‘โคเนื้อน่าน’ เมื่อวานนับหนึ่ง พรุ่งนี้ครบวงจร

‘โคเนื้อน่าน’
เมื่อวานนับหนึ่ง พรุ่งนี้ครบวงจร

เมื่อนึกถึงจังหวัดน่าน คงไม่พ้นภาพจำอย่างจิตรกรรมฝาผนัง ‘กระซิบรักบันลือโลก’ การแอ่วเหนือชมเมือง ที่พรั่งพร้อมไปด้วยมนต์เสน่ห์สุดโรแมนติก แต่อีกฟากหนึ่งของพื้นที่ดอยสูง ยังมีชาวบ้านที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในการปล่อยขุมพลังทางการเกษตร โดยเฉพาะการเลี้ยง ‘โคเนื้อ’ สุดพรีเมียม พร้อมผลักดันออกมาสู่ตลาดอย่างครบวงจร โดยมีหน่วยงานที่ให้การผลักดันผ่านโครงการวิจัย ‘การพัฒนาสมรรถนะของเกษตรกร กลไกความร่วมมือและขยายโอกาสทางการตลาดโคเนื้ออย่างยั่งยืนในจังหวัดน่าน’ ภายใต้การสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชูธงความรู้จากงานวิจัย ผสมผสานนวัตกรรม สานพลังพหุภาคี สร้างนวัตกรชุมชน เสริมพลังเกษตรกรผู้เลี้ยงโค 245 ครัวเรือน ครอบคลุม 17 ตำบล ใน 10 อำเภอของจังหวัดน่าน ควบคู่การผลักดันแผนบูรณาการการพัฒนาโคเนื้อครบวงจร เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต สู่การยกระดับรายได้เกษตรกร สร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจชุมชน

⦁เครือข่ายโคเนื้อจากต้นน้ำ ลุยสร้างแบรนด์ชูอัตลักษณ์
ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล อาจารย์ประจำสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัย เล่าถึงเป้าหมายว่า ต้องการนำความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าไปพัฒนา การเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร ให้สามารถผลิตโคเนื้ออย่างมีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาด และสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ร่วมกับ หน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดน่าน และอื่นๆ

“ผลจากการดำเนินโครงการ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค มีขีดความสามารถในการจัดการฟาร์ม จัดการระบบการเลี้ยงโคที่มีมาตรฐานดีขึ้น และทำให้เกิดอาสาสมัครผสมเทียมโคเนื้อ เกิดการลงทุนร่วมกันระหว่างเกษตรกรในกลุ่มเครือข่าย โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 8.6 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งเกิดกลไกเครือข่ายดำเนินการตามแผนบูรณาการพัฒนาโคเนื้อของจังหวัด นวัตกรชุมชนมีการจัดการแก้ปัญหาวางแผนการผลิตถ่ายทอดความรู้ ขยายเครือข่ายเกษตรกรผลิตโค บนพื้นฐานความรู้ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น เกิดเครือข่ายโคเนื้อตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

Advertisement

“จากการคลุกคลีทำงานกับเกษตรกร เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเลี้ยงโค มีวิถีของการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น เช่น จากเดิมการผสมเทียม เกษตรกร น่านยังไม่ยอมรับ เมื่อเทียบกับภาคกลางที่ทำกันเป็นปกติ พอเราเข้ามาให้ความรู้ สร้างตัวอย่างเชิงประจักษ์ทำให้เขาเห็นได้ และทุกครั้งที่เราทำงานกับเกษตรกร เราไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่เราร่วมเรียนรู้ ชวนคุย ชวนคิด ลงมือทำ มันทำให้เกิดการสร้างการเปลี่ยนแปลง

“โดยเฉพาะเราเป็นมหาวิทยาลัยในพื้นที่ให้บริการจังหวัดน่าน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน เราไม่ได้เป็นนักวิจัยจากต่างจังหวัด มาแล้วก็กลับ แต่เมื่อเขามีปัญหาอะไรเราสามารถเข้าไปหาเขาได้ตลอดเวลา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเลย คือ ความสนิทสนมกัน จากคนแปลกหน้ามาเป็นคนรู้จักกัน จะเกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีง่ายขึ้น

“การพัฒนาขั้นตอนต่อไป เราต้องการต่อยอดความเข้มแข็งของกลุ่มให้ได้ จากตอนนี้ที่เราเริ่มมีการรวมกลุ่มเกษตกรแล้ว เราจะวางแผนการผลิตให้ลูกมีประสิทธิภาพตามที่ตลาดต้องการ และจัดการให้ครบโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผลิตลูก แม่โค เอาลูกมาเลี้ยงให้มาโตเต็มที่แล้วเอาไปเลี้ยงขุนต่อ และที่สำคัญเราจะส่งเสริมการบริโภคในท้องถิ่น เพื่อสร้างแบรนด์อย่างมีอัตลักษณ์ จากเกษตรกรท้องถิ่นของน่าน แล้วประโยชน์จะไปตกที่ประชาชน อันนี้ คือขั้นตอนสุดท้ายที่เราวางแผนที่จะดำเนินการในระยะต่อไป” ผศ.น.สพ. ดร.วินัยอธิบาย

⦁‘นวัตกรชุมชน’ กุญแจความสำเร็จ ความรู้คืออำนาจ ไม่ใช่แค่ของฟรี
ด้าน รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กรหน่วย บพท.กล่าวว่า เรามีเป้าหมายในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงพื้นที่คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจสังคมท้องถิ่นด้วยความรู้และนวัตกรรม ขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ หนุนเสริมและเชื่อมโยงกลไกการทำงาน ประสานความร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น สร้างกลไกในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง พร้อมกับการสร้างผู้นำและการพัฒนาคนในพื้นที่ให้สามารถจัดการตนเองและสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

“ผมเชื่อมั่นว่า การพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อของจังหวัดน่าน ภายใต้กระบวนการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรและกลไกภาคีในพื้นที่ จะสามารถตอบโจทย์การยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนยากจนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแน่นอน สร้างการเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนาคนให้มีสมรรถนะที่มากขึ้น และการพัฒนาโคเนื้อ ตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด พัฒนาตลาดซึ่งเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่สำคัญ และการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการและเป็นการพัฒนาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ปุ่น เผยต่อไปว่าการสร้าง ‘นวัตกรชุมชน’ คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ ภาษาบ้านๆ เป็นการบอกว่า ความรู้ต้องอยู่กับชาวบ้าน ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาต้องไปนั่งเรียน แต่เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ และการลงมือของเขา เรียนรู้ข้อสำเร็จและข้อผิดพลาด ดังนั้น เมื่อเขาเห็นภาพที่เกิดขึ้นจริง เขาก็จะสามารถช่วยคนอื่นได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้นำในระดับพื้นที่

“นวัตกรชุมชน จึงเกิดขึ้นจากการลงมือทำงานจริง เกิดขึ้นระดับพื้นที่อย่างชัดเจนมาก แต่เราต้องเข้ามาช่วยเพราะจากเดิมมันเป็นระดับจากบนลงมาสู่ข้างล่าง มีแต่ของฟรี ของให้มาชาวบ้านเขาก็ย่อยมันก็จบ แต่อำนาจที่ชาวบ้านเขาถือไว้ได้ คือ ความรู้ ซึ่งวันนี้อยู่ในมือเราหมดแล้ว ดังนั้นวันนี้ชาวบ้านต้องตื่นขึ้นมา บอกว่านี่คือโอกาสของเขา พอเรามีโอกาสมาทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดนิเวศที่เหมาะสม มันก็จะสามารถเดินหน้าไปได้ทีละขั้น ถ้าสามารถไปได้ ก็จะทะลุไปเลย แต่เราทำคนเดียวไม่ไหว ต้องร่วมมือกันหลายหน่วยงาน

“ชาวบ้านเข้าไม่ถึงกลไกตลาดที่จะเพิ่มมูลค่า ถ้าเขาเลี้ยงอย่างเดียว ก็จะพัฒนาไปได้เพียงในระดับหนึ่ง ดังนั้น หลายภาคส่วนในพื้นที่ต้องมาทำงานร่วมกัน เพราะมันเป็นเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่เขาเป็นเจ้าของ มันก็จะเปลี่ยนจากเกษตรกรที่เราออกแรงกันอย่างเดียว เราก็กลายมาเป็นเจ้าของกิจการ” รศ.ดร.ปุ่นเผยเป้าหมาย

⦁ตั้งกองทุนผสมเทียม เติมเสน่ห์เสริม ‘สตอรี่’ หวังตีตลาดครบวงจร
จากนั้น มาคุยกับคนพื้นที่ อย่าง อชิตรัตน์ ต๊ะชุ่ม ประธานวิสาหกิจชุมชน โคเนื้อคุณภาพอำเภอนาน้อย จ.น่าน ที่เล่าว่าในอดีตเคยเป็นมนุษย์เงินเดือน พอเจอปัญหาหลายอย่างจึงกลับมาอยู่ภูมิลำเนาตัวเอง ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนที่ชาวบ้านทำกัน แต่ลงทุนไปแล้ว กลับมีหนี้สินเพิ่ม จึงเป็นแรงผลักให้ไปหาอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้และมั่นคงให้ได้ นั่นคือการเลี้ยงโค โดยครั้งแรกได้รับโคจากธนาคารโคกระบือ ของทางปศุสัตว์จังหวัด จากนั้น ขยับขยายโดยหาวัวมาเลี้ยงเพิ่ม แต่เกิดปัญหาเรื่องการขายโคเนื้อ ที่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอย่างเดียว ทำให้เกษตรกรไม่สามารถต่อรองได้ จึงเกิดความคิดในการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน

“เมื่อก่อนสมาชิกยังไม่มีการพัฒนาพันธุ์วัว เวลาจะส่งขายไปฟาร์มใหญ่ที่เขาจะซื้อไปเลี้ยงขุนเพื่อทำโคเนื้อ มันมีปัญหาที่ว่าโคของเราเป็นสายพันธุ์พื้นเมือง ไทใหญ่ แคระแกร็น จากการที่ใช้พ่อพันธุ์ทับ แล้วมันจะทำให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ที่ไม่ดีขึ้น จนเราได้ตั้งกองทุนผสมเทียม ที่ได้รับการสนับสนุนน้ำเชื้อจากทางจุฬาฯเข้ามาช่วย รวมถึงกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมรายได้ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตให้มีเนื้อที่อร่อย และเสริมสตอรี่ของตัวเองเข้าไป หลากหลายรูปแบบเช่น เนื้อแดดเดียว เนื้อสวรรค์ สเต๊กเนื้อพรีเมียม เป็นต้น

“เราพยายามผลักดันให้เกิดระบบที่ครบวงจร ตั้งแต่โรงเชือด เขียงเนื้อ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งในอนาคตเราจะส่งออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเยอะกว่านี้ จากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากเกษตรกร หลายตำบลทั้งผาสิงห์ ท่าวังผา บ้านหลวง เราเชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดระบบการผลิตและการตลาด ที่จะกระจายผลิตภัณฑ์ ไปสู่ทุกพื้นที่ในจังหวัดน่านได้

“ความสุขของเรา คือ การทำที่ให้ชาวบ้านเขาพัฒนาได้ มีความรู้และมีรายได้เข้ามา ทำงานที่บ้านเราดีกว่าการไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ แต่วันนี้เหมือนเราเห็นการพัฒนาไปด้วยกันในชุมชน” อชิตรัตน์เล่าอย่างมุ่งมั่น

⦁ปศุสัตว์เปลี่ยนชีวิต ดึงแรงงานคืนบ้านเกิด
ด้าน ชาติชาย แซ่เติ๋น ผู้ใหญ่บ้านน้ำแป่ง อ.ท่าวังผา จ.น่าน กล่าวว่า พื้นที่บ้านน้ำแป่ง ค่อนข้างอยู่ห่างไกล ส่วนใหญ่ชาวบ้านทำอาชีพเพาะปลูกเป็นหลัก ส่วนปศุสัตว์เพิ่งเริ่มทำมาเพียง 2-3 ปี ด้วยการส่งเสริมของภาครัฐ นำสัตว์มาให้เกษตรกรได้ทดลองเลี้ยง

“ชาวบ้านได้วัวจากธนาคารโค กรมปศุสัตว์ มาทดลองเลี้ยงแล้วเมื่อวัวมีลูก เราจะต้องส่งลูกคืนแล้วเก็บแม่พันธุ์ไว้เลี้ยงต่ออีก 5 ปี หลังจากนั้นหากวัวมีลูกอีก ก็จะเป็นของเรา ทางอาจารย์จุฬาฯ เข้ามาเขาก็มาช่วย เช็กความพร้อม และเอาวัวตัวผู้พ่อพันธุ์ มาผสมพันธุ์กับวัวในพื้นที่จนมีลูกเกิดขึ้น

“ด้านความรู้ด้านโภชนาการอาหาร จากที่เราไม่รู้ว่าวัวจะอยู่อย่างไร เราก็มีความรู้ในการให้อาหารวัวได้อย่างเหมาะสม หรือด้านการฉีดยา เราก็ไปอบรมจนทำเองกันได้หมดทุกรายแล้ว เพียงแค่โทรไปปรึกษาทางจุฬาฯ และปศุสัตว์จังหวัด ว่าต้องใช้ยาตัวไหน จึงไม่ต้องรอหมอเดินทางขึ้นมาเพียงอย่างเดียว ความต่างตั้งแต่เขาเข้ามาที่เห็นได้ชัด คือ สภาพของวัวสมบูรณ์ขึ้น จากตอนแรกที่ชาวบ้านไม่เชื่อว่าตามเกณฑ์แล้ว วัว 4 ตัวจะต้องกินหญ้า 1 ไร่เลยหรือ มันไม่ขนาดนั้นหรอก พอเราเลี้ยงให้กินหญ้าแค่ครึ่งไร่ ก็พบว่ามันไม่พอตามคำอาจารย์จริงๆ พอทำตามที่เขาแนะนำ มันก็เห็นผลจริงๆ

“การเลี้ยงวัวเหมือนเป็นเงินออม มันสามารถเป็นเงินฉุกเฉินที่สามารถเอาไปขายได้ มันเข้ามาเสริมรายได้ ที่เราลงทุนเลี้ยงมันไปแล้ว สักวันมันก็จะได้คืนกลับมา เป้าหมายผมอยากจะให้ชาวบ้านเลี้ยงไว้ติดบ้าน เมื่อเรามีความต้องการเงินจากที่เราจะไปกู้ยืมเงิน เป็นหนี้นอกระบบ เราสามารถขายลูกวัวไปก่อน แล้วปีหน้าวัวก็จะออกมาใหม่” ชาติชายเล่าอย่างออกรส

นิคม รุ่งเรืองกนก ตัวแทนเกษตรกรชุมชน บ้านน้ำแป่ง อ.ท่าวังผา จ.น่าน เสริมว่า ตนเคยเป็นผู้ค้าแรงงาน ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นชาวสวนของหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่ตอบโจทย์ จึงกลับมาอยู่บ้าน เมื่อมีโครงการนี้เข้ามา ถือเป็นการตอกย้ำว่าชาวบ้านสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ตามที่มีนักวิชาการมาแนะนำ

“การทำเกษตรกรรมมันต้องมีความหลากหลาย เริ่มเรื่องปศุสัตว์เข้ามาควบคู่กับการปลูกพืชแบบอินทรีย์ เราสามารถใช้มูลวัวจากโคมาใช้ทำปุ๋ยหมัก เมื่อโครงการนี้เข้ามาทำให้ชาวบ้านมีโคเลี้ยง พร้อมกับเสริมความรู้เรื่องวิธีการเลี้ยงด้วย เพราะพวกเราอยู่พื้นที่สูงไม่เคยเลี้ยงโคอย่างจริงจังมาก่อน แต่ก็พยายามเรียนรู้จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อจะเอาความรู้มากขึ้น ส่งต่อความรู้ต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น” นิคมเล่าก่อนทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำว่า เป้าหมายของตน คือ การนำร่องทำโรงเรือนปลูกผักและเลี้ยงโค สร้างรายได้จากในพื้นที่ชุมชน

โดยหวังให้ชาวบ้านคนที่ออกไปทำงานข้างนอก ที่ทิ้งครอบครัว ทิ้งพ่อ แม่ ให้ดูแลกันเอง ไม่มีคนดูแล ไม่มีความอบอุ่น ได้กลับบ้านมาประกอบอาชีพที่มั่นคง อยู่บ้านกับครอบครัวให้ได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image