ก่อนเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมี “คำสั่งเสีย” กับเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ เรื่องการพระราชกุศลที่ยังไม่ลุล่วง อันได้แก่การซ่อมแซมวัดต่างๆ ที่ยังดำเนินการค้างอยู่

ซึ่งทรงมีพระราชดำรัสกำชับ ตอนหนึ่งที่ว่า
“…เงินในพระคลังข้างที่เหลือจับจ่ายใช้ราชการแผ่นดินมีอยู่ 40,000 ชั่ง ขอสัก 10,000 ชั่งเถิด ถ้าผู้ใดเป็นเจ้าของแผ่นดินแล้ว ให้ช่วยทนุบำรุงวัดที่ชำรุดและการวัดที่ค้างอยู่นั้นเสียให้แล้วด้วย”
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ ทรงดำเนินการตามพระราชดำรัสข้างต้น ทว่าพระองค์เองก็ทรง “เดือดร้อนรำคาญใจ” จากการดังกล่าว รายละเอียดเรื่องนี้สุพจน์ แจ้งเร็ว ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในบทความชื่อ “พระราชศรัทธาในรัชกาลที่ 3 กับพระราชวิจารณ์ในรัชกาลที่ 4” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2566

หนึ่งในจำนวนนั้นคือ พระราชศรัทธาของรัชกาลที่ 3 โปรดให้ยกเลิก “อากรค่าน้ำ”
อากรค่าน้ำ คืออากรเรียกเก็บจากการจับปลาในแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ฯลฯ ใครจะจับปลาจะต้องเสียเงินให้นายอากรตามประเภทเครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ทางการกำหนดว่าชนิดใดต้องเสียเท่าใด ใครจะตกเบ็ดทอดแหหาปลามาทำกับข้าวกินเองตามใจชอบไม่ได้ มีนายอากรเป็นผู้ไล่เก็บเงินส่งให้แก่ราชสำนัก
การเก็บอากรในสมัยนั้นคือใช้วิธี “ผูกขาด” ทางราชการจะตั้งอัตราไว้ว่าต้องการเงินเท่าใด นายอากรคนใดประมูลได้ก็ให้ดำเนินการเรื่องนั้นแต่ผู้เดียว ไม่มีคู่แข่ง นายอากรมีหน้าที่ส่งเงินตามการประมูลให้แก่ราชสำนัก ซึ่งจะระบุไว้โดยแน่นอนว่า เข้าพระคลังหลวงเท่าใด, ให้เจ้านายพระองค์ใดเท่าใด ส่วนที่เหลือเป็นกำไรสำหรับนายอากร ส่วนจะเรียกเก็บจากราษฎรได้เท่าใดเป็นเรื่องของนายอากรที่จะไปดำเนินการ
ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น แต่ละปีรัฐมีรายได้จากอากรค่าน้ำ 700 ชั่ง หรือ 56,000 บาท
การทรงเลิกอากรค่าน้ำย่อมกระทบถึงรายได้ของราชสำนักและเจ้านายบางพระองค์ ก่อนการยกเลิกนั้น ในปี 2369 รัชกาลที่ 3 มีพระราชปุจฉาต่อสมเด็จพระสังฆราชและบรรดาพระราชาคณะ
เพราะ “ทรงพระราชรำพึงเห็นว่า ทรงบำเพ็ญซึ่งศีลบารมีแลทานบารมีทั้งปวงนั้นก็นับเนื่องเข้าในพระสมดึงษบารมี ล้วนเปนปัจจัยแก่พระโพธิญาณบารมีสิ้นทั้งนั้น พระกระมลหฤทัยจะยังพระสมดึงษบารมีให้บริสุทธิ์ จึงทรงพระวิมุติสงไสยในอากรค่าน้ำและอากรสุรา เกรงจะเปนที่เศร้าหมองแห่งสัมมาอาชีวะ…”
สมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะทั้งหลายถวายวิสัชนาว่า การที่ราษฎร “ประพฤติเลี้ยงชีพโดยชอบธรรมแลบมิได้ชอบธรรมเปนบุญเปนบาปประการใดนั้น ก็มีแก่ชนทั้งปวงตามแต่ที่ประพฤติดีแลชั่วโดยโวหารกิจแห่งตนต่างๆ ใช่จะนับมาถึงพระบวรราชสันดานด้วยนั้นหามิได้”
สุดท้าย รัชกาลที่ 3 ก็ทรงให้ยกเลิกอากรค่าน้ำ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงครองราชย์ได้ราวหนึ่งปี ทรงเห็นว่าการยกเลิกอากรค่าน้ำทำให้เสียรายได้แผ่นดิน ไม่มีประโยชน์อันใด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เรียกเก็บอากรค่าน้ำเช่นเดิม โดยให้มีใบบอกไปยังหัวเมืองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
หนังสือหรือใบบอกไปถึงกรมการเมืองต่างๆ ฉบับนี้ ในช่วงกลางของหนังสือนี้เป็นพระราชนิพนธ์ที่รัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริไว้ว่า

“อากรค่าน้ำนี้ก็เปนทางที่ให้บังเกิดพระราชทรัพย์อย่างหนึ่ง สำหรับแผ่นดินในสยามประเทศนี้มีมาแต่โบราณสืบๆ…จะได้ยินว่าในแผ่นดินพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดองค์หนึ่งจะให้เลิกถอนเสียนั้นหามิได้ เพราะคนชาวประเทศไทยมีปรกติดังธรรมดา มีเนื้อแลปลาเปนกับเข้าเปนนิจทุกตัวคนทุกตำบลทุกแห่ง จะเปนคนกินแต่ของเครื่องเค็มแลเต้าหู้ซึ่งเปนสิ่งมิใช่เนื้อปลาเปนกับเข้าดังจีนบางจำพวกก็ดี หรือเปนคนกินนมเนยถั่วงาเปนกับเข้าดังพราหมณ์แลคนชาวมัชฌิมประเทศโดยมากก็ดีหามีไม่เพราะฉนั้นท่านผู้ครองแผ่นดินมาแต่ก่อนจึงได้เก็บอากรแก่คนหากุ้งหาปลาเหมือนเก็บค่านาสมพักสรแก่ผู้ทำนา ทำไร่ ทำสวน เสมอกันไปทั้งพระราชอาณาเขตร์รวบรวมพระราชทรัพย์มาใช้จ่ายเปนการทำนุบำรุงแผ่นดิน คุ้มครองราษฎรทั้งปวงไว้ให้อยู่เย็นเปนสุข ก็แลประเพณีรักษาแผ่นดินอย่างประเทศไทยนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลแลประเทศอันนี้อยู่แล้ว…” (จัดย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)
การเรียกเก็บอากรค่าน้ำใหม่อีกครั้งในปี 2395 และเพื่อให้ราษฎรผู้เสียอากรเข้าใจว่า เหตุใดอากรที่ยกเลิกแล้วกลับมีเรียกเก็บใหม่ปี 2399 จึงทรงออกประกาศว่าด้วยกลับตั้งอากรค่าน้ำ แลลดค่านาคู่โค ให้เป็นที่รับรู้กัน โดยทรงอธิบายไปในทำนองเดียวกันกับที่มีในหนังสือบอกถึงกรมการเมืองเมื่อก่อนหน้านั้น ความตอนหนึ่งว่า
“ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเพลิดเพลินไปในการพระราชกุศลมากนัก…ซึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกเงินอากรค่าน้ำ…จำนวนเงินควรจะได้เข้าท้องพระคลังทุกปี ปีละ 700 ชั่งเศษนั้น ก็ไม่เป็นคุณอันใดแก่สัตว์ดิรัจฉานสมดังพระราชประสงค์ แลไม่ได้มาเปนคุณเกื้อกูลหนุนแก่พระพุทธศาสนาด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แลไม่ได้เปนคุณแก่ราชการแผ่นดินเลย
…แลเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกเลิกค่าน้ำจะให้เปนประโยชน์แก่สัตว์ดิรัจฉานก็มิได้เปนคุณแก่สัตว์ดิรัจฉาน เห็นเปนคุณมากแต่แก่คนฆ่าสัตว์หาปลาให้ได้ทำกินเหมือนเปนไทแก่ตัว ไม่ต้องเสียส่วย
ช่วยราชการแผ่นดิน เปนสุขดีเสียกว่าคนที่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีพ คือทำนาแลทำไร่ทำสวนนั้นเสียอีก แลพวกที่หาปลาได้รับผลประโยชน์ยกภาษีอากรที่ตัวควรจะต้องเสียปีละ 700 ชั่งเศษทุกปีนั้นไปแต่ในหลวงดังนี้มาหลายปีแล้ว ก็ไม่ได้มีกตัญญูรู้พระเดชพระคุณ มาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณในหลวง ให้ปรากฏเห็นประจักษ์เฉพาะแต่เหตุนั้นแต่สักอย่างหนึ่ง.” (จัดย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)
เรื่องการยกอากรน้ำที่กล่าวมานี้ก็เขียนมาพอเป็นสังเขป ส่วนเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 4 เดือดร้อนรำคาญพระราชหฤทัยนั้นคือเรื่องใดบ้าง และพระองค์ทรงมีพระราชวิจารณ์อย่างไร ขอได้โปรดติดตามอ่านใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ก้าวสู่ปีที่ 45 จึงมีศิลปวัฒนธรรม ฉบับปฐมฤกษ์ MINI แก่ทุกท่านอภินันทนาการด้วย
วิภา จิรภาไพศาล

