คำในใจ ไพฑูรย์ สร้อยสด
สมัชชาคนจน 1 เดือนกลางกรุง
‘ถ้าไม่แก้ไข เจอกันใหม่หลังฤดูเก็บเกี่ยว’
ปิดฉากการปักหลักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม หลังตั้งถิ่นฐานหมู่บ้าน ‘สมัชชาคนจน’ แบบชั่วคราวบนถนนลูกหลวง ริมคลองผดุงกรุงเกษม ที่ชาวบ้านนับร้อยนับพันหาได้เกษมสำราญ หากแต่รอนแรมมาเผชิญทั้งแดดร้อน ห่าฝน และฝุ่นพิษกลางกรุงเทพมหานคร หวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อปากท้อง โดยเรียกร้องตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
จากวันแรก 8 ตุลาคม 2566 สมัชชาคนจนส่งตัวแทนพูดคุยกับภาครัฐหลายต่อหลายครั้งในหลากประเด็นปัญหา ทั้งแรงงาน การเกษตร เขื่อนต่างๆ และอื่นๆ ก่อนที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนาม แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน 7 คณะ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนลงพื้นที่พูดคุย
เวทีที่หันหน้าสู่ถนนกรุงเกษมใกล้สะพานข้ามคลองอันเป็นจุดเข้า-ออกหลัก มีสุ้มเสียงออกไมค์เป็นรายวันทุกเช้า-เย็น อีกทั้งระหว่างวัน ยังประกาศรวมตัวเคลื่อนขบวนไปบนถนนราชดำเนินบ้าง, แจ้งผลการเจรจาบ้าง, เสวนาโดยนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการบ้าง และอ่านแถลงการณ์บ้าง
กระทั่งมาถึงแถลงการณ์ฉบับที่ 7 ‘เราจะกลับมาหากปัญหาไม่ยุติ’ ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุประบุว่า ขอให้นายกฯและ ครม.ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการเจรจากับตัวแทน สมัชชาคนจน เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนเป็นรายกรณี
อีกทั้งนำผลการเจรจาจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับสมัชชาคนจน รวมถึงนำผลการเจรจาจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับสมัชชาคนจน โดยเฉพาะแนวทางการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกสมัชชาคนจนซึ่งครอบครองทำผลประโยชน์ที่ดินพิพาท
นอกจากนี้ ย้ำให้นายกฯมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนโดยองค์ประกอบของคณะกรรมการต้องมีสัดส่วนระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับสมัชชาคนจนเท่ากัน และต้องเสนอ ครม.เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กำหนดให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน 7 คณะจัดให้มีการประชุมเพื่อวางแนวทางดำเนินงานและกรอบระยะเวลาให้เป็นไปตามทุกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับสมัชชาคนจน ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส มาเป็นตัวแทนการเจรจาการแก้ไขปัญหา ซึ่ง ‘ผลการเจรจาเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง’
ก่อนเก็บเสื่อสาดที่นอนหมอนมุ้งกลับภูมิลำเนา สมัชชาคนจนยังย้ำว่า
‘หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เจอกันใหม่หลังฤดูเก็บเกี่ยว’
ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในสมัชชาคนจน คือ ไพฑูรย์ สร้อยสด ที่คุ้นตากับลีลาบนรถเครื่องเสียง ในฐานะ ‘เลขาธิการสมัชชาคนจน’
เคียงคู่ บุญยืน สุขใหม่, บารมี ชัยรัตน์ และอีกหลายต่อหลายคนบนเส้นทางการต่อสู้
ก่อนแยกย้าย ไพฑูรย์เปิดใจกับ ‘สหภาพคนทำงาน’ ถึงภาพรวม 1 เดือน
ดังถ้อยคำจากใจต่อไปนี้
⦁ภาพรวมความคืบหน้า 1 เดือนของการเจรจา และสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อไปถัดจากนี้?
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน มีการประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน เนื้อหาสาระหลักเป็นเรื่องของการกำหนดวัน กรอบในการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการอีก 6 คณะ ซึ่งคณะแรกก็คือ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน อันนี้จะเป็นรวมรายกรณีเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมีทั้งหมด 28 กรณี โดยจะมีการประชุมภายในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้
คณะกรรมการชุดที่ 2 คือ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย อยู่ภายในกรอบ นัดแรกไม่เกินวันที่ 30 พฤศจิกายน
คณะต่อไปก็เป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล ซึ่งจะมีการกำหนดในการประชุมนัดแรกในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ที่กระทรวงเกษตรฯ
อีกคณะคือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนเรื่องที่ดินและป่าไม้ในรูปแบบของนิคมสหกรณ์ ประชุมกันในวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่กระทรวงเกษตรฯเหมือนกัน
ซึ่งคณะของหัวนา-ราษีไศล และของที่ดินป่าไม้ในรูปแบบของนิคมสหกรณ์ ก็จะประชุมใกล้เคียงกันเพราะมีประธานคนเดียวกัน เลยได้มีการนัดประชุมนี้
คณะกรรมการชุดถัดไปคือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล ที่รับผิดชอบโดยกระทรวงพลังงาน นัดหมายกันในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ 10 โมงเช้า
อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 คณะที่ยังไม่ได้วันที่ชัดเจนเป็นกรอบเวลาที่กว้างๆ ก็คือ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน และกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจนในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย
• ประเด็นการผ่อนผันข้อพิพาทที่ดิน เพื่อป้องกันการถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่คุกคาม เป็นอย่างไรบ้าง?
นี่เป็นอีกวาระหนึ่งที่ได้มีการพิจารณากันก็คือบันทึกข้อตกลงแนวทางในการผ่อนผันให้พี่น้องสามารถอยู่อาศัยทำกินได้ในพื้นที่พิพาทตามวิถีชีวิตปกติจนกว่าการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนจะแล้วเสร็จ
อันนี้ก็เป็นบันทึกที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับพี่น้องที่มีปัญหาข้อพิพาทในเรื่องที่ดินและป่าเพราะอดีตที่ผ่านมา ถ้าหากไม่มีแนวทางในการผ่อนผัน สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยคือการดำเนินคดี การข่มขู่คุกคาม หรือกระทั่งการขับไล่พี่น้องออกจากที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย
ดังนั้น ทางสมัชชาคนจน จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหากับทางรัฐบาล
เรื่องของการข่มขู่คุกคาม หรือการดำเนินคดีมันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นเพราะจะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในที่ประชุมก็มีมติรับทราบ แล้วให้คณะกรรมการแต่ละชุดไปช่วยดำเนินการพิจารณาต่อ นี่เป็นเนื้อหาสาระหลักอีกอันหนึ่ง
• การเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผบกระทบจากกรณี ‘เขื่อนโป่งขุนเพชร’ จ.ชัยภูมิ ทางสมัชชาคนจนมีข้อเสนอต่อภาครัฐอย่างไร?
ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เราได้นำเสนอมาตั้งแต่ช่วงของการเปิดเจรจาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่กระทรวงเกษตรฯ เพราะพี่น้องเขื่อนโป่งขุนเพชร ตอนนี้น้ำก็ยังคงท่วมบ้านอยู่ ไม่สามารถที่จะออกไปทำมาหากินได้ ท่วมทั้งบ้าน ทั้งที่ทำมาหากิน ดังนั้น เราจึงมีข้อเสนอเร่งด่วนว่าควรที่จะมีการช่วยเหลือจากรัฐบาลในการช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย ครอบครัวละ 5,000 บาทต่อเดือน จ่ายไปจนกว่ารัฐจะจัดหาที่ดินให้ได้
• ข้อพิพาทชาวบ้าน ‘ปากน้ำท่าเคย’ จ.สุราษฎร์ธานี มีสาเหตุหลักจากอะไร?
ปัญหาก็คือบ่อปลาสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำของพี่น้องชาวปากน้ำท่าเคย มันเกิดขาดขึ้นมาเพราะกระแสน้ำและภัยธรรมชาติ แต่ไม่สามารถซ่อมได้ เนื่องจากในพื้นที่นั้น หากมีการนำอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการเข้าไปซ่อมก็จะถูกทางเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินคดีหรือจับกุม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราเร่งด่วนอยากให้มีการประสานงานเพื่อผ่อนผันให้ชาวบ้านสามารถซ่อมแซมบ่อและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่มันชำรุดจากภัยธรรมชาติ
• ‘โคกหนองเหล็ก’ จ.สุรินทร์ ที่มีการรุกล้ำที่ดินชาวบ้านโดยหน่วยงานภาครัฐ ล่าสุดได้ข้อยุติเรื่องเงินชดเชยหรือยัง?
เรื่องของที่สาธารณประโยชน์โคกหนองเหล็ก ที่ ต.แคน อ.สนม จ.สุรินทร์ กรณีนี้เป็นเรื่องของการที่กระทรวงศึกษาธิการไปสร้างโรงเรียนทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน ในพื้นที่ก็มีการสืบเสาะข้อเท็จจริงและได้ข้อยุติไปแล้วว่าทางกระทรวงศึกษาธิการจะมีการชดเชยให้กับพี่น้อง แต่ประเด็นก็คือยังไม่ได้มีการนำเข้า ครม. เสนอให้ความเห็นชอบในการจ่ายค่าชดเชย เพราะว่าทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อ้างว่าต้องหารือว่าต้องใช้งบกลางหรืองบของกระทรวง สรุปแนวทางล่าสุด คือ ท่านรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า แจ้งในที่ประชุมว่า ตอนนี้ทาง สพฐ.เสนอขอใช้งบกลางเพื่อนำเสนอเข้า ครม.ในการจ่ายให้กับกรณีนี้
• กรณีการตัดโค่นไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติที่ทำไม่ได้ แม้ไม้ยางสิ้นสภาพแล้ว มีการหารือในที่ประชุมร่วมกับภาครัฐอย่างไร?
อันนี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562 ที่เรามีการเสนอให้ในพื้นที่พิพาทในเขตอุทยาน ในส่วนของทางจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดพัทลุง ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาบรรทัด อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า แล้วก็อีก 2 พื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เมื่อยางพารามันหมดสภาพการกรีด พี่น้องไม่สามารถที่จะตัดโค่นและปลูกใหม่ได้ ดังนั้น พี่น้องจึงไม่มีรายได้เลย ก็ต้องอาศัยรับจ้างทั่วไปเพื่อที่จะพอมีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว
ข้อเสนอของเราคือ ก็ขอให้มีการผ่อนผันให้สามารถที่จะดำเนินการตัดโค่นต้นยางเพื่อปลูกใหม่ทดแทนได้ ซึ่งท่านธรรมนัสแจ้งกับที่ประชุมว่าได้มีการหารือกับกองการยาง อันนี้ผมจำชื่อได้ไม่ชัด ที่ดูแลเรื่องการปลูกยางพาราของประเทศไทย ท่านก็กำชับว่าทางเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ในการที่จะเข้าไปประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าขอให้มีการตัดโค่นต้นยางได้ นี่คือสิ่งที่ได้รับแจ้งในที่ประชุม ซี่งท่านธรรมนัสก็รับด้วยตัวเองว่าจะดำเนินการในการเร่งรัดติดตามให้เกิดขึ้นได้
• วาระเรื่อง ‘เขื่อน’ ไปถึงไหนแล้ว?
เรื่องของเขื่อนแก่งเสือเต้น และเขื่อนท่าแซะ ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมชลประทาน ยืนยันว่าเขื่อนทั้ง 2 ไม่มีแผนที่จะสร้างแล้ว
ข้อเสนอของสมัชชาคนจนคือขอให้กรมชลฯได้นำเสนอขอมติจาก ครม. เพื่อให้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการก่อสร้างโครงการเขื่อนทั้ง 2 แห่งนี้ ซึ่งทางท่านธรรมนัสก็ย้ำในที่ประชุมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ และท่านจะสั่งการเอง
• สุดท้าย เรื่อง ‘พันธุ์ข้าวต่างเขต’ ที่ขายด้วยกัน แต่จ่ายชาวนาไม่เท่ากัน มีรายละเอียดเบื้องต้นอย่างไร?
เรื่องของการรับรองสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในพื้นที่นอกเขต ปัญหาก็คือพี่น้องในจังหวัดสระแก้วปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เหมือนกัน แต่ว่าราคาที่ขายได้มันจะต่ำกว่าราคาของข้าวหอมมะลิที่ผลิตอยู่ในแถบพื้นที่ทางภาคอีสาน คือ พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ประมาณ 2 บาท หมายถึงว่า 1 ตันก็จะต่างกันอยู่ที่ 2 พัน ซึ่งมีมูลค่ามากสำหรับชาวนา มันจะเป็นค่าเก็บเกี่ยว ค่าใช้จ่ายจิปาถะที่ใช้ในการดูแลรักษาในการทำการผลิตข้าว
ในที่ประชุมก็มติให้กรมการข้าวไปในเสนอกับคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติเพื่อที่จะให้มีการกำหนดราคาให้มันเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ข้าวที่ซื้อจากจังหวัดสระแก้ว พอซื้อเสร็จแล้วในราคาที่ต่ำกว่า 2 บาท กลับขนขึ้นไปยังภาคอีสาน ไปประโคนชัย ไปสุรินทร์ คือในแถบถิ่นของทุ่งกุลาร้องไห้แล้วก็เอาไปปนกันกับข้าวทุ่งกุลาร้องไห้เนี่ยแหละ แล้วก็ขายกัน ไม่มีชื่อเลยว่าเป็นข้าวหอมจังหวัดหรือข้าวหอมนอกพื้นที่ มีแต่ข้าวหอมมะลิอันเดียวกัน
นั่นแสดงว่าราคาที่มากดชาวนาพื้นที่อื่นๆ มันกลับเป็นส่วนต่างที่นายทุนกดขี่ขูดรีด ไม่ใช่เฉพาะกดขี่ขูดรีดกับชาวนาอย่างพวกผม แต่กลับกดขี่ขูดรีดราคากับผู้บริโภคด้วย ซื้อถูกแต่เอาไปขายแพง สิ่งเหล่านี้มันไม่เป็นธรรม เรื่องนี้ทางท่านธรรมนัสก็ย้ำในที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายข้าวบอกว่าท่านช่วยเถียงจนคอเป็นเอ็น แต่สุดท้ายในที่ประชุมก็มีมติมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ นำเรื่องนี้กลับมาทบทวน ท่านก็ยืนยันว่าจะผลักดันในเรื่องนี้ต่อหลังจากนี้
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปมปัญหาที่สมัชชาคนจนเผยว่า ผลเจรจาวันนี้ พอใจในระดับหนึ่งแล้ว จึงตัดสินใจกลับบ้าน แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขดังเช่นที่รับปาก หลังฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไป ย่อมได้พบกันใหม่อีกครั้ง

