PM 2.5 มาแล้ว อัพเกรดระบบ สกัดฝุ่นพิษ เพราะโลกร้อน ต้องเริ่มแก้ที่ ‘เมือง’

22.11.23 | 13:50 น.

 ในข่าวร้ายยังมีข่าวดี ในวันที่อุณหภูมิเมืองไทยลด กรมอุตุนิยมวิทยา ลั่นระฆัง 14 พฤศจิกายน เริ่มต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ

อากาศเย็นลงได้ไม่นาน PM2.5 กลับมาปกคลุมท้องฟ้าอีกครั้ง ตามที่กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์เอาไว้ว่า 22-24 ..นี้ กรุงเทพฯมีแนวโน้มที่ฝุ่นพิษจะทะยานสูงขึ้น จากเพดานอากาศต่ำ ทิศทางลมเปลี่ยน และความเร็วที่ต่ำลง หนองแขม ประเดิมเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยอาการหนักสุด ครองแชมป์ยืน 1 ที่ PM เยอะสุด

มุมที่น่ายินดีคือ ตอนนี้ภาคส่วนต่างๆ เริ่มตระหนักถึงปัญหา ให้ความสำคัญกับการหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อไฟต์กับก๊าซเรือนกระจก ให้อยู่หมัดในระยะยาว 

คำตอบที่ตอกย้ำซ้ำๆ แทบเป็นเสียงเดียวกันคือ ต้องจัดการถึงต้นตอ ควบคุมที่แหล่งกำเนิด 

ล่าสุด ภาครัฐอย่าง กทม. คลอดแผนที่ “Risk map” ที่มัดรวมทุกจุดเสี่ยงไว้ในแหล่งเดียวกัน ให้พร้อมหยิบใช้งาน แก้ปัญหาฉุกเฉินได้ทันใจ ไม่ว่าจะโรงงาน แพลนต์ปูน ไซต์ก่อสร้าง อู่พ่นสีรถ หนีไม่พ้น ถูกระบุพิกัดให้ กทม.ลงไปตรวจ ควบคุมได้ทุกเมื่อ 

Advertisement

คู่ขนานกับที่เอกชนอย่าง จิสด้า (GISTDA) คิดค้นนวัตกรรม วัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ แถมเตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (CCCI) หวังเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล ไปพร้อมๆ กับสร้างแบบจำลอง เพื่อตรวจสอบและติดตามการสะสมคาร์บอน ชนิดที่จ้องตาไม่กะพริบ 

อัพเกรดระบบแจ้งเตือนเฝ้าระวัง

รวมจุดเสี่ยงในแมป ตามตัวได้ทันที

สำหรับ กทม. เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ และโฆษกของกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า กำลังทำตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2567 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองต่อเนื่อง ตลอด 365 วัน 

แก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะกรมควบคุมมลพิษ กรมการขนส่งทางบก กรมอนามัย กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ฯลฯ

เรียกว่าทำทั้งการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และสู้รบถึงจุดกำเนิด 

โฆษกกทม.เล่าว่า Risk map ของ กทม.ที่เพิ่งเสร็จล่าสุด ได้นำข้อมูลจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิด PM2.5 ทั้งหมดมารวมลงในแผนที่ เช่น โรงงาน แพลนต์ปูน สถานที่ก่อสร้าง อู่พ่นสีรถ เพื่อระบุพิกัดสถานที่ตั้ง รวมถึงเพื่อให้สามารถตรวจสอบผลการดำเนินการ ประกอบกิจการ ทำให้ กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถควบคุมแหล่งกำเนิดได้อย่างละเอียดแบบเรียลไทม์มากขึ้น 

ยังไม่รวมการปรับปรุงแอพพลิเคชั่น AIR BKK ที่ปรับปรุงฟีดแบ๊ก ทำให้พยากรณ์ได้แม่นยำขึ้น และยังพยากรณ์ล่วงหน้าได้ถึง 3 วัน เพื่อให้ประชาชนได้ติดตามสถานการณ์ สามารถวางแผนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้ทันท่วงที เพราะในบางมิติ ก็มีปัจจัยที่ก่อให้เกิด PM2.5 ที่ควบคุมได้ยาก

จราจรคือที่สุดคุมรถเข้าเมืองดับถึงต้นตอ มีแผนรอถ้าคับขัน

มิติที่สำคัญที่สุดตอนนี้เป็นเรื่องการจราจรคงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดูแลการจราจร การปฏิบัติตามกฎจราจร และหารือกรมขนส่งทางบก ในการควบคุมรถเก่าที่จะเข้ามาในพื้นที่  เป็นเป้าหมาย ที่ผู้ช่วยเลขาฯ เน้นย้ำ

ก่อนผู้ว่าฯไปถกคมนาคม แถลงเป็นมาตรการเมื่อ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

สำหรับกรณีเผาชีวมวลในกรุงเทพฯ มีเขตหนองจอก มีนบุรี คลองสามวา ที่มีการทำเกษตรอยู่แล้ว ก็จะเฝ้าระวังโดยดูจากภาพถ่ายดาวเทียมตลอด ถ้ามีจุดความร้อน (Hot Spot) เกิดขึ้น พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปดับถึงต้นตอ

ในส่วนของการดูแลและป้องกันสุขภาพประชาชนมีการทำห้องเรียนปลอดฝุ่น ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ 300 เครื่อง ให้กับศูนย์เด็กเล็ก 1,734 เครื่อง ให้กับโรงเรียนอนุบาล ปรับรูปแบบการเรียนของโรงเรียน แจกหน้ากากอนามัย และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 50 เขต 

หมดห่วง หากค่าฝุ่นสูงเกิน 75.1 มคก./ลบ.. กทม.จะยกระดับการดำเนินการ โดยควบคุมและดูแลการก่อสร้าง/สถานที่ก่อสร้าง ลดค่าโดยสารบีทีเอสส่วนต่อขยาย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น 

สุดท้าย ถ้าสถานการณ์คับขัน หนีไม่พ้นต้องขอความร่วมมือเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ในการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายลงทะเบียนพร้อมเวิร์ก ฟรอม โฮม หากค่าฝุ่นสูงแล้ว 121 แห่ง และสนใจเข้าร่วม 102 แห่ง รวมจำนวนพนักงาน 47,677 คน

แน่นอนว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมกัน จะลดจำนวนผู้ปล่อยก๊าซพิษได้มากขึ้นกว่านี้ 

สุ่มวัดค่าฝุ่น ไม่ปล่อยให้ล้ำเส้นเสี่ยง

หน่วยบู๊วางแผนเชิงรุก หน่วยบุ๋นลงพื้นที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. พิสูจน์ให้เห็น ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในพื้นที่เขตคลองเตย

เช็กลิสต์ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือแพลนต์ปูนอินทรี ถนนริมทางรถไฟสายปากน้ำ ซึ่งทางเขตคลองเตย ได้ทำแผนปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมสถานประกอบการที่ก่อให้เกิดปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ ตามโจทย์ที่ฝ่ายบริหารสั่งการเอาไว้ 

ได้แก่ ประเภทสถานประกอบการ/โรงงาน 2 แห่ง ประเภทแพลนต์ปูน 2 แห่ง ประเภทสถานที่ก่อสร้าง 5 แห่ง ประเภทอู่รถเมล์ 1 แห่ง ประเภทจุดถมดินท่าทราย 1 แห่ง พร้อมทั้งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ควบคุมไม่ให้ปล่อยมลพิษในอากาศเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯได้เน้นย้ำผู้ประกอบการ ให้ตรวจสอบบ่อคายกากคอนกรีต บ่อตกตะกอน บ่อน้ำใส ป้องกันไม่ให้มีเศษปูนหรือน้ำปูนล้นออกมานอกบ่อ ทำความสะอาดพื้นไม่ให้มีเศษหินเศษทรายตกค้าง รวมถึงป้องกันไม่ให้น้ำจากแพลนต์ปูนไหลออกไปด้านนอก เปิดเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในช่วงการปฏิบัติงานตลอดเวลา ล้างทำความสะอาดล้อรถโม่ปูนก่อนออกจากแพลนต์ปูน ตรวจวัดค่าควันดำรถโม่ปูนอย่างสม่ำเสมอ 

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้เขตฯตามมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศ และด้านความปลอดภัยอย่างไม่ลดละ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้ได้อย่างถาวรมากเท่าที่จะเป็นไปได้

บินไปเชื่อมเครือข่าย หาทางสร้างสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์

มดงานอย่างพนักงาน ข้าราชการ กทม. ลุยงานเต็มที่ มีหรือที่ผู้นำเมืองกรุง อย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. จะอยู่นิ่งๆ 

ล่าสุด มีไฟลต์บินไปเยือนโยโกฮามา เพื่อร่วมประชุม The 12th Asia Smart City Conference หรือ ASCC (13-15 ..2566) แสวงหาแนวทางลดการใช้คาร์บอนอย่างยั่งยืน ตามการเชิญของญี่ปุ่น และ World Bank 

ชัชชาตินั่งข้างๆ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. และ พรพรหม ณ.. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ หารือกับ ทาเคฮารุ ยามานากะ นายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา ผู้นำเอกชน และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ในประเด็นต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมการพัฒนาเมือง ก่อนหม่ำมื้อค่ำ พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักเรียน นักศึกษาไทยในโยโกฮามา ผู้ที่จะกลับมาพัฒนาเมืองไทยในอนาคต 

ผู้ว่าฯเล่าว่า ที่ย่านมินาโตะมิไร เมืองโยโกฮามา เป็นย่านใหม่ซึ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลลงไปเพื่อพัฒนาเป็น Smart City และครั้งนี้ เป็นการมาประชุมครั้งแรกของที่ปรึกษาฯ พรพรหม ในฐานะ Chief Sustainability Officer (ผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร) คนแรกของ กทม. 

มีการประชุมตลอดทั้งวัน และผมได้ขึ้นแถลงร่วมกับท่านนายกเทศมนตรีเมืองโยโกฮามา เรื่อง Carbon Neutral ที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างกัน โดยโครงการนี้ทาง World Bank เป็นผู้สนับสนุนที่อยากจะให้มีความร่วมมือกันระหว่างเมือง ถ้าหากดูแลที่เมืองได้ก่อน ก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องโลกร้อนได้ชัชชาติเล่าความตั้งใจ

สำหรับการประชุม ASCC เป็นการประชุมประจำปีที่ริเริ่มโดยเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ..2555 เพื่อเป็นเวทีให้เมืองในภูมิภาคเอเชีย ผู้แทนภาครัฐบาลและเอกชน และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรและสถาบันระหว่างประเทศ ได้ร่วมหารือความรู้ ประสบการณ์ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

โดยการประชุม 12th ASCC ที่ผ่านมา จัดขึ้นร่วมกับงาน Y-SHIP Convention 2023 ที่รวบรวมแนวคิด นวัตกรรมจากผู้ประกอบการจากนานาประเทศ เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาของเมืองใหญ่ทั่วโลก (global issues) โดยจุดเด่นคือ เป็นพื้นที่แสวงหาแนวทางลดการใช้คาร์บอน ผลักดันให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์

ทั้งนี้ กทม.ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างเมืองโยโกฮามา กับกรุงเทพมหานคร (City-to-City Collaboration for Zero-Carbon Society) ซึ่งเคยประชุมร่วมกันกับผู้แทนเมืองโยโกฮามาช่วงกลางปีที่ผ่านมา 

ขณะเดียวกัน ก็วางเป้าในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเป้าหมายของ กทม.ปี 2573 พยายามลดให้ได้ 19% ของ Business as usual หรือ BAU หรือราว 13 เมตริกตันต่อปีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 

ปัจจุบันเราปล่อยอยู่ประมาณ 43 ล้านเมตริกตันต่อปี เป้าหมายคือจะลด 19% ภายในปี 2573 และปี 2593 จะให้เป็นศูนย์ ชัชชาติเคยกล่าวเป้าหมายนี้ เมื่อ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันยังเดินหน้าต่อเนื่อง

ปล่อยก๊าซพิษ 70% ของโลก โลกร้อนต้องเริ่มแก้ที่เมือง

ประเทศญี่ปุ่นคนอ้วนไม่เยอะ เพราะเดิน วิ่ง ออกกำลังกายกันเยอะ

ไม่ใช่แค่คำปลุกใจของผู้ว่าฯ แต่ลึกลงไปกว่านั้น คือมุมมองการปลูกฝังจิตสำนึกในสังคม ที่สะท้อนให้เห็นพลังของการเปลี่ยนแปลงเมืองทางอ้อมและระยะยาว 

ในการบินไปประชุมครั้งนี้ ชัชชาติได้ร่วมอ่านแถลงการณ์ที่เจ้าตัวย่อยแนวคิดที่ได้จากการอ่านบทความเรื่อง “The tragedy of the commons” หรือโศกนาฏกรรมสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน ตั้งแต่ปี 1968 ใจความสำคัญของบทความนี้ ตอกย้ำว่า 

สิ่งของที่ใช้ร่วมกันอย่างน้ำใต้ดิน ถ้าต่างคนต่างดูดน้ำใต้ดินก็จะหมดไป

แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องอากาศ ถ้าต่างคนต่างปล่อยก๊าซพิษ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหลือ ต้องหาทางร่วมกัน ไม่มีทางทำคนเดียวสำเร็จ เพราะทุกคนเป็นคนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมืองเป็นคนปล่อยก๊าซ 70% ของโลก ดังนั้น เมืองต้องมีส่วนสำคัญในการป้องกัน เป็นการประชุมที่ดี ได้คุยกับหลายภาคส่วน 

นอกจากไปหารือ ผู้ว่าฯกทม.ยังได้เยี่ยมชมเรื่องการคัดแยกขยะ รถไฟฟ้าของนิสสัน เพื่อดูนวัตกรรมกลับมาปรับใช้ในเมืองหลวงของบ้านเรา ทั้งยังสังเกตเห็นประเทศญี่ปุ่น เน้นการใช้รถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน รถไฟฟ้ายังใช้ไม่เยอะ มีเพียง 3% เท่านั้น

สำหรับก๊าซเรือนกระจก เมืองเป็นผู้ผลิตมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ในประเทศเอง เมื่อดูที่เมืองก่อน ก็จะสามารถลดปัญหาเรื่องโลกร้อนได้ วันนี้ประชุมทั้งวันได้หลายเรื่องกับทางญี่ปุ่นเอง รวมถึงทาง World Bank ก็ช่วยในการพัฒนาแผนแม่บท แต่ก่อนเรามีสโลแกนเยอะ แต่เราไม่มีแผนแม่บท หรือรายละเอียด ซึ่งหัวใจต้องมี Action Plan

วันนี้ได้รายละเอียดเยอะ จึงถือโอกาสมาเจอน้องๆ จากโตเกียวและโยโกฮามา น้องเขานั่งรถไฟมา มีคนหนึ่งมาไกลเลย 3 ชั่วโมงกว่า น้องเขาเก่งๆ กันทุกคน หวังว่าจะกลับไปพัฒนาประเทศชาติต่อไป ได้คนศึกษาทั้งเรื่องฝุ่น PM2.5, Traffic Engineer หลายเรื่องก็เอาไปช่วยได้ชัชชาติกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หันไปที่ พรพรหม ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ ด้านความยั่งยืนกรุงเทพ มหานคร ที่ได้รับบทไปพูดเรื่อง Sustainable ในกรุงเทพฯ เผยว่า World Bank ก็เข้ามาช่วยทำเรื่องแผนความร้อน เพื่อทำให้เมืองเย็นขึ้น

ด้านผู้ว่าฯชัชชาติ เสริมอีกมุมที่ไม่คาดคิด คือความร้อน (Heat) ยังส่งผลกระทบถึงประสิทธิภาพด้านการศึกษาด้วย 

พออุณหภูมิสูงคะแนนสอบน้อยลง อุณหภูมิต่ำคะแนนสอบดีขึ้น แล้วประสิทธิภาพการทำงานจะดีขึ้น ซึ่งความร้อนของเมืองมันมีผล ยิ่งเพิ่มความร้อน เราก็ต้องเพิ่มการปลูกต้นไม้ต่างๆ

เป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ง่าย แต่ทุกคนช่วยได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม รัฐเอาจริง เอกชนให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ส่วนรวมต้องแบกรับ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ