มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

8.12.23 | 12:27 น.
มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

กลับมาเป็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง สำหรับปม ‘กระเช้าภูกระดึง’ ซึ่งเป็นประเด็นชักเย่อทางความคิดกันมาไม่ต่ำกว่า 4 ทศวรรษ หรือถ้าจะนับเลขเป๊ะๆ ตามโพยเอกสาร นั่นคือ 41 ปีเต็ม นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2525 เมื่ออุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลงอุทยานฯภูกระดึง โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิลมาใช้ พูดง่ายๆ คือ ‘กระเช้าไฟฟ้า’ ทว่า เกิดเสียงคัดค้านกึกก้องจากกลุ่มนักอนุรักษ์ ภาคประชาชน รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะลูกหาบ

หลังจากนั้น ยังมีความพยายามต่อเนื่อง ระหว่างปี 2541 ยิงยาวถึง 2555 เจรจาเครียด ถกหนัก
ในประเด็นหลากหลาย โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ ‘เสน่ห์’ ของภูกระดึงที่กว่าจะเดินเท้าขึ้นไปถึงจุดสุดยอด จากก้าวแรก ณ ‘ซำแฮก’ ที่พากันหอบแฮกๆ จนได้แชะภาพคู่ป้าย ‘เราคือผู้พิชิตภูกระดึง’ ในยุคกล้องฟิล์มนั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่ธรรมดา เพราะต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามที่พา ‘รักล่ม’ มาแล้วหลายคู่ หรือไม่ ก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะได้เห็นน้ำอกน้ำใจกันยามเหนื่อยยากแสนสาหัส

ถัดมาใน รัฐบาล คสช. เมื่อ พ.ศ.2559 คือช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าโปรเจ็กต์ดังกล่าวจะ ‘ใกล้ความจริง’ มากที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่เกิด แม้ดูเหมือนว่ากระแสค้านจากคนในพื้นที่จะลดน้อยถอยลงอย่างมาก หากเชื่อวาทะของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขณะนั้นที่เผยว่า

Advertisement

“จากการหารือพบว่าคน 99.99% เห็นด้วย มีไม่ถึง 1% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย”

ตัดภาพมาในวันนี้ เดือนสุดท้ายของปี 2566 แนวคิดดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง ปรากฏเป็นข่าวจาก ‘ครม.สัญจร’ ในรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ เศรษฐา ทวีสิน

รอบนี้ ที่มาของการจ่อ ‘ปัดฝุ่น’ มาจากวาระการประชุมซึ่งมีการนำเสนอโครงการของแต่ละจังหวัดเข้าสู่การพิจารณา ครั้นถึงคิว ‘จังหวัดเลย’ ได้นำเสนอโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง

พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ‘อนุมัติในหลักการ’ เพื่อนำไปเรียงลำดับพิจารณาความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณในการเขียนแบบก่อสร้างที่ใช้งบราว 28 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าจะเสร็จทันในรัฐบาลนี้หรือไม่

ขณะที่ ณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้า กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จังหวัด และอดีตประธานหอการค้าจังหวัดเลย เชื่อว่า รอบนี้ กระเช้าภูกระดึง 100 เปอร์เซ็นต์เกิดแน่! เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ทำงานเยอะ เวลาน้อย ขอว่องไวและสะดวกสบายในการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ

ด้าน ภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ นายอำเภอภูกระดึง ยืนยันว่า คนพื้นที่รอมานาน 99% เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกหาบ ร้านค้าทั้งในอำเภอภูกระดึง และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เนื่องจากลูกหาบส่วนใหญ่อายุมาก หาบไม่ไหวแล้ว นักท่องเที่ยวก็ลดลงทุกปี ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตบ่อยครั้ง

“นักท่องเที่ยวลดลงทุกปีทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ค่อยดี ชาวบ้านที่หวังพึ่งการเกษตร วันนี้สินค้าพืชผลทางการเกษตรมีมูลค่าลดลง สินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนบางส่วนอพยพไปทำงานในกรุงเทพฯ คนภูกระดึง อยากมีรายได้จากการท่องเที่ยวฟื้นกลับมา” นายอำเภอภูกระดึงเล่า ทั้งยังคาดการณ์ว่าหากกระเช้าภูกระดึงเกิดขึ้นได้จิง จะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านต่อปี

ว่าแล้ว มาย้อนไทม์ไลน์ที่ถือได้ว่าเป็นมหากาพย์ฉบับที่เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ

30 สิงหาคม 2525 : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลงอุทยานฯ โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิลมาใช้

3 พฤษภาคม 2526 : วิจารณ์ วิทยศักดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในขณะนั้น นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้น

11 ตุลาคม 2526 : คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติ ‘เห็นชอบในหลักการ’ แต่ให้ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับความเหมาะสมทั้งในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พ.ศ.2528 : คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และกำหนดเส้นทางไว้ 3 แนวทางเผื่อเลือก ได้แก่

1.เริ่มต้นจากบริเวณใกล้เคียงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานและสิ้นสุดที่บริเวณหลังแป

2.เริ่มต้นบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในบริเวณพื้นที่ป่าธรรมชาติและยังไม่มีการก่อสร้างถนนเข้าถึงพื้นที่

3.เริ่มต้นบริเวณบ้านนาน้อย อ.ภูกระดึง จ.เลย สิ้นสุดบริเวณผาหมากดูก

ผลการศึกษาในครั้งนั้น มีข้อสรุปว่า ทางเลือกที่ 1 เหมาะสมที่สุด เพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และสะดวกต่อการดูแลควบคุมของอุทยานฯ โดยเสนอแนะว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สมควรดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มทุกวัยในการเดินทางขึ้น-ลงภูกระดึง สามารถใช้เป็นเครื่องมือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักแรมบนยอดภูกระดึงและแก้ปัญหาความแออัดของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ รวมทั้งการขนถ่ายขยะมากำจัด และนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ภาคประชาชนและคนในท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกหาบและผู้เสียผลประโยชน์จากการมีกระเช้าไฟฟ้า

พ.ศ.2541 : กรมป่าไม้ มอบหมายให้ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ จำกัด ดำเนินการโครงการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดการด้านนันทนาการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยมีผลการศึกษาและกำหนดรูปแบบเบื้องต้นของกระเช้าไฟฟ้าและองค์ประกอบต่างๆ
ที่เหมาะสมใน 3 เส้นทางเช่นกัน ได้แก่

1.เริ่มต้นบริเวณใกล้เคียงลานจอดรถสำรวจของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานไปสิ้นสุดบริเวณหลังแปใกล้เคียงทางเดินเท้าขึ้น-ลงภูกระดึง มีความยาวตามแนวลาดชันประมาณ 3,675 เมตร

2.เริ่มต้นบริเวณพื้นที่ป่าเบญจพรรณในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ด้านทิศตะวันตก ไปสิ้นสุดบริเวณทุ่งหญ้าใกล้เคียงที่เรียกว่า ‘คอกเมย’ มีความยาวตามแนวลาดชันประมาณ 4,175 เมตร

3.เริ่มต้นบริเวณป่าเบญจพรรณใกล้เคียงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอีเลิศ ไปสิ้นสุดบริเวณทุ่งหญ้าบริเวณที่เรียกว่า ‘ช่องขอน’ มีความยาวตามแนวความลาดชันประมาณ 4,750 เมตร

ผลการศึกษาสรุปได้ว่า เส้นทางที่ 1 มีความเหมาะสมมากที่สุดเนื่องจากมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

สำหรับรูปแบบกระเช้าไฟฟ้าเป็นรูปแบบเก๋ง ลักษณะการทำงานใช้สายเคเบิลขึงระหว่างสถานีต้นทางและสถานีปลายทาง ผู้โดยสารไม่สามารถเปิด-ปิดประตูได้ด้วยตนเองจนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง จะต้องก่อสร้างเสารองรับ 16 จุด ในพื้นที่การก่อสร้าง 5,850 ตารางเมตร หรือ 3.16 ไร่

26 ธันวาคม 2545 : คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนจังหวัดเลย (กรอ.จังหวัดเลย) ประชุมหารือโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาข้างต้น โดยคาดว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวเฉลี่ยได้วันละ 20,000 คน หรือปีละ 7 ล้านคน

28 กันยายน 2548 : คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร สรุปผลการพิจารณาศึกษา โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ เส้นทางก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงควรแยกออกจากทางเท้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวบางประเภทยังต้องการอนุรักษ์และหวงแหนเส้นทางเดิมอยู่

นอกจากนี้ ยังเสนอว่า ต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอีก 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.ความเข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำ

2.ปรับปรุงเส้นทางเดินเท้าควบคู่ไปกับการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้า เช่น การปูหินบริเวณทางขึ้นภูกระดึงเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นทางเดินเท้าเกิดการขยายตัว

25 พฤศจิกายน 2553 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งให้อุทยานแห่งชาติภูกระดึงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นข้อพิจารณาประกอบ คือ หากมีกระเช้าภูกระดึงจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวอำเภอภูเรือ เชียงคาน ด่านซ้ายและนาแห้วเพิ่มขึ้นด้วย โดยการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะแยกนักท่องเที่ยวเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการเดินขึ้นภูกระดึงกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เดินไม่ไหวก็ให้ขึ้นกระเช้าไฟฟ้า

4 ตุลาคม 2554 ในการประชุมโดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวภูมิภาคในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เกี่ยวกับนโยบายการสร้างกระเช้าไฟฟ้า ตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม (EIA) เพราะภูกระดึงมีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของไทย โดยวิเคราะห์ด้วยว่าแม้นักท่องเที่ยวจะขึ้นภูกระดึงด้วยกระเช้าไฟฟ้า หากไม่แข็งแรงจะเดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อย่างไร เพราะมีระยะทางห่างไกลกันมาก ตั้งแต่ 2 กิโลเมตร 9 กิโลเมตร จนถึง 12 กิโลเมตร บนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร

22 กุมภาพันธ์ 2555 ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ โดยนายกฯปูระบุว่า ‘ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจเรื่องนี้’

กุมภาพันธ์ 2559 ในรัฐบาล คสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการศึกษาโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ตามที่ ครม.เคยมีมติให้ศึกษาเมื่อปี 2555 โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้จัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาความเป็นไปได้ นำโดย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท แกรนด์เทค จำกัด และบริษัท
ไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด

โดยโครงการสร้างกระเช้าจะใช้งบประมาณ 633 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ปี ปีละกว่า 200 ล้านบาท

พล.อ.ธนะศักดิ์ระบุในขณะนั้นว่า ประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้าน ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคเอกชน ยืนยันว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้มหาศาล สร้างงานเพิ่มขึ้นให้กับคนในพื้นที่ และจะทำให้นักท่องเที่ยวจะมีจำนวนมากขึ้น

4 ธันวาคม 2566 ในรัฐบาลเศรษฐา ระหว่างการประชุมใน ครม.สัญจร หนองบัวลำภู ทางจังหวัดเลย นำเสนอโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่ประชุม ‘อนุมัติในหลักการ’ เพื่อนำไปเรียงลำดับพิจารณาความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณในการเขียนแบบก่อสร้างที่ใช้งบราว 28 ล้านบาท

ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่เผยว่าตนขึ้นภูกระดึงมาตั้งแต่เด็กไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ยืนยันว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้สร้าง เพราะมองเห็นว่าสร้างคุณค่ามากกว่าผลกระทบ

“มีโอกาสคุยกับทั้งเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยว ประชาชนในเขต พ่อแม่พี่น้องที่เป็นลูกหาบ ร้านค้า ทุกซำ ทุกผา และที่ศูนย์บริการ ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพียงแค่มีข้อห่วงใยบางประเด็น ซึ่งเราก็รับฟังเสมอ หลายท่านเข้าใจว่า โครงการกระเช้านี้มุ่งเน้นเพื่อการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วการมีกระเช้าจะช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ เช่น การขนส่งสินค้า การจัดการขยะ การจัดการจำนวนนักท่องเที่ยว การขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เป็นต้น” ส.ส.เลยระบุ

อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์ยังมีเสียงท้วงติงให้คิดรอบคอบ อาทิ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ที่เผยแพร่ข้อเขียน โดยมองว่า รอบนี้ ดูเหมือนว่าจะมีเสียงตอบรับจากคนทั่วไปจำนวนมาก จนดูเหมือนเสียงคัดค้านจะกลายเป็นเสียงส่วนน้อย

ทั้งยังฝากพิจารณาข้อเท็จจริง 7 ข้อ ได้แก่

1.ทุกวันนี้ภูกระดึงมีนักท่องเที่ยวแต่ละปีประมาณ 60,000-80,000 ต่อปี และมีการจำกัดนักท่องเที่ยววันละประมาณ 2,000 คน หากมีการสร้างกระเช้าไฟฟ้า ปริมาณนักท่องเที่ยวจะแห่ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ มิอาจคาดการณ์ได้ แต่น่าจะเป็นหลักหลายแสนคนต่อปี

2.กระเช้าไฟฟ้าก็เหมือนถนนที่ตัดเข้าไปในป่า เมื่อมีความสะดวกมากขึ้น ปริมาณผู้คนมากขึ้น ร้านค้าต่างๆ สิ่งอำนวยความสะดวกก็จะตามมา โดยเฉพาะขยะ

3.ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ทุกปี ภูกระดึงจะปิดประมาณ สี่เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูเยียวยา เพราะทุกวันนี้แค่นักท่องเที่ยวหลักหมื่น ระบบนิเวศก็ฟื้นตัวช้า ทางกรมอุทยานฯก็เคยประเมินว่าภูกระดึงก็รองรับนักท่องเที่ยวแต่ละปีได้ประมาณนี้

4.ภูกกระดึงได้รับเลือกให้เป็น ‘มรดกแห่งอาเซียน’ มีระบบนิเวศหลากหลาย เป็นพื้นที่พิเศษ มีพืชหลายชนิดที่เป็นพืชเฉพาะถิ่น ลักษณะโดดเด่นของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพันธุ์หายาก เช่น หญ้าดอกลำโพง ผักชีภูกระดึง กุหลาบขาว กุหลาบแดง เป็นต้น รวมทั้งมีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น เลียงผา ลิ่นชวา เต่าเหลือง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ชะนีมือขาว โดยอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีลักษณะเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด ที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน

5.อุทยานบางแห่ง พื้นที่ทางธรรมชาติหลายแห่งที่มีความบอบบางทางระบบนิเวศ ก็ต้องจำกัดนักเดินทาง เช่นเดียวกันในต่างประเทศหลายแห่ง มีการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปในภูเขาสูง เพื่อให้คนได้สัมผัสธรรมชาติ แต่จะห่างไกลจากกระเช้า หากเป็นพื้นที่บอบบาง

6.อันที่จริง การเดินทางขึ้นภูกระดึง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นขนาดเป็นไปไม่ได้ แต่หากเราอยากจะไปสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติบนภูกระดึง ก็ควรต้องฟิตร่างกายก่อนการเดินทาง ระยะทางเก้ากิโลเมตร แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี ผมเคยเห็นคนวัยเจ็ดสิบ แปดสิบ ค่อยๆ เดินขึ้นภูกระดึงจนสำเร็จมามากแล้ว

7.ภูกระดึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบมา ถ่ายรูป เซลฟี่ หาจุด check in แต่อาจจะเหมาะสำหรับผู้ต้องการสัมผัสธรรมชาติจริงๆ และยอมเหนื่อยกาย เพื่อจะสัมผัสสิ่งงดงามเบื้องหน้าได้

สุดท้าย อยู่ที่ว่า เรามองภูกระดึงแบบใด จะปฏิบัติกับแหล่งธรรมชาตินี้อย่างไร จะดูแลรักษาธรรมชาติแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลาน หรือเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้มากๆ

เรามีสิทธิเลือก

ส่วนมหากาพย์กระเช้าภูกระดึงจะยังคงค้างเติ่ง หรือมีตอนจบถูกใจผู้ชมฝั่งใด ยังคงต้องติดตาม

สร้อยดอกหมาก สุกกทันต์