“เดี๋ยวนี้โพลเชื่อไม่ได้หรอก”
ประโยคนี้ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวน ว่าจริง-เท็จแค่ไหน พลางอ่านผลโพลจากสำนักต่างๆ เช่น สำนัก ก. สนับสนุนให้นาย ข. นั่งเก้าอี้นายกฯอีก 3 ปี, สำนัก ค. สนับสนุนให้ปรองดองก่อนการเลือกตั้ง, หรือสำนักข่าว จ. สรุปว่าประชาชนมีความสุขกับการบริหารประเทศของรัฐบาล ต. เป็นต้น
เชื่อว่าเมื่อหลายคนอ่านผลโพลบางชิ้นแล้วต้อง “อึ้ง” แล้วสำหรับ “คนทำโพล” ล่ะ มีมุมมองอย่างไร
ทีมข่าวเฉพาะกิจ มีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล ซึ่งคลุกคลี ทำงานกับสวนดุสิตโพลเกือบ 20 ปี เพื่อตอบข้อสงสัยของสังคมว่า “โพล เชื่อได้แค่ไหน?”
โพลไทยไม่เป็นกลาง…จริงหรือ?
รศ.ดร.สุขุมตอบอย่างตรงประเด็นว่า ก็เป็นสิทธิที่จะพูด เพราะองค์กรที่ทำโพลในเมืองไทยมีจำนวนมาก มาตรฐานในการทำก็อาจแตกต่างกันไป สำหรับคนทั่วไป ก็มักยอมรับผลโพลที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ส่วนฝ่ายที่เสียประโยชน์ก็มักเกิดข้อสงสัยและออกมาต่อว่า เราจึงต้องแยกแยะว่า “ผู้ต่อว่า” คือใคร เขาเสียประโยชน์หรือเปล่า ทั้งนี้ เราก็มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ได้
“เราระมัดระวังเรื่องของคุณภาพ โดยเฉพาะมาตรฐานการทำโพลที่ต้องมีทฤษฎีรองรับ และจากประสบการณ์ 25 ปี ก็สอนให้รู้ว่าบริบทของสังคมไทยในการใช้หลักวิชาของโพลออกมา ต้องมองสภาพการเมืองการปกครอง สังคม หรือเศรษฐกิจของไทยประกอบเข้าไปด้วย”
3 แหล่งที่มา ก่อนจะมาเป็นโพล
สวนดุสิตโพลมีผลโพลออกมาทุกสัปดาห์ รศ.ดร.สุขุมบอกว่า หัวข้อหรือเรื่องที่ทำการสำรวจ มีที่มา 3 ทาง 1) สถานการณ์ในปัจจุบัน มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องเดียวกัน เห็นแตกต่างกัน การจะบอกว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร โพลก็ต้องออกมาทำในเรื่องนั้นๆ 2) กรณีที่มีความขัดแย้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งและไม่สามารถหาข้อยุติได้ โพลจะเป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งที่ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจ 3) เสียงเรียกร้องทั้งจากสื่อมวลชน สังคม ว่าหัวข้อนั้นน่าจะทำโพล
“ในต่างประเทศจะมีอีกส่วนหนึ่งคือ ในลักษณะของการให้ความรู้กับประชาชน โพลจะวัดอุณหภูมิที่สาธารณชนมีต่อเรื่องนั้นๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการร่างโครงการ เป็นแผนงานเพื่อจะใช้เป็นหลักหรือแนวทางในการดำเนินงาน
“โดยสรุป หัวข้อโพลมีที่มาหลากหลาย แต่ในเมืองไทยจะใช้สถานการณ์เป็นตัวตั้ง ซึ่งเมื่อใช้สถานการณ์แล้ว บางครั้งดูเหมือนว่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ก็เป็นการวัดอุณหภูมิของสังคมในแต่ละช่วงเวลา โพลเรื่องเดียวกันแต่ทำคนละช่วงเวลา ผลอาจจะแตกต่างก็ได้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และความรู้สึกของประชาชนในช่วงเวลานั้น”
ส่วนการสำรวจที่ประชาชนให้ความสนใจตลอดมา คือ โพลเกี่ยวกับกีฬา วงการบันเทิง และเรื่องสุขภาพอนามัย
‘โพลการเมือง’ ดาบสองคม-เหรียญสองด้านที่คนทำโพลต้องยอมรับ
ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาสวนดุสิตโพลบอกว่า หากเป็นโพลที่เกี่ยวกับการเมือง จะมีพวกเบื่อการเมือง ไม่ชอบการเมือง และการเมืองก็มีหลายฝ่าย ทำให้บางคนไม่อยากอ่าน ไม่อยากติดตาม
ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์การเมืองคุกรุ่น รศ.ดร.สุขุมรับว่า สำนักโพลต่างๆ มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ-เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายการเมืองต่างๆ
“แน่นอน การเมืองก็มีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งกองเชียร์ ผู้ทำโพลต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง คำถามต้องมีทั้ง 2 ด้าน ไม่ใช่คำถามเชิงบวกอย่างเดียว เชิงลบอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งคำถามที่เป็นกลางๆ ต้องมี ซึ่งการจะตอบออกมาของแต่ละคน ต้องให้สิทธิเขาพอสมควร เขาอาจจะเห็นด้วยก็ได้ ไม่เห็นด้วยก็ได้ หรือเฉยๆ ก็ได้
“ฉะนั้น โพลการเมืองที่ออกมาแต่ละครั้งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร ทั้งนี้ เพราะว่าฝ่ายที่ได้ประโยชน์ก็จะดีอกดีใจ ฝ่ายที่เสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบจากโพล ก็จะติติง ไล่เรียงมาตั้งแต่วิธีไม่ถูก คำถามชี้นำ หรือประมวลผลถูกต้องหรือเปล่า แม้กระทั่งโยงว่าเป็นโพลของสำนักไหน แบ๊กอัพคือใคร เคยรับทุนจากใครไหม สนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษหรือเปล่า กระทั่งกลายเป็นพูดว่า โพลนี้ชี้นำ หรือเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
รศ.ดร.สุขุม สรุปว่า โพลที่ทำค่อนข้างยากและต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ แน่นอนว่าเป็นเรื่องโพลการเมือง เพราะเกี่ยวกับการได้-เสียผลประโยชน์
การดำรงความเป็นกลาง ในกระแสความคิดเห็นที่เชี่ยวกราก
“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า โพลใดก็ตาม ที่ออกมาแล้วมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนคัดค้าน เป็นลักษณะของมิติของโพลค่อนข้างแหลมคม” รศ.ดร.สุขุมกล่าว
ก่อนอธิบายเพิ่มว่า เมื่อเราพูดประโยคใดประโยคหนึ่งมีทั้งคนเห็นด้วยและคัดค้าน ซึ่งสวนดุสิตโพลจะมีเหตุผลเสริมว่าเห็นด้วยเพราะอะไร ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร รู้สึกเฉยๆ เพราะอะไร เหตุผลเหล่านี้จะช่วยลดกระแสของการโต้เถียง เช่น คนไม่ชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ส่วนคนที่บอกว่าชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าไม่มีการชุมนุม ซึ่งตรงนี้คนที่ไม่เห็นด้วยจะบอกว่าระบอบประชาธิปไตยต้องมีการชุมนุม ไม่เห็นด้วยก็ออกมาประท้วง
รศ.ดร.สุขุมแนะว่า ผลการสำรวจเป็นอย่างไรก็ควรนำเสนอแบบนั้น ส่วนการแสดงความคิดเห็นควรเป็นเรื่องของสื่อมวลชนที่มีการวิพากษ์กันออกไป แต่บางครั้ง สื่อมักหยิบเพียงบางส่วน บางประเด็นไปนำเสนอ โดยเฉพาะสื่อเลือกข้าง เช่น ช่องทีวีของพรรคการเมืองต่างๆ
มองโพลสหรัฐ อีกมิติของประชาธิปไตยที่ต้องเรียนรู้
กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ชาติที่ได้รับยกย่องเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย “ผลโพล” ก็ถูกมองว่ามีปัญหา ผลสำรวจของแทบทุกสำนักบอกว่า นางฮิลลารี คลินตัน เป็นฝ่ายคว้าชัย แต่มาถึงวันนี้เราต่างรู้ดีว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างหากที่ได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
“มันจึงย้อนกลับมาสู่สามัญเดิมอีก เริ่มเอาความคิดเห็นของตัวเองเข้าไป… ผลโพลที่ออกมา เราต้องบอกว่าเราอยู่ตรงไหน เราเป็นประชาชนคนหนึ่งแต่จะอยู่กลุ่มไหน ระหว่างกลุ่ม 80 เปอร์เซ็นต์ กับกลุ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ เราอาจจะอยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อย แต่ธรรมชาติของคนอยากอยู่ฝ่ายผู้ชนะ อยากให้มีพวกที่เห็นด้วยกับตัวเองมากๆ
“เรื่องกลุ่มตัวอย่าง ถ้าเป็นเมืองไทยเราอาจบอกว่าเลือกไม่ดี สุ่มไม่ดี แต่สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย เป็นต้นแบบของการทำโพล ไล่มาตั้งแต่แกลลัพโพล (Gallup’s Poll) ครั้งนี้การสุ่มตัวอย่างเขาทำเหมือนเดิมทั้งยังพัฒนาวิธีการดีขึ้น ฉะนั้น วิธีการไม่ผิด ก็ทำให้คิดไปอีกว่ามีการโกงการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือ ส่วนที่ 2 คือคนตอบ จิตวิทยาในคนตอบ ระยะหลังมี “คนหลอกโพล” เยอะ จะเลือกอย่างหนึ่งแต่ตอบอย่างหนึ่ง นี่ก็ทำให้เป๋”
แม้จะมี “คนหลอกโพล” แต่คนทำโพลก็พยายามพัฒนาวิธีการเพื่อดึงความจริงจากคนตอบ ผู้ทำโพลจึงต้องเรียนรู้หลักจิตวิทยาบุคคล จิตวิทยาฝูงชน จิตวิทยามวลชน
“หลายครั้ง โพลการเลือกตั้งก็ผิดยกกระบิ ในไทยก็มีต่างประเทศก็เยอะ โดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างว่าทำไมผิด หากผลออกมาว่าสูสียังพอรับได้ แต่โพลกลับบอกว่าคลินตันชนะขาด แต่ผลเลือกตั้งคืออีกฝ่ายขาดลอย”
รศ.ดร.สุขุมให้ภาพต่อไปว่า ระยะแรกๆ ของการทำโพลในไทย คนไม่อยากตอบโพลการเมืองเพราะกลัวเดือดร้อน เวลาผ่านไปคนอยากตอบโพลการเมืองมากขึ้น กระทั่งเกิด “สมน้ำหน้าโพล-ไม่เชื่อใจโพล-อยากลองดีโพล”
คนทำโพลจึงต้องเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรียนรู้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแหล่งที่มาสำคัญของข้อมูลดิบของการทำโพล
วิธีการสำรวจที่ดีที่สุดคือการลงพื้นที่ (Area sampling) เพราะมีวิธีการสุ่มที่เห็นชัดเจน ทีมเก็บข้อมูลลงพื้นที่ไปตามจังหวัดต่างๆ แล้วเลือกตามบ้านเลขที่ เช่น เลขคู่ เลขคี่ ปัจจุบันมีแบบสำรวจออนไลน์ หากเป็นเรื่องไม่คอขาดบาดตายก็จะมีคนตอบ แต่หากเป็นเรื่องที่มองว่าคอขาดบาดตายก็จะไม่ตอบ เช่น ถามว่าชอบนักการเมืองคนใด ชอบพรรคการเมืองไหน ฯลฯ แบบสำรวจออนไลน์จึงใช้ได้เพียงบางเรื่อง บางเรื่องที่แหลมคมมากๆ ก็ไม่สามารถได้คำตอบ
คำตอบที่โพลสะท้อน กับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
“เราค่อนข้างดีใจ ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เมื่อก่อนเราบอกว่าคนแก้ปัญหาคือรัฐบาล แต่ในสภาพปัจจุบัน บางครั้งปัญหาต่างๆ ถูกแก้ที่ประชาชน ที่ชุมชน ที่โรงเรียน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยกระจายออกมา เช่น โพลเรื่องยาเสพติด ว่าครอบครัวมีแนวทางการจัดการอย่างไร ชุมชนมีแนวทางอย่างไร เมื่อผลออกมามันก็ถูกนำไปใช้ หรือในโรงเรียนก็ปรับหลักสูตรโดยนำผลโพลไปใช้”
…
แม้โดยหลักการ โพลเป็นสิ่งสะท้อนเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมตั้งคำถามว่า “กลุ่มตัวอย่าง” ที่ถูกเลือกนั้นเป็น “ตัวแทน” ของ “ประชากร” ได้เพียงใด และคำตอบที่เราได้เห็น-ได้ยินนั้น “น่าเชื่อถือ” ได้มากน้อยเพียงใด
ทางที่ดีควรเปิดรับข้อมูลจากหลายแหล่ง กลั่นกรองอย่างไร้อคติ ก่อนตัดสินใจเชื่อหรือลงมือทำ จะดีกว่า

