ทราย เจริญปุระ แง่งาม 30 ปีในวงการ แม้เวิร์ก (ไร้) บาลานซ์ ‘ยังมีความหลังให้คิดถึง’

ทราย เจริญปุระ แง่งาม 30 ปีในวงการ แม้เวิร์ก (ไร้) บาลานซ์ ‘ยังมีความหลังให้คิดถึง’

ทราย เจริญปุระ
แง่งาม 30 ปีในวงการ แม้เวิร์ก (ไร้) บาลานซ์
‘ยังมีความหลังให้คิดถึง’

ถือเป็นหนึ่งในไอคอนแห่งยุค 90s ที่ผู้คนจดจำ ทั้งยังคงโลดแล่นในวงการบันเทิงมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านปี 2000 ข้ามยุคมิลเลนเนียลมาอย่างสง่างาม สำหรับ ทราย อินทิรา เจริญปุระ ผู้รับบทบาทหลากหลายทั้งนักร้อง ใสๆ จนถึงร็อกเกอร์สาว นักแสดง ทั้งเด็ก ม.ต้นที่ถูกข่มขืนในละครดังอย่าง ล่า ทั้งต้นมะเขือ ในปลาบู่ทอง ทั้งหญิงตายทั้งกลมผู้มีรักยิ่งใหญ่ ในนางนาก จวบจนยุคซีรีส์วายในวันนี้

เดินทางมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิต ประสบการณ์ที่ผันผ่าน จากเด็กอายุ 13 ถึง 40 ต้นๆ บนถนนสายศิลปิน ณ งาน FEED RETRO ซึ่งจัดโดย FEED สื่อบันเทิงและไลฟ์สไตล์ในเครือมติชน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รายล้อมด้วยผู้คนล้นหลามบนสนามหญ้าในบรรยากาศสบายๆ ภายใต้ธีม #90sไม่นานมานี้

ต่อจากนี้คือถ้อยคำของนางเอก (เกือบสอง) ร้อยล้าน ในประเด็นหลากหลาย ชวนให้คนร่วมสมัยย้อนรำลึกถึงความทรงจำอันสวยงาม ในขณะที่คนเจนใหม่ก็ได้เรียนรู้ถึงยุคที่ ‘เกิดไม่ทัน’ ไปพร้อมๆ กัน

Advertisement

⦁ก้าวเข้าสู่วงการด้วยอายุ เพียง 13 ปี เส้นทางเป็นอย่างไร?
ทรายเป็นลูกของ รุจน์ รณภพ แต่พ่อไม่เคยพาไปทำงานเวลาเล่นละคร แต่ถ้าพ่อถ่ายหนังของตัวเองเราต้องไปอยู่แล้ว เพราะไม่มีคนเลี้ยง ช่วงนั้นทางเอ็กแซ็กท์มีโปรเจ็กต์ที่จะทำเรื่อง ล่า อยากได้นักแสดงที่เล่นเป็นลูกในวัยจริงๆ ก็คืออยู่ในช่วง ม.ต้นตามบทประพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ไม่มีนักแสดง เพราะยุคนั้นนักแสดงเด็กจะเด็กไปเลย นอกนั้นอายุ 18-19 คือยุคของ พี่แอน ทองประสม เลยต้องปั้นนักแสดงใหม่

บทก็คือ โดนข่มขืน แล้วการเอาเด็กผู้หญิงในวัยที่ยังไม่ 15 ขวบ มาโดนข่มขืนในหน้าจอซึ่งมันหนักมาก ยุคนั้นยังมีเซ็นเซอร์ ยังมี กบว.อยู่ ยังไม่ได้จัดเรต และมีสิทธิที่จะถูกตัดทิ้งเสมอ แค่คิดก็รู้สึกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ไม่น่าจะไปต่อได้แล้ว แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ต้องหาคนมาเล่นให้ได้ก่อน

ช่วงนั้นตอนพ่อไปกองถ่าย ทีมงานมาบอกว่า คุณอาให้ลูกมาแคสดูสิ ลูกสาวอายุตรงกับในบทละครพอดี พ่อก็ปฏิเสธไปเลย คิดว่าส่วนใหญ่นักแสดงทุกท่านไม่อยากให้ลูกเข้าวงการ มันเหนื่อย อีกอย่างหนึ่งคือเราไม่มีแววการแสดงเลย งานโรงเรียนอะไรก็ไม่ทำ พ่อกังวลว่าจะไปทำคนอื่นเสียเวลา วันที่เล่นไม่ได้ ผู้ใหญ่จะมองหน้ากันไม่ติด

เวลาพ่อไปกองถ่ายจะมาเล่าให้ฟังว่าวันนี้เจอพี่แท่งมา พี่แท่งน่ารัก มีคนบอกว่าให้พี่ทรายไปแคสต์ แต่พ่อปฏิเสธไปให้แล้วนะ คิดว่าเราไม่ไปหรอก เราก็อ้าว! คำว่าไปแคสต์คือไปลอง มันไม่ได้ยืนยันอะไร ก็เลยไปลองดู พี่งัด สุพล วิเชียรฉาย เป็นผู้กำกับ และพี่อ้อม ดวงกมล ลิ้มเจริญ เป็นคนมาแคสต์ให้ ตอนแคสต์ก็นั่งร้องไห้ รู้สึกหม่นหมอง พอเขาบอกว่าหนูได้เล่นนะลูก ก็ดีใจ

⦁สิ่งที่ถ่ายทอดผ่านตัวละคร ‘ผึ้ง มธุกร’ หนักหน่วงแค่ไหน ตอนนั้นยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เทรนกันอย่างไร?
เป็นบทที่หนักหน่วงมาก เจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก รู้ว่าเจอบทหนัก เลยกลับไปอ่านหนังสือนิยายของคุณทมยันตี อ่านแล้วรู้สึกว่าถอนตัวทันไหม เหมือนกับว่าให้คุณไปเตะบอล เรารู้ว่าโลกนี้มีฟุตบอล รู้ว่าโลกนี้มีนักฟุตบอลที่เก่งอย่างเดวิด เบ็คแฮม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเตะบอลได้ ความรับรู้ในตอนนั้นว่าเราจะไปถ่ายละครก็เป็นแบบนี้ เราโตมาในกองถ่าย เราเห็นพ่อบรีฟนักแสดง เราเห็นนักแสดงมาทำงาน
ตอนแรกได้ไปเรียนกับ ครูแอ๋ว อรชุมา ยุทธวงศ์ประมาณ 4 ครั้ง เพื่อให้รู้หลัก เพื่อให้จับทาง เราก็รู้ว่าศิลปะในการแสดงการทำงานเป็นอย่างนี้ การอ่านบท การนำไปใช้เป็นอย่างนี้ ทำให้ไม่เคว้งคว้าง เวลามีซีนใหญ่ๆ ซีเรียสๆ ครูแอ๋วก็จะมาช่วยดู นอกนั้นไปลุ้นเอาหน้ากอง

⦁ช่วงที่บทละครเป็นลักษณะดิ่ง ส่งผลถึงตัวเราอย่างไรบ้าง?
มันเป็นความกลัวในการแสดง เราเล่นอันหนึ่งได้ ก็กลัวว่าจะเล่นอีกฉากไม่ได้ กลัวว่าจะเล่นไม่ได้อีก กลัวร้องไห้ไม่ได้อีก อย่างเช่นเล่นเป็นบ้าอันนี้ดี ผู้กำกับก็บอกโอเค เราก็กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้อีก เมื่อต้องเล่นในซีนต่อๆ ไป ก็จะพยายามจำและทำสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา คือจะไม่ออกมาจากตัวละคร ด้วยความระแวงว่าจะทำไม่ได้อีก หม่นหมองตลอดเวลา

เรื่องล่า ทรายใช้เวลาถ่ายแค่เสาร์-อาทิตย์ เพราะวันธรรมดาต้องไปเรียน แต่มีบางฉากที่ถ่ายหลังเลิกเรียนได้ ทำให้เรากลายเป็นเด็กหม่นมองไปเลย จากธรรมดาเราก็ไม่ได้เป็นเด็กร่าเริงอยู่แล้ว ก็ยิ่งหม่นหมองลงไปอีก จำได้ว่าแม่ทนไม่ไหว เพราะเขาก็ไปกองถ่ายกับเรา เขาบอกว่า ถ้าเป็นนักแสดง เล่นแล้วไม่หลุด ไม่พยายามบริหารจัดการตัวเองให้ได้ แม่ว่าพี่ทรายก็เป็นนักแสดงที่ดีไม่ได้ สุดท้ายเราก็มีวิธีการจัดการตัวเองให้ได้

เอฟเฟ็กต์ทางใจพวกนี้เป็นของสะสม ถ้าข้ามเส้นความกลัวไม่ได้ เราจะม้วนเข้าไปอยู่ในตัวละครนั้น สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นคือ ทันทีที่เริ่มด้วยบทแบบนั้นแล้วเราจะไม่ได้เล่นอะไรสดใสอีกเลย จำได้ว่าคิวแรกๆ ที่ไปถ่าย เจอ พี่นก สินจัย พูดว่ายินดีต้อนรับนะลูก จากนี้หนูจะไม่ได้สดใสอีกแล้ว คือพี่นกเล่นอะไรโหดๆ จนมาพีคตอนนวลฉวี แล้วจะต้องได้เล่นดราม่าอะไรหนักๆ ตลอดเวลาเพราะคนจำไปแล้ว ซึ่งทรายก็เดินไปเส้นทางนั้นแล้ว ยังไม่ทันได้สดใส

ทุกครั้งที่คิดว่าหนักแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่หนักกว่าเมื่อทุกครั้งที่เราคิดว่าหนักแล้ว ก็จะมีเรื่องที่หนักกว่านั้นอีกมาเรื่อยๆ คุณพ่อก็ไม่ได้ชมเวลาทรายไปกองถ่าย พ่อก็ถามว่าชอบไหม เราก็บอกว่าสนุกดี เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีใจอะไรมาก เพราะมันไม่ได้เหมือนเราเรียนได้เกรด 4 ที่พ่อแม่จะชม เพราะเป็นอาชีพที่คุณเลือก ถ้าคุณชอบ คุณก็จัดการกับมัน อาจจะเป็นรุ่นของพ่อแม่ในตอนนั้นที่เราไม่ได้ซีเรียสที่ต้องมาดีใจเป็นพิเศษ เพราะมันก็เป็นอาชีพของทางบ้านอยู่แล้ว เขาแค่รู้สึกว่าเราต้องรับผิดชอบมันให้ดีถ้าทำได้ ถ้าชอบก็ไปต่อก็ได้ ถ้าไม่ชอบให้รีบรู้ตัวจะได้กำหนดแนวทางชีวิตต่อไป

⦁จากการเล่นละครสู่วงการภาพยนตร์ เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรจนทำให้เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง?
ช่วงนั้นหนังไทยซบเซามากๆ เป็นช่วงตัดสินชะตากรรมของทรายอยู่เหมือนกัน คือเราเข้ามาตอน 13-14 ขวบ แล้วก็ไม่ได้มาในบทสดใส หน้าตาก็ไม่ใช่ไทป์ที่นิยมของยุค มันจะมีช่วงหนึ่งที่เขาฮิตลูกครึ่งฝรั่ง ส่วนเรานั้นมองไกลแค่ไหนก็ไม่สามารถเป็นฝรั่งได้ มันไม่มีบทอะไรให้เล่น ถ้าอยากได้บทวัยรุ่นน่ารัก เขาสามารถไปหาคนอื่นๆ ได้ แม่ถามว่า พี่ทรายคิดว่าพี่ทรายจะจริงจังกับอาชีพนักแสดงหรือไม่ ทรายบอกว่า จริงจัง แต่ความจริงจังมันซื้อ

ผู้ว่าจ้างไม่ได้ ถ้าเขาไม่จ้างก็ไม่ได้เล่น เพราะฉะนั้นเราต้องมีแรงดึงดูดให้คนรู้ว่าเราเล่นได้ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่จะโตก็ไม่โต จะเด็กก็ไม่เด็ก ก่อนหน้านั้นทำเพลง ครูกระดาษทราย ซึ่งทรายก็ไม่ได้ชอบ เพราะมันร่าเริงเกินไป ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะยังไงกับชีวิตดี คุณนนทรีย์ นิมิบุตร ก็ทำหนังเรื่อง 2499 ออกมา และมันก็เวิร์กมาก รายได้ 75 ล้านบาทในช่วงนั้น พ่อทรายเป็นคนให้เสียงบรรยายในเรื่อง 2499 เขาก็กลับมาบอกว่า พี่อุ๋ย นนทรีย์ทำหนังเก่งมาก แต่มาสายนะ เราก็ไปดูหนัง

วันหนึ่งอ่านข่าวพี่อุ๋ย นนทรีย์ อยากทำ นางนาก ก็ตั้งคำถามว่า จะทำนางนากครั้งที่ 25 ทำไม วันหนึ่งฝ่ายแคสติ้งโทรมา อยากให้ทรายมาแคสต์ ตอนนั้นทรายถามว่าไม่ได้ทำไปแล้วหรือ เห็นข่าวตั้งแต่ต้นปี โทรมาหาเดือนกันยายน ตอนนั้นเขาแคสต์เยอะมากๆ แต่หาไม่ได้ จนวนมาที่เรา เราก็ลองกันไปถึงแม้เขาจะแคสต์ไปทั่วทั้งวงการแล้ว

นางนากต้องตัดผมทรงมหาดไทย แล้วตอนนั้นทรายตัดผมสั้นพอดี กำลังเรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าแคสต์คู่กับ พี่เมฆ วินัย ไกรบุตร โก๊ะจ๋า ป่านะโก๊ะ ตอนนั้นก็ไม่ได้หวัง เพราะภาพจำของแม่นากที่เราเคยดูคือผู้หญิงที่เต็มสาวแล้วสวยเลย

เล่นนางนากมันต้องตัดผมสั้นมาก ตอนนั้นไปมหา’ลัยแล้วไม่มีเพื่อนคุยด้วย ทรายเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีแต่ลูกคุณๆ ทั้งหลาย ส่วนใหญ่พิมพ์นิยมไว้ผมยาว ทำสีผมก็ไม่แปลก แต่การตัดผมสั้นนั่นแหละแปลก มีคนมาถามว่าตัดผมสั้นขนาดนี้เลยหรือ เลยบอกเขาว่าเล่นหนังนางนาก เขาก็ไม่รู้จัก เราไม่ได้โกรธ มันคือความสนุกในยุคนั้น

⦁ความสนุกในการถ่ายหนังเรื่องนางนากมีอะไรบ้าง?
เป็นกองถ่ายที่งบน้อยมาก ตอนนั้นยังถ่ายฟิล์มอยู่ พี่อุ๋ยแอบเอาหางฟิล์มที่ถ่ายเหลือมาถ่ายบรรยากาศต่างๆ เวลาไปที่กองแล้ว ฟ้าไม่ได้ น้ำไม่ได้ ฝนไม่ได้ จะไม่ถ่ายเลย เพราะไม่มีเงินเหลือที่จะมีฟิล์มถ่ายขนาดนั้น ความสนุกในหนังเรื่องนั้น คือเป็นกองถ่ายที่ร้องไห้บ่อย พอถ่ายจบก็ดีใจมาก เป็นชิ้นงานที่สร้างแล้วทำให้เก่าทั้งหมด สร้างบ้านมาก็เผาทั้งหมดเลย ก็ถ่ายกันไปและพยายามทำความเข้าใจกับคนรอบๆ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ จนได้ 175 ล้าน ประสบความสำเร็จ เป็นนางเอกร้อยล้านเลย

⦁คิดว่าปัจจัยใดที่ทำให้นางนากประสบความสำเร็จทะลุไปถึง 175 ล้าน?
มันใหม่มากในตอนนั้น อย่างที่บอกว่าเวอร์ชั่นก่อนหน้ามีมาแล้ว 20 กว่าครั้ง มันทันคนทุกรุ่น ตอนเด็กๆ ทรายยังไปดูหนังกลางแปลงหน้าวัดกับตายาย ทุกคนมีภาพจำในแบบของตัวเอง แล้วอยู่ๆ มันก็มาเป็นอันนี้ ซึ่งมันแปลกมากๆ มันน่าจะเป็นรสชาติที่ใหม่จริงๆ อย่างผู้ใหญ่ก็จะรู้สึกว่ามันจริง ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า

ทรายว่าหนังผีที่มันน่ากลัว มันจะน่ากลัวแล้วก็แล้วกัน เราก็จะได้ไปบอกต่อเพื่อนว่ามันแว๊ออกมา แต่พอมันเป็นโมเมนต์ที่ซึ้ง มันจะอยู่ในใจเหมือนกันนะ พวกซีนร่ำลา หรือว่าอะไรหลายๆ อย่าง ล่าสุด ทรายไปดูสัปเหร่อที่ตอนนี้ป๊อปมากๆ เราก็ซาบซึ้ง ทีมไทบ้านเขาเก่ง แล้วเพิ่งมารู้เบื้องหลังว่าคุณปรีชา ปัดภัย ที่แต่งเพลงยื้อ ประกอบหนังสัปเหร่อ เขาเอาไอเดียมาจากฉากร่ำลาของนางนากกับพ่อมาก ในนางนากเวอร์ชั่นนี้ สะท้อนว่ามันส่งผลอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในใจคนเหมือนกัน ความรู้สึกว่าความรักมันเอาชนะอะไรอย่างนี้ได้ ทรายว่ามันอยู่ลึกๆ มันอยู่ในใจพวกเรา ความตายและการไม่ได้อยู่กับคนที่รัก เรื่องแบบนี้มันพิเศษ

⦁คนเลยจำภาพ ‘ทราย เจริญปุระ’ ในฐานะ ‘นางนาก’ ไปเลย?
มันเป็นการขยับอะไรบ้างอย่าง ทั้งเส้นอาชีพของตัวเองด้วย ละครพีเรียดเยอะขึ้น รู้สึกว่าทำเรื่องไทยๆ ประวัติศาสตร์ ทำให้ถึงมันก็สนุก ไม่จำเป็นต้องห่มสไบสีชมพู หรือสีส้ม แล้วเป็นโมเมนต์ที่ทรายรอคอยมาก เวลาของคนหน้าไทยมาถึงแล้ว ลูกครึ่งหลบไป จากนั้นมาก็ได้เล่น อตีตา, รอยไถ เป็นละครช่องไปเลย แล้วเราโตเป็นสาวพอดีก็เล่นเป็นนางเอกในวัยสาวได้ ก็คืออายุ 18 ปี คนรู้แล้วว่าทรายเล่นได้ เป็นใบเบิกทางได้เลย

ส่วนเรื่องอตีตา ช่วงนั้นละครที่ถ่ายไปออนแอร์ไปของช่อง 7 เราจะไม่รู้เลยว่าเล่นอะไรไปบ้าง รู้อีกทีละครจบแล้ว ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของยุค 90s ที่ถ่ายไปออนแอร์ไป ห้ามตาย ยิ่งเรตติ้งดี ยิ่งยืด และยืดสุดๆ ตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปได้อย่างไร

⦁หนังผีกับคนไทย เป็นของคู่กัน อะไรคือเสน่ห์ของหนังผีไทย?
ผีไทยน่ากลัวนะ ทรายว่าคนไทยเป็นคนที่มีจินตนาการ มากๆ ไม่เฉพาะผู้สร้าง แต่รวมถึงคนดูด้วย คนดูจะหรี่ตาถูกทุกครั้งเวลาผีจะออก ส่วนผี ถ้ารู้ว่าหรี่ตาก็จะไม่ออก จะออกมาตอนที่ทำให้ตกใจ น่าจะเป็นลักษณะร่วมของความเอเชียที่ผีมันมีความเฉพาะตัวมากๆ ฝรั่งก็ยังซื้อไปรีเมก จินตนาการในเรื่องการหลอกลวงตัวเองของพวกเรามันไม่แพ้ใคร คืออันนี้ผู้

สร้างหนังผีชาวไทยชนะเลิศมาก ผีเราไม่เหมือนผีฝรั่ง ผีไทยเป็นเรื่องของความเชื่อด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เราจะปฏิเสธไปเลยตั้งแต่ต้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก บางทีมีผีปู่ย่า ศาลตายาย บรรพบุรุษ จะไม่เชื่อก็ไม่เชิง ทรายเคยเล่นซีรีส์ผีที่ตอนนั้นเหมือนมีทุนจีนเข้ามาร่วมสร้าง แต่ชาวจีนไม่เข้าใจเรื่องผีบรรพบุรุษ เพราะมีช่องว่างที่หายไปช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ต้องไปแก้บทเป็นคำสาป เพราะชาวจีนจะไม่เก็ต เขาก็จะเก็ตผีดิบ มันมีความต่างตรงนี้อยู่

⦁แล้วอะไรที่ทำให้จับพลัดจับผลูจนมาเป็นนักร้องได้?
มันเหมือนเป็นสูตรของยุคนั้น ถ้าเล่นหนังต้องออกเทป ตอนนั้นใครๆ ก็ออกเทป อย่างทุกวันนี้ทรายเจอ พี่เอ็ม สุรศักดิ์ วงษ์ไทย ก็ยังขำกันอยู่ พวกเรานี่นะออกเทปได้ ทั้ง อาเอก สรพงศ์ ชาตรี, พี่เปิ้ล จารุณี สุขสวัสดิ์ ขนาด ไมเคิล

หว่อง แวะมาประเทศไทย 3 ปี ยังออกเทปได้ ถ้าคุณเป็นนักแสดง คุณต้องร้องเพลง ชอบไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง ต้องทำให้ครบ เหมือนต้องติ๊กถูกให้ครบทุกช่อง

ตอนนั้นทรายอายุ 14 เอง เข้าไปช่วงไล่ๆ กับ ทาทา ยัง อายุ 14 ร้องเพลงรักคนจะเชื่อเหรอ มันเด็กมาก จะมาอกหักรักสลาย แต่จะไปร้องเพลงเด็กก็ไม่ได้ แล้วตอนนั้นทรายก็ไม่ได้ขายพลังเสียง คือไม่ได้ร้องเพลงได้ดีขนาดทาทา เราไม่ใช่ พี่ปาน ธนพร เราทำไม่ได้ ไม่มีทางสู้ได้ แล้วก็ไม่มีความพยายาม เรารู้ว่ามันไม่ใช่แนวของเรา เขาก็เคาะออกมาเป็นเนื้อเพลงแบบใสๆ น่ารักๆ ทรายก็บอกว่า มันเด็กไป คือหนูก็เด็กแหละ แต่ก็ไม่ได้เด็กขนาดที่จะไม่รู้ว่าผู้ชายมาส่งทุกวันมันต้องการอะไร เขาก็บอกว่าอย่างนี้ถูกแล้ว เราก็แบบ…ได้เหรอ! ทำไมไม่รอให้หนูโตกว่านี้อีกหน่อย หรือทำไมพี่ไม่ปรับให้เพลงมันโตขึ้นล่ะ สุดท้ายก็ออกมา ทุกวันนี้ยังเป็นที่ล้อเลียนในหมู่เพื่อนฝูงว่าอันนี้จุดด่างในชีวิต เพราะไม่เข้ากับนิสัยเลย

ทรายชอบการเป็นนักแสดงมากกว่า ทำอัลบั้มแรกเหนื่อยใจเหลือเกิน เวลาไป 7 สีคอนเสิร์ตก็ไม่อยากร้อง ไปซ้อมเต้นก็ไม่อยากเต้น ไม่อยากทำอะไรเลย มันไม่สนุกเหมือนเวลาไปกองถ่าย คนดูก็ชอบให้เอ็นเตอร์เทน เราบอก เอ็นเตอร์เทนอะไร ร้องเองยังไม่สนุกเลย คนดูจะสนุกได้อย่างไร เราก็ให้ความสนุกไม่ได้เพราะไม่ได้ชอบ เลยยกเลิกสัญญากับแกรมมี่ไป ถ้าได้เป็นชาวร็อกต้องโตกว่านี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็พูดตรงไปตรงมามากขึ้น

จากนั้นไปทำเพลงกับ ONPA (ออนป้า) ทำเพลงร็อก ทรายก็บอกแล้วว่าทำเพลงร็อกได้ แกรมมี่ก็เรียกกลับไปอีกรอบหนึ่ง พออัลบั้มที่สาม ซึ่งมีเพลงสายลมที่หวังดี ได้รางวัลรางวัลสีสัน อวอร์ด ศิลปินร็อกหญิงยอดเยี่ยม เป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในความเป็นนักร้องทั้งหมดทั้งมวล ก็ต้องขอบคุณแกรมมี่ที่อดทนกับเรามาก

⦁บทบาทปัจจุบันที่มาเล่นซีรีส์วาย ซึ่งไม่มีในยุค 90s
ไม่มีเลย บทบาทของอัตลักษณ์ที่ไม่ตรงเพศในยุคนั้นมันจะถูกจำกัด ถ้าไม่เป็นตัวร้าย ก็เป็นตัวฮา จะไม่มีเส้นความเป็นมนุษย์ เป็นชีวิตอะไรจริงจังกับพวกเขา แต่ยุคนี้มีความลื่นไหล มันเปิดมากขึ้น แล้วในการทำงานก็มีลักษณะจำเพาะบางอย่าง สมมุติเล่นเป็นแม่ลูกกัน เราจะไปกอดไปหอมไปจับหัวก็ปกติ แต่อันนี้ไม่ได้ อันนี้อย่าเพิ่งโดนตัวพี่ทรายอย่าเพิ่งโดนตัวน้อง เราจะเก็บการโดนตัวน้องไว้ขยี้ในอีกอีพีต่อไปๆ คือเขามีกราฟของเขาจริงๆ ซึ่งเปิดโลกมากๆ เหมือนกัน

ทรายชอบมาก ทั้งวิธีการทำงาน การสื่อสารต่างๆ ดีมาก ทั้งที่คนละวัยกันหมด ทำให้นึกถึงตอนเด็กที่มีแต่ผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้คนในกอง 80-90 เปอร์เซ็นต์เด็กกว่าหมด ทั้งที่ทรายแค่ 40 ต้นๆ เอง (หัวเราะ)

⦁จากวัยรุ่นยุค 90s เติบโตมาเป็นซีเนียร์ ช่วงเวลานั้นส่งผลอย่างไรในวันนี้?
แน่นอนว่าในยุคเราไม่มีคำว่าเวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ เวิร์กก็คือเวิร์ก ไม่ต้องบาลานซ์ ไม่มีใครอยากบาลานซ์ ทำงานก็คือทำ ไม่ทำก็ไม่ทำ เราค่อนข้างมีความยืดหยุ่นพอสมควร ถ้าจะมองในแง่ดี มันทำให้ปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ง่าย เพราะในเจนของเรา ทุกวันนี้ยังถือว่าเป็นเดอะแบก อาจไม่ซัพเฟอร์ (เจ็บปวด) เท่าน้องๆ ที่อยู่ในเจน Z เรายังมีแง่งาม ยังมีความหลังให้คิดถึง ยังมียุค 80s ยังมียุค 90s ที่บ้านเมืองยังง๊อบแง๊บ ทุกคนช้าๆ พอๆ กัน ใครดีกว่าก็ไม่รู้ ไม่มีเฟซบุ๊ก ยังมีโมเมนต์แบบนั้นอยู่จนมายุคนี้ ก็ยังเป็นเดอะแบก เพราะได้ความยืดหยุ่นจากการทำงานมาตั้งแต่ตอนเด็ก หนักนิดเบาหน่อย พี่ มันเกินคิวไป เออ ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ทำให้ได้แต่ในแง่ไม่ดีคือ น้องจะรู้สึกว่า พี่ไม่ยืนหยัดเพื่อตัวเอง พี่ไม่เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ทำได้อย่างไรงาน 16 ชั่วโมง บ้าแล้ว แล้วยังรู้สึกว่ามันโรแมนติก

อย่างที่บอกว่า แต่ก่อนถ่ายไปออนแอร์ไป มันไม่โรแมนติกเลย หน้ามืดมาก แต่ตอนนี้พอพูดย้อนไปอะไรก็ตลกหมดแหละ เพียงแต่มันก็เป็นจุดแข็งว่าเราสามารถเกลี่ยพลังงานในช่วงของการทำงานได้ดีกว่าน้องๆ เพราะยืดหยุ่นมาเยอะ ยืดแล้วยืดอีก ยืดๆ หดๆ มันเลยทำให้เราไม่ซัฟเฟอร์กับการทำงานในคนในเจนที่แตกต่างกันออกไปแน่นอนว่ามันมีทั้งข้อดีและไม่ดี แต่มันทำให้เราไม่ทุกข์ เพราะรู้สึกว่าในเมื่อเป็นงานที่เรารัก อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็จะไม่เฮิร์ตกับมันมาก

ชญานินทร์ ภูษาทอง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image