บรูซ แกสตัน ผู้สร้างสรรค์ดนตรีไทยเดิม เป็นดนตรีร่วมสมัย โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

บรูซ แกสตัน
ผู้สร้างสรรค์ดนตรีไทยเดิม
เป็นดนตรีร่วมสมัย
สุจิตต์ วงษ์เทศ

บรูซ แกสตัน (.. 2489-2564) เป็นชาวอเมริกัน นักดนตรีสากลที่หาประสบการณ์ดนตรีไทยเดิมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างลุ่มลึ

จากนั้นทุ่มเทสร้างสรรค์ดนตรีไทยเดิม (เฉพาะทำนองไม่ร้อง) เป็นดนตรีร่วมสมัย ได้รับความนิยมจากคนดูและคนฟังรุ่นใหม่ในประเทศไทส่งแรงกระตุ้นคนรุ่นใหม่ที่นิยมดนตรีไทยเดิม โดยเฉพาะนักดนตรีไทยเดิมกล้าออกจากขนบอย่างองอาจด้วยฝีมือและผลงานเป็นที่รู้จักกว้างขวา

บรูซ แกสตัน เป็นฝรั่งอเมริกัน จบการศึกษาทางดนตรีจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐ จึงมีพื้นฐานเป็นนักดนตรีมีฝีมือทางสากล

Advertisement

เมื่อมาเมืองไทย (.. 2514) ในฐานะครูอาสาสมัครสอนดนตรีสากลในโรงเรียนประถมศึกษาที่พิษณุโลก ได้พบประสบการณ์ครั้งแรกทางดนตรีไทยเดิม ต่อมา (.. 2517) เป็นอาจารย์สอนดนตรีในสถาบันอุดมศึกษาที่เชียงใหม่ ได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อแสวงหาประสบการณ์ทางดนตรีไทยเดิม และดนตรี ไม่ไทย(หมายถึงดนตรีพื้นบ้านพื้นเมือง)

ดนตรีไทยเดิมจำแนกกว้างๆ ได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ จารีตนิยมสุดโต่ง กับ จารีตนิยมเสรี

(1.) กลุ่มจารีตนิยมสุดโต่ง สืบทอดจากดนตรีไทย “แบบฉบับ” สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นส่วนมากอยู่ในระบบราชการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่กรมศิลปากรโดยมีเครือข่าย “บ้าน” ต่างๆ ในกรุงเทพฯ

(2.) กลุ่มจารีตนิยมเสรี เป็นเอกชนอยู่นอกระบบราชการ (แต่ติดต่อสัมพันธ์กับราชการ) สืบทอดฝีมือดนตรีไทย “แบบฉบับ” แต่คิด “นอกกรอบ” จึงสร้างงานใหม่ๆ เสมอๆ มีผู้นำไม่เป็นทางการคือ ครูบุญยงค์ เกตุคง ผู้ได้รับยกย่องจากนักดนตรีไทยเดิมและคนฟังทั่วประเทศว่าเป็น “ระนาดเทวดา” เพราะฝีมือสุดยอด

บรูซ แกสตัน เข้าถึง “ครู” ทั้งกลุ่มจารีตนิยมสุดโต่งและจารีตนิยมเสรี แต่เลือกร่วมงานกับครูบุญยงค์ เกตุคง และคณะ ทำให้มีผลงานร่วมสมัยเป็น “ฟองน้ำ”

เริ่มแรกราว 50 ปีมาแล้ว บรูซ แกสตัน เริ่มกิจกรรมดนตรีไทยเดิมสู่สาธารณะ ต้องถูกนักดนตรีไทยเดิมจารีตนิยมสุดโต่งเสียดสีเยาะเย้ยถากถาง และถึงขั้นต่อว่าด่าทอ “ฝรั่งมันจะมาเล่นไทยเดิมดีกว่านักดนตรีไทยแท้ได้ยังไง?”

บรูซ แกสตัน แสดงออกด้วยการบรรเลงฆ้องวงใหญ่อย่างชำนาญ นอกจากนั้นยังแสดงภูมิปัญญาถึงรากฐานดั้งเดิมของวงปี่พาทย์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีเครื่องหลักได้แก่ “ปี่ฆ้องกลอง” หมายถึงปี่นอก, ฆ้องวงใหญ่, กลองทัด

เสียงนินทาลดลง เสียงยกย่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดชื่อ บรูซ แกสตัน อยู่ในหัวใจคนดนตรีไทยเดิมรุ่นใหม่และคนฟังดนตรีร่วมสมัยซึ่งมีไม่น้อย เสมือนฟองน้ำระเหยไปบนท้องฟ้าแล้วกลายเป็นเมฆฝนบันดาลให้ฝนโปรยปรายลงมาสู่อุทยาน ซึ่งมีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานชูช่อรับแสงตะวันและส่งกลิ่นหอมบำเรอมวลชนพลเมืองสยามในประเทศไทยเป็นที่รู้กัน แม้กระทั่งในสถาบันของกลุ่มจารีตนิยมสุดโต่ง


บรูซ แกสตัน “ดุริยกวี” ครูดนตรีร่วมสมัย ศิลปินรางวัลศิลปาธรกิตติคุณ สาขาคีตศิลป์ พ.. 2552 ศิลปินปีติศิลป์สันติภาพ พ.. 2560 (ภาพจากหนังสือที่ระลึกในงานศพ บรูซ แกสตัน)

ฆ้องวง มีรากเหง้าหลายพันปีมาแล้ว

ฆ้องวง หมายถึง ฆ้องหลายลูกเรียงกันเป็นวงผูกไว้กับรางโค้งล้อมรอบตัวผู้บรรเลงด้วยไม้ตีเป็นเสียง ซึ่งมีการเทียบเสียงสูงต่ำเรียงลำดับ (ฆ้องวงไม่มีในอินเดียและจีน)

ฆ้องหลายพันปีมาแล้วทำด้วยโลหะสำริด ซึ่งไม่มีในอินเดียและจีน เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีเฉพาะในอุษาคเนย์ราว 3,000 ปีมาแล้ว สืบเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถลุงและหล่อโลหะผสมที่มีทองแดงเป็นโลหะหลัก (อินเดียเดินทางไกลมาซื้อทองแดงลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นเหตุให้เรียกบริเวณนี้ว่าสุวรรณภูมิ แปลว่าดินแดนทองแดง)

เหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญมากยืนยันว่าวงปี่พาทย์ในดนตรีไทยไม่มาจากอินเดีย ตามที่ตำราดนตรีไทยสมัยก่อนตีขลุมว่าดนตรีไทยมาจากกอินเดีย

ฆ้องมีต้นแบบจากเครื่องมือสำริด ทำจากโลหะผสม (ทองแดงกับดีบุก) ถูกเรียกหลายชื่อตามคำท้องถิ่นนั้นๆ ได้แก่ ลาว เรียกฆ้องบั้ง, เวียดนาม เรียกกลองทอง, จีนกวางสี เรียกหนานถงกู่ (แปลว่า กลองของคนพื้นเมืองทางใต้ หมายถึงไม่ใช่กลองของฮั่น) ไทย ต้องทบทวน ดังนี้

ปัจจุบันไทยเรียกเครื่องมือสำริดชนิดนี้ว่า กลองมโหระทึก เป็นเครื่องประโคมพิธีกรรมสำคัญในราชสำนัก โดยอ้างว่าพบชื่อในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยา แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบปัญหาดังนี้

1. มโหระทึกในกฎมณเฑียรบาลเป็นเครื่องประโคมโดยพราหมณ์จากอินเดียมีเสียงดังกึกก้อง

2. เครื่องประโคมจากอินเดียที่ราชสำนักอุษาคเนย์รับมา คือ “ปัญจตุริยะ” หรือ “เบญจดุริยางค์” ประกอบด้วย 5 สิ่ง ซึ่งรู้กันทั่วไปในหมู่นักดนตรีไทยคือ “กลอง 4 ปี 1” (รวมเป็น 5)

3. เครื่องมือสำริดเสียงกังวาน แต่ไม่ดังกึกก้อง ตามที่พบในกฎมณเฑียรบาล

เครื่องมือสำริดเพิ่งถูกเรียกกลองมโหระทึกในแผ่นดิน ร.4 เมื่อยกไปตีรัวประกอบเสียงเป่าเรไรขณะพระสงฆ์ลงโบสถ์ทำวัตร

นับแต่นั้นกลองสำริดถูกเรียกเป็นกลองมโหระทึกสืบมาจนปัจจุบัน

ดนตรีไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ มีความเป็นมาอย่างสรุปสั้นๆ ดังนี้ (1.) กำเนิดเป็นดนตรีพิธีกรรมทางศาสนาผี (2.) หลังรับศาสนาพราหมณ์พุทธ ถูกปรับเป็นดนตรีพิธีกรรมทางผีพราหมณ์พุทธ (3.) รับเครื่องดนตรีจากอินเดียและจีน เป็นเครื่องประโคมพิธีกรรมและขับกล่อมในราชสำนักราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.. 1000 (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี)

รับดนตรีตะวันตกสู่ดนตรีไทย

1. ราชสำนักอยุธยารับดนตรีตะวันตกจากยุโรปราว 500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.. 2000

2. ราชสำนักรัตนโกสินทร์ปรับดนตรีไทยพิธีกรรม เป็นดนตรีไทย “เพื่อฟัง” อย่าง ตะวันตก ทำให้มีดนตรีไทยแบบฉบับ 3 แบบ แล้วสมมุติเรียกวงมโหรี, วงปี่พาทย์, วงเครื่อสาย ราว 100 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.. 2400

ดนตรีไทยหมดพลังปรับเปลี่ยนตัวเอง แล้วหยุดกึกลงเมื่อวัฒนธรรมป๊อปเริ่ม ถาโถมเข้ามา โดยค่อยๆ ซึมเข้ามาจากสิ่งเล็กๆ เช่น การพิมพ์, การอัดแผ่นเสียง, การแสดงที่เป็นสาธารณะ ฯลฯ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง “ดนตรีไทยในวัฒนธรรมป๊อป” (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2553 หน้า 20-21)

พลังของวัฒนธรรมป๊อปอยู่ที่มหาชนซึ่งเสพวัฒนธรรมนี้ จะเสพกันจำนวนมากเช่นนั้นได้ก็เพราะมีสื่อ ดังนั้นการออกอากาศครั้งแรกของวิทยุ 7 PJ ของกรมไปรษณีย์โทรเลขใน พ.. 2471 เปนจุดเริ่มต้นพลังของวัฒนธรรมป๊อป ที่ทำให้ดนตรีไทยกลายเป็นดนตรีไทยเดิม

(สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกในประเทศไทยชื่อว่า “สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท” (radio Bangkok at Payathai) ตั้งอยู่ทุ่งพญาไท (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) เปิดกระจายเสียงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.. 2473 ตรงกับวันฉัตรมงคลในรัชกาลที่ 7)

ถึงตอนนี้เริ่มแยกเพลงไทยออกเป็น “ไทยเดิม” กับ “ไทยสากล” ฝ่ายหนึ่งต้องหยุดพัฒนาการ ใขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาและอย่างรวดเร็วด้วย

การแยกเป็นสองนี้ไม่ใช่การแยก “ประเภท” อย่างเดียวเท่านั้น ที่จริงแล้วเป็นการแยกเจ้าของด้วยเพลง “ไทยเดิม” สำหรับคนที่ยังผูกพันอยู่กับชนชั้นนำเดิม หวงแหนและผูกขาดมาตรฐานความเป็น “ไทย” ไว้แต่ฝ่ายเดียวเป็น “คลาสสิค” ของไทย (แม้ไม่เกี่ยวกับกรีกและโรมันก็ตาม) ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งจับจองพื้นที่เสรีที่จะปรับเปลี่ยนไปได้ตามสบาย

สถานะอันสูงส่งของเพลง “ไทยเดิม” อย่างนี้แหละที่ไม่เปิดให้มีการตีความใหม่ (ทำได้เหมือนกัน แต่ไม่มาก และที่สำคัญคือใครทำ)

แต่อย่านึกว่าการแช่แข็งนี้เป็นความโชคร้ายของเพลงไทย (เดิม) หากคิดถึงเรื่องนี้ในเชิงการเผชิญกับวัฒนธรรมป๊อป การแช่แข็งคือการกีดกันไม่ให้วัฒนธรรมป๊อปล่วงละเมิดเข้ามาถึงเพลงไทยได้ ทำให้สถานะอันสูงเด่นของความเป็น “ไทย” ไม่มีวันสั่นคลอน

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่ท่านไม่ยอม “นอกครู” ก็เพราะท่านมีภารกิจจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ของดนตรีไทยไว้จากวัฒนธรรมป๊อป ไม่ใช่เพราะท่านหัวเก่าหรือหัวดื้อ เพราะท่านเหล่านั้นก็ล้วนเป็นลูกศิษย์ของ “ครู” ที่ได้ “นอกครู” มาจนมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งนั้น

แต่เพราะเป็นปราการด่านสุดท้ายในการเผชิญกับวัฒนธรรมป๊อป จึงจำเป็นต้องทำให้ดนตรีไทยแข็งแกร่งอย่างไม่โยกคลอนจนถึงที่สุด


เบิกเนตร สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธานพิธีเบิกเนตรอนุสาวรีย์ บรูซ แกสตัน ศิลปินชื่อดัง หนึ่งในผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ โดยมี นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คารา บาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้าร่วม ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาพระราม 3 เขตยานนาวา กทม. เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาพระราม 3 เขตยานนาวา กรุงเทพฯ มีการจัดพิธีเบิกเนตรอนุสาวรีย์ บรูซ แกสตัน ศิลปินชื่อดัง หนึ่งในผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ

โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เป็นประธาน

มี นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นางสาวปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารในเครือมติชน เดินทางเข้าร่วม

โดยมี นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลา 14.00 . วงฟองน้ำบรรเลงปี่พาทย์โหมโรง บุคคลต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าร่วม อาทิ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ผศ. สารภี แกสตัน ภรรยาอาจารย์บรูซ แกสตัน, นายธีโอดอร์ แกสตัน ศิลปินวงฟลัวร์ บุตรชาย, และนายสมศิลป์ แพทย์คุณ อาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้ปั้นอนุสาวรีย์อาจารย์บรูซ

ต่อมาเวลา 14.35 . สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี ประกอบพิธีเบิกเนตร โดยเจิมดินสอพองบริเวณหน้าผาก, หน้าอก, แขนของอนุสาวรีย์ รวมถึงฆ้องวงและไม้ตีฆ้องทั้ง 2 ข้าง

ทั้งนี้ อนุสาวรีย์ดังกล่าวเกิดจากแนวคิดของนายขรรค์ชัย ซึ่งเป็นเพื่อนกับอาจารย์ บรูซ และนายเสถียร มาอย่างยาวนาน เมื่ออาจารย์บรูซเสียชีวิตเมื่อ พ.. 2564 จึงมอบหมายให้นายสุลักษณ์ บุนปาน บรรณาธิการบริหารนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ดำเนินการจัดหาประติมากรดำเนินการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงอาจารย์บรูซและมอบให้นายเสถียร

สำหรับอนุสาวรีย์ดังกล่าว หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ขนาดเท่าตัวจริง ในท่วงท่าขณะเล่นฆ้องวง ดำเนินการแล้วเสร็จและติดตั้งเมื่อต้นปี 2566

(ที่มา : มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566 หน้า 1, 12)


เบิกเนตร มาจากศาสนาผี

เบิกเนตร เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนา “ผีพราหมณ์พุทธ” โดยมีต้นตอจากศาสนาผี ครั้นหลังจากนั้นศาสนาพราหมณ์ฮินดูกับศาสนาพุทธ รับสืบทอด (จากศาสนาผี) ตราบจนปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

(1.) ศาสนาผี เชื่อเรื่องขวัญ มีใน คน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องใช้, และอาคารสถานที่

คน มีขวัญหู, ขวัญตา, ขวัญใจ ฯลฯ “จอมขวัญ” บนกลางกบาลปกกระหม่อมของทุกคน สัตว์ มีขวัญวัว, ขวัญควาย, ขวัญหมา, ขวัญแมว เป็นต้น พืช มีขวัญข้าว เป็นต้น สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ มีขวัญประจำเครื่องมือทำมาหากิน ได้แต่ ขวัญครก, ขวัญสาก, ขวัญสุ่ม, ขวัญยอ, ขวัญเครื่องดนตรีทุกชนิด เช่น ฆ้องวง, ระนาด ฯลฯ อาคารสถานที่ มีขวัญลานนวดข้าว, ขวัญยุ้ง, ขวัญเรือน เป็นต้น

(2.) ขวัญไม่ตาย เมื่อคนตาย ส่วนขวัญของคนไม่ตาย แต่ยังดำรงอยู่ในต่างมิติ ที่จับต้องไม่ได้และมองไม่เห็น ถูกเรียกว่าผี

คนกับผีสื่อสารกันได้โดยผ่านร่างทรง เรียกพิธีเข้าทรง

(3.) ร่างเสมือน ขวัญของคนตายเมื่อสิงในวัตถุใด วัตถุนั้นก็ถือเป็น “ร่างเสมือน” หมายถึงเสมือนร่างของคนตายเมื่อยังไม่ตาย พบทั่วไปในวัดที่มีรูป “หลวงพ่อ” ทำด้วยโลหะ, หิน, ปูนปั้นหล่อวัสดุสมัยใหม่ เป็นต้น

พราหมณ์พุทธ กำเนิดหลังศาสนาผี มีความเชื่อใหม่ซึ่งต่างจากศาสนาผี ได้แก่ (1.) วิญญาณในแต่ละคนมีดวงเดียว (2.) เมื่อคนตายวิญญาณก็ดับแล้วไปจุติใหม่ทันที อย่างนี้เรียกเวียนว่ายตายเกิด

ขวัญทางศาสนาผียังสืบทอดความเชื่ออยู่ในศาสนาพราหมณ์และพุทธ เป็น ผีพราหมณ์พุทธ จึงพบว่าเหลือตกค้างในอินเดีย ตามคำบอกเล่าของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง [อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ทับแก้ว นครปฐม)] และ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ (นักวิชาการเอกเทศ) ดังต่อไปนี้

ในอินเดีย พิธีเทวาภิเษก เป็นพิธีที่ซับซ้อน ประกอบด้วยหลายขั้นตอน แต่ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุพลังลงไปในเทวรูปนั้น ประกอบไปด้วย 2 พิธีย่อย คือ

หนึ่ง) พิธีเนโตรมีลนะ (หรือเนตระอุนมีนะ หรือเนตรอชญาวร พิธีเบิกเนตร) หมายถึง พิธีวาดรูปดวงตาให้เทวรูป เพื่อใช้สื่อสารกับคนที่มากราบไหว้รูปเคารพ และ

สอง) พิธีปราณประติษฐาน หมายถึงพิธีประดิษฐาน หรือเติมพลังชีวิตให้เทวรูป โดยปกติแล้ว เทวรูปมักทำขึ้นจากหินและโลหะ แต่น่าสังเกตว่าเทวาลัยในอินเดียมักใช้เทวรูปหินเป็นเทวรูปประธาน จึงน่าจะเป็นร่องรอยของคติการบูชาหินใหญ่หรือหินตั้ง ที่เชื่อกันว่ามีพลังของบรรพชนสถิตอยู่ในหิน ซึ่งต่างจากแนวคิดเรื่องวิญญาณในศาสนาพราหมณ์ฮินดู และศาสนาพุทธ ที่เกิดขึ้นภายหลัง

ดังนั้น พิธีกรรมเหล่านี้จึงเป็นร่องรอยที่สำคัญของคติการนับถือหิน (ของศาสนาผี) ที่ตกค้างอยู่ในศาสนาพราหมณ์ฮินดู มาจนถึงปัจจุบัน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image