แผนที่โบราณ แผนที่ชีวิต ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ‘ผมสุดอย่างเดียว ไม่สุดไม่ทำ’
‘กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง’
หนังสือเล่มสำคัญที่คนในวงการประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่มีใครไม่รู้จัก
ไม่เพียงเปิดโลกทัศน์ของหลักฐานในการศึกษาเรื่องราวของอยุธยายศยิ่งฟ้าผ่านสายตาชาวต่างชาติต่างภาษา หากแต่ยังสะท้อนความทุ่มเทสุดกำลังของผู้รวบรวมเรียบเรียง
ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ด้วยความเชื่อส่วนตัวของ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ที่ย้ำชัดในงานเปิดตัวหนังสือเล่มดังกล่าว ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่า
“ผมเชื่อในพลังของความรู้ที่เข้าถึงประชาชน”
ทุกหน้า ทุกบรรทัด อัดแน่นด้วยคุณภาพ ในราคา ‘เข้าถึงได้’ ตามความตั้งใจของเจ้าของผลงาน
“ชีวิตผมสุดอย่างเดียว ไม่สุดผมไม่ทำ”
คืออีกหนึ่งวาทะสำคัญที่ฉายภาพชีวิตทั้งก่อนและหลังย่างก้าวสำคัญที่กลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’
จากวันเสาร์ธรรมดาๆ เมื่อ 27 ปีก่อน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
นักศึกษาหนุ่มชาวไทย นามธวัชชัย ตั้งใจออกไปตัดผมแต่ไม่ได้นัดหมายทางร้านไว้ จึงเตร็ดเตร่รอเวลากลับมาใหม่ ก่อนเจอร้านขายแผนที่โบราณแห่งหนึ่งซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ธวัชชัย อาจเป็นเพียง ‘นักสะสม’ ธรรมดา หากแค่ซื้อเก็บในกรุคอลเล็กชั่นไว้ชื่นชม แต่แน่นอนว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
บุคคลผู้นี้ ยังทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า ถึงขนาดซื้อพจนานุกรมมาทรานสเลตด้วยตนเองในยุคที่อินเตอร์เน็ตและโปรแกรมแปลยังไม่ถือกำเนิด
ติดต่อบรรณารักษ์ เดินหน้าหาข้อมูลจากห้องสมุดแดนไกลด้วยตนเอง
กระทั่งเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สังคมไทยให้เป็นที่ประจักษ์
ต่อจากนี้ คือถ้อยคำบรรยายท่ามกลางผู้อ่านในวาระสำคัญ เบื้องหน้า ‘บิ๊กเนม’ มากมายในหลากหลายแวดวงที่ร่วมยินดี
‘นางนวล’ ที่ฉาบปีกด้วยแสงตะวัน ตามรอย ป๋วย อึ๊งภากรณ์
วันนี้รู้สึกตื่นเต้นและตื้นตัน ที่มีผู้เข้าร่วมมากขนาดนี้ หลังจากผมหายไป 17 ปี ตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2549
วันนี้มีความพิเศษนิดหน่อย ที่ทำให้ผมได้มาอยู่ที่นี่ แม้หลายอย่างในชีวิตไม่ได้เป็นไปด้วยความตั้งใจ แต่มิวเซียมสยาม เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของชาติสยาม ของกรุงศรีอยุธยา
วันนี้และพื้นแห่งที่นี้ เป็นพื้นที่ที่มีความหมายพิเศษสำหรับประวัติครอบครัว ผมจะขออนุญาตพูดสัก 2-3 นาทีในตอนท้าย
เมื่อ พ.ศ.2539 ผมพลัดหลงไปร้านแผนที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนชีวิตผมทันที จากเดิมไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ จนได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าผมไม่ได้เข้าไปในร้านแผนที่ The Map House ที่ถนน Beauchamp Place ประเทศอังกฤษในวันนั้น ผมก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ที่มิวเซียมสยามในวันนี้
ต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนผมเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ตั้งแต่ปี 2513-2523 พออยู่ประมาณ ม.ศ.2 ที่บ้านก็ถามว่า อยากไปเรียนเมืองนอกไหม ผมตอบทันทีว่าไปประเทศอังกฤษ ถ้าใครโตมาในสังคมสมัยนั้นจะรู้ถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งภายในประเทศและภายนอก เขาบอกว่าส่งผมไปเหมือนปล่อยนกปล่อยกา แต่สำหรับผม ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นนก หรือ กา ผมมองตัวเองว่าเป็นนางนวล ผมอยากฉาบปีกตัวเองด้วยแสงตะวัน ผมอยากตามรอยอาจารย์
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
พอไปอยู่อังกฤษได้ไม่กี่เดือน ผมไปยืนหน้าบันไดวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน London School of Economics (LSE) ตั้งใจจะเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ เศรษฐศาสตร์การเมือง ตามรอยอาจารย์ป๋วย สุดท้ายเขาก็รับ คนอย่างผมเวลาจะทำอะไรก็จะทำให้สุด
ไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่เป็น ‘นักเปลี่ยนแปลง’
เวลาที่เขียนหนังสือก็ต้องเขียนให้สุด ต้องเขียนกับสำนักพิมพ์ที่ผมมีความมั่นใจว่าจะทำหนังสือออกมาได้ดีที่สุด ชีวิตผมสุดอย่างเดียว ไม่สุดผมไม่ทำ
พื้นฐานสภาวะสังคมในตอนนั้นผนวกกับความสนใจส่วนตัว ผมที่โตมาในยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา
ผมเป็นคนที่รู้สึกว่า ผมไม่ใช่นักปฏิวัติ แต่เป็นนักเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เด็กๆ อยากเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราอยากจะสนใจแต่พวกเศรษฐศาสตร์การเมือง อ่านงานของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, John L. S. Girling, ชัยอนันต์ สมุทวณิช, David Morrell เป็นต้น
ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์แม้แต่นิดเดียว
ประวัติศาสตร์สำหรับผมมันเริ่มต้นหลังสมัย ร.5 หลัง 2475 แต่เก่ากว่านั้น ผมมองว่าน่าเบื่อ ที่มีการท่องจำไปสอบ แล้วก็ลืมไป
จนกระทั่งปี 2539 ผมพลัดหลงเข้าไปในร้าน The Map House ระหว่างที่ตั้งใจไปตัดผมแถว Beauchamp Place แต่ร้านติดคิวจอง ผมไปเจอร้านแผนที่ เห็นลูกโลกเก่าแก่ คิดว่าแวะเข้าไปสักหน่อย ฆ่าเวลา แล้วค่อยกลับไปตัดผม
พอเข้าไปในร้าน ผมถามถึงแผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แผนที่ประเทศไทย เขาบอกว่ามี เปิดลิ้นชักออกมาเต็มไปหมดเลย แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงถามถึงแผนที่ที่ราคาย่อมเยากว่านี้ เขาจึงไปหยิบแผนที่หลักร้อยปอนด์สเตอร์ลิงมาให้
ผมเห็นแผนที่สีแดง ค.ศ.1764 พอบวก 543 พบว่าเป็นตรงกับ พ.ศ.2307 เราเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2310 สมัยพระเจ้าเอกทัศ ดังนั้น มันอาจจะเป็นแผนที่แผ่นสุดท้ายก่อนเสียกรุง ราคาคิดเป็นเงินไทยแค่หมื่นเดียวจึงซื้อ
ไปต่อ หรือพอแค่นี้?
‘ผมโชคดีที่ไปต่อ’
ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูปทรงสัณฐานอยุธยาหน้าตาเป็นอย่างไร เราไม่เคยมองอยุธยาจากโดรน แต่เดาว่าเป็นอยุธยา จากคำว่า ‘JUTHIA’ ผมก็ไปซื้อพจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส ค่อยๆ แกะรอยหาข้อมูล ตามหาแม็กกาซีนเก่าเกี่ยวกับแผนที่สยาม หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนได้เจอแม็กกาซีน ‘THE MAP COLLECTOR’ เปิดมาเจอหัวข้อ ‘Ayutthaya, the ancient capital of Siam on European Maps’ เขียนโดย ดอว์น เอฟ. รูนีย์
ทำให้ผมเริ่มสนใจว่า มีฝรั่งที่เขาสนใจเรื่องอยุธยา แต่จากที่อยู่เมืองนอกตั้งแต่ปี 2523 เราไม่เคยได้ยินชื่อนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เราไม่รู้หรอกว่าในประเทศไทย เขาทำอะไรพวกนี้หรือเปล่า เราอยู่ในโลกของเรา ไม่รู้ว่ามีองค์ความรู้เกี่ยวกับอยุธยาอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่ามีใครเขียนไหม แต่วันหนึ่งถ้าเราเขียน เราต้องเขียนให้ได้อย่างนี้ หรือต่อยอดให้ดีกว่านี้
จนเริ่มไปตระเวนตามหาหนังสือ เราเริ่มจากพ็อคเก็ตบุ๊กเล่มเล็กไม่อย่างนั้นคุณจะท้อเสียก่อน จนมาเจอเล่ม “The Rise of Ayudhya” เป็นหนังสือมือสอง แต่ผู้แต่งคือมือหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นกระบี่มือหนึ่งในยุทธจักรประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งเขียนปรับจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยคอร์แนล เมื่อปี 1973 จนถึงวันนี้ผ่านมา 50 ปีพอดี ถึงจะเก่าก็ยังเป็นชิ้นคลาสสิก อ่านงานอาจารย์ชาญวิทย์
ทีไร เหมือนอ่านลาลูแบร์ อ่านทีไรได้ความรู้ทุกที
เริ่มจากบทความขนาดสั้นอย่าง “Descriptions of Old Siam” โดย Michael Smithies อันนี้เป็นบทความเกี่ยวกับฝรั่งที่บรรยายถึงสยามในยุคก่อน ตั้งแต่ยุคอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ มาจนถึงยุค ร.5-ร.6 เขาสรุปไฮไลต์ของจดหมายเหตุโดยย่อ ผมอ่านหน้าแรกแล้ว งงเลย
บันทึกแรกมาจากพ่อค้าชาวเวนิสชื่อ Nicolò dé Conti อ้าวไม่ใช่โปรตุเกสหรือ ที่เราเรียนตั้งแต่เด็กว่าเข้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2054 เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี แต่คนนี้บอกว่าไม่ใช่ มาจากชาวเวนิส ทีนี้ก็สับสนแล้ว ตอนเริ่ม ยากมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนเหลือ 2 ทางว่าจะ ‘หยุด’ หรือ ‘ไปต่อ’ โชคดีที่ผมเลือกไปต่อ
ผมโชคดีที่ผมเริ่มต้นด้วยหนังสือคลาสสิกทั้งนั้น ผมไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ผมตระเวนหาหนังสือเอง เจออะไรก็ซื้อ พอซื้อจาก 1 เล่ม พ็อคเก็ตบุ๊ก แล้วขยับมาหนังสือหนาหน่อยอย่าง “Asia in the Making of Europe” โดย Donald F. Lach & Van Kley ซึ่งผมเขียนเล่มนี้มีจุดเริ่มสนใจอยุธยาจากมุมมองฝรั่ง มันจึงเป็นเหตุผลว่า แผนที่เกี่ยวกับอย่างไรจดหมายเหตุตอนนั้น เอามาศึกษาคู่กันอาจจะมาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดของสังคมไทย เติมเต็มเอกสารจากมุมฝรั่ง

จุดเริ่มต้นเขียนงานวิชาการ
‘ถ้าไม่เจออาจารย์ชาญวิทย์ ผมคงเป็นแค่นักสะสม’
ผมคงเป็นแค่นักสะสมหนังสือเก่า ถ้าไม่ได้อาจารย์ชาญวิทย์มาบอกว่า อยากให้เขียนหนังสือบทความสั้นๆ เกี่ยวกับแผนที่อยุธยาในสายตาฝรั่ง และสยามในสายตาฝรั่ง ซึ่งพอได้เขียนบทความนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่า โอเคเราเขียนหนังสือได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเขียนหนังสือวิชาการชิ้นแรก
เมื่อเขียนหนังสือเราต้องการให้ทุกคนเข้าใจและเรียนรู้ เอาข้อมูลไปศึกษาว่าข้อมูลมีจริง ยุคสมัยนั้นฝรั่งให้ความสนใจกับเรา ถ้าจะใช้ศัพท์เก๋ยุคนี้ คือ ซอฟต์เพาเวอร์ ข้อมูลทั้งหมดความมั่งคั่งอลังการยุคนั้น ที่ทำให้ฝรั่งมาสนใจศึกษา หนังสือมีแต่อยุธยาโดดเด่น มีแผนที่อยุธยาขายเต็มไปหมด อันนี้พลังไม่ต่างจากมวยไทยในยุคนี้เลย
หนังสือจึงไม่ได้มีเพียงภาพแผนที่ แต่คุณมีหนังสือเล่มนี้ โดยที่สนใจเกี่ยวกับอยุธยา อยากศึกษาอยากเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอยุธยา มันมีภาพพิมพ์ต้นแบบ มีหนังสือจดหมายเหตุ ผมให้ข้อมูลทุกอย่าง มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันแล้วจะทำให้สามารถเข้าใจแผนที่ได้มากขึ้น ผมก็จะใส่ไปเลย อะไรที่ใส่ไปแล้วให้ความรู้คน แล้วมันไม่จับฉ่าย ไม่ทำให้คนหลงประเด็นก็ใส่ไปเลย
เช่น ภาพพิมพ์สมเด็จพระนารายณ์ที่สวยและดังที่สุด พิมพ์ปี พ.ศ.2228 โดย โนแล็ง และ แผนที่สยามที่มีภาพช้างสวยที่สุด โดย ปิแยร์ ดูวัล พิมพ์ที่กรุงปารีสปีเดียวกัน รวมถึงแผนที่สยามหรือยูเดีย โดย กูร์โตแล็ง เขียนที่อยุธยาราว พ.ศ.2216-2217 พิมพ์ที่กรุงปารีส ค.ศ.1686 สอดคล้องกับบันทึกของลา ลูแบร์ ที่แสดงให้เห็นว่าอยุธยาถูกแบ่งเป็น 6 ส่วน โดย 1 ใน 6 ส่วนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง หนาแน่นไปด้วยชุมชน ซึ่งเวลาคุณอ่านบันทึกจดหมายเหตุ คุณอาจจะงงว่า มันจริงหรือเปล่า แต่พอคุณไปดูแผนที่จะเห็นว่ามันสัมพันธ์กัน ข้อมูลมันเริ่มแน่นขึ้น มันเหมือนคุณอ้างอิงจากแหล่งข้อมูล 2 แห่ง
เห็นคุณค่าแผนที่
เก็บดี ‘ไม่แพ้มิวเซียมใดในโลก’
ยังมีแผนที่กรุงศรีอยุธยาฉบับโคโรเนลลี พิมพ์ที่เมืองเวนิส พ.ศ.2239 ที่ได้มอบให้กับทางมิวเซียมสยาม เพื่อให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน อันที่มอบให้ไม่ใช่สำเนาแต่เป็นฉบับแท้ 327 ปี อยากรู้ว่าราคาเท่าไหร่ก็ไปค้นกูเกิลเอา ผมมีแผนที่แผ่นนี้ 2 แผ่น สืบเนื่องจากแผนที่แผ่นดั้งเดิมของ กูร์โตแล็งที่ได้พูดมาก่อนหน้า เห็นภาพอยุธยาสมัยพระนารายณ์ แต่ด้านบนจะเห็นผังเมืองลพบุรี แล้วมาสังเกตแผ่นใหม่ที่เขียนขึ้นมาหลังจากนั้น 10 ปีให้หลัง เมื่อเทียบแผนที่ 2 แผ่น จะเห็นว่าแผ่นหนึ่งมีผังเมืองละโว้ อีกแผ่นหนึ่งไม่มี

มันจะมีทำไมล่ะ ปฏิวัติไปแล้ว พระนารายณ์สิ้นไปแล้ว เมืองละโว้คลายความสำคัญไปแล้ว จึงเอาออก ถ้าเราเข้าใจแผนที่แบบตั้งใจดูเราจะรู้ ซึ่งผมมีอยู่ 2 แผ่น ถามว่าแพงไหม แพง ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นคุณค่าของแผนที่ เราให้เขาเพราะผมมี 2 แผ่น ผมเก็บไว้แผ่นเดียวก็พอ ถึงแม้เราจะรู้ว่ามันมีค่า เก็บหนึ่งแผ่นแล้วเราทะนุถนอมมันอย่างดี เราจะมี 2 ทำไม เรามีหนึ่งพอ
เหมือนกับภรรยา ถ้าคุณเห็นคุณค่าภรรยา คุณมีหนึ่งเดียวก็พอ คุณแค่ทะนุถนอม ดูแลรักษาอย่างดี ไม่ต้องมี 2 มี 3
แผนที่ก็เช่นกัน ทุกชิ้นใหม่เอี่ยมเหมือนของก๊อปเกรดเอเลย เพราะผมดูแลดีมาก ทุกชิ้นที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของผมดูแลยิ่งกว่าดีอีก ไม่แพ้มิวเซียมที่ใดในโลก
‘ความรู้’ ที่วอล์กอินได้
ทำตามสัญญา ‘ให้ป๊าภูมิใจ’
ที่นี่ วันนี้มีความสำคัญต่อประวัติของครอบครัวผม เพราะว่าสมัยหนุ่มๆ พ่อผมเคยเป็นจับกัง อยู่ตรงท่าเตียน แล้วเขาก็พัฒนาไปขายของที่คลองถมจนตั้งตัวได้
เขาบอกผมว่าป๊าจบแค่ ป.1 นะ ก็ยังทำได้เท่านี้ มีตึก 10 ชั้น อยู่เยาวราช แล้วชัยเรียนเก่งที่สุดในบ้าน ป๊าจะส่งให้เรียนสูงที่สุด แล้วจะต้องทำให้เหนือกว่าป๊านะ
ผมบอกป๊าว่าผมไม่มีทางทำเหนือกว่าป๊าหรอก แต่สักวันหนึ่งผมจะทำให้ป๊าภูมิใจ
ด้วยความบังเอิญวันนี้ เป็นวันครบรอบ 40 ปีที่คุณพ่อเสียชีวิต จนผมรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตมันบังเอิญไปหมด
ผมอยากเป็นนักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมของผม ที่ตอนนั้นไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไร จะเป็นนักการเมืองก็พูดไม่เก่ง ใฝ่ฝันอยากเป็นนักการทูต หรือ สื่อมวลชน ก็มีอยู่ 3 อย่าง แต่ในที่สุดผมค้นพบตัวเองว่าผมสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยการ เผยแพร่ความรู้เพื่อให้สังคมของเรา ให้สังคมแห่งความอุดมปัญญา

การทำหนังสือเล่มนี้ ผมบอกเลยว่า ผมขอมติชนให้ทำออกมาให้ดีที่สุด เพื่อดึงดูดให้คนอยากซื้อ ทำหนังสือให้ดีที่สุด แต่ต้องเป็นราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
ผมเชื่อในความรู้ที่เข้าถึงประชาชน ความรู้ที่สามารถวอล์กอินเข้ามาได้ หนังสือราคาไม่แพงนัก นี่คือความตั้งใจในการทำหนังสือเล่มนี้
หากมีส่วนทำให้ผู้อ่านเกิดแรงบันดาลใจให้เข้าใจประวัติศาสตร์อยุธยา เข้าใจรากเหง้าของตัวเองมากขึ้น
ถ้ามันจะมีบุญกุศลที่เกิดมาจากสิ่งนั้น ผมก็อยากจะอุทิศให้คนสำคัญในชีวิตของผม
ถ้าคุณพ่อรับรู้ ผมก็จะได้บอกป๊าว่า วันนี้ทำตามสัญญาแล้วนะ ทำให้ป๊าภูมิใจ
ภูษิต ภูมีคำ

