู้ ถึงปัญหาแมวไร้บ้าน และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อแมว

พัฒน์นรี พูลวัฒนานุกูล

พัฒน์นรี พูลวัฒนานุกูล เล่าถึงโครงการว่า เราจะศึกษาเกี่ยวกับบริบทของประเทศไทย เช่น การเลี้ยงดูแมวของคนไทย ตำนานความเชื่อตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เช่น รกแมว เราจะมองว่าเป็นของขวัญ เก็บไว้เป็นสิริมงคล แต่เราไปสัมภาษณ์สัตวแพทย์ เขาบอกว่า ที่จริงแล้วเราไม่ควรเก็บไว้ ควรปล่อยให้น้องแมวกินไปให้หมด เพื่อที่จะกระตุ้นน้ำนมให้ไหล หรือเรื่องของแมวดำ คนจะคิดว่าเป็นเรื่องของความโชคร้าย ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้

“เราได้ไปสอบถามหน่วยงาน เจ้าหน้าที่อนุรักษ์แมวและเพาะพันธุ์แมวไทยแท้ เขาก็บอกว่าคนที่มารับเลี้ยงแมวดำ มีน้อยกว่าจริงๆ พอเราศึกษาไปเรื่อยๆ เราก็จะพบปัญหาแมวจรจัดจำนวนมาก เราก็จะทำหนังสือการ์ตูนนิทาน ที่สอดแทรกเนื้อว่า ไม่ว่าแมวจะหน้าตาแบบไหน มันก็น่ารักเหมือนกัน แล้วท้ายเรื่องเราก็จะสื่อสารว่า ถ้าคุณเอาเขามาเลี้ยงแล้ว คุณต้องพร้อมอยู่กับเขา ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย”

“เราทำผลิตภัณฑ์ กล่องสุ่มแมวท่าพระจันทร์ เราจะคัดเลือกแมว 5 ตัว ที่มีความโดดเด่น เช่น น้องต้องตา คาแร็กเตอร์น้อง คือ ตาแป๋ว น้องส้ม น้องจะมีความดื้อ เดินกระฉับกระเฉง ส่วนน้องแชมเปญ น้องจะชอบนั่งอยู่บนตักรูปปั้นปรีดี พนมยงค์ เลยทำให้น้องมีบัลลังก์ ส่วนคุณน้ำตาล เป็นแมวแก่แล้ว จึงออกแบบให้ตาเขาดูมีความสุขุม นิ่งหน่อย และคุณนุ่มนิ่ม ที่ทำแล้วมีความน่ารักตุ้ยนุ้ย เห็นแล้วสื่อถึงความเป็นเขา ซึ่งผลตอบรับดีมาก”

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

ด้าน รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. หนึ่งในผู้ร่วมเยี่ยมชมการจัดแสดงของนักศึกษา กล่าวว่า ตั้งใจมาดูผลงานของนักศึกษา การเรียน ไม่ควรจบอยู่ในห้องเรียน มันควรจะสื่อสารออกไปข้างนอก อันนั้นมันถึงจะประสบความสำเร็จ

“ความน่าสนใจ คือ เขาเลือกโลเกชั่น ซึ่งมันเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอยู่ แถวนี้เยาวราชเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม และมันน่าจะสอดคล้องกับวัฒนธรรม และนวัตกรรมต่างๆ ที่เขาตั้งใจจะนำเสนอ เราเลยอยากจะดูว่าเขาทำอะไร พอมาแล้วก็ดี มันมีพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงออก

อย่างเราเป็นทาสแมว เราก็มาดูว่าเขาสนใจกันอย่างไร ทำไมถึงต้องศึกษา ความน่าสนใจคือเขาหยิบเรื่องราวใกล้ตัว แต่จะทำอย่างไรที่จะเอาคอนเซ็ปต์สิ่งที่เราเรียน จับเข้าไป มันคือสิ่งที่ได้ประโยชน์ที่สุดจากการเรียน เช่น เรื่องแมว 5 คาแร็กเตอร์ เขาเล่นกับรูปแบบกล่องสุ่มที่คนเขาสนใจ ตรงกับกระแสรุ่นใหม่ รวมถึงยังมีเรื่องมูเตลู หรือเซียมซี เชื่อมโยงกับความเชื่อของแมว ให้มีความน่าสนใจ

การสื่อการที่ดีที่สุด ความรู้ที่ดีที่สุด คือ เมื่อออกมาแล้ว ต้องเอาออกไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าคุณทำมาอย่างดีเลย แล้วไม่มีคนอ่าน ต้องบอกเลยว่าทำเพื่ออะไร (For what?)”

รศ.ดร.วิไลวรรณฝากไว้ให้คิด

ภูษิต ภูมีคำ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image