มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

มหากาพย์ ‘กระเช้าภูกระดึง’ เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ?

กลับมาเป็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง สำหรับปม ‘กระเช้าภูกระดึง’ ซึ่งเป็นประเด็นชักเย่อทางความคิดกันมาไม่ต่ำกว่า 4 ทศวรรษ หรือถ้าจะนับเลขเป๊ะๆ ตามโพยเอกสาร นั่นคือ 41 ปีเต็ม นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2525 เมื่ออุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลงอุทยานฯภูกระดึง โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิลมาใช้ พูดง่ายๆ คือ ‘กระเช้าไฟฟ้า’ ทว่า เกิดเสียงคัดค้านกึกก้องจากกลุ่มนักอนุรักษ์ ภาคประชาชน รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะลูกหาบ

หลังจากนั้น ยังมีความพยายามต่อเนื่อง ระหว่างปี 2541 ยิงยาวถึง 2555 เจรจาเครียด ถกหนัก
ในประเด็นหลากหลาย โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ ‘เสน่ห์’ ของภูกระดึงที่กว่าจะเดินเท้าขึ้นไปถึงจุดสุดยอด จากก้าวแรก ณ ‘ซำแฮก’ ที่พากันหอบแฮกๆ จนได้แชะภาพคู่ป้าย ‘เราคือผู้พิชิตภูกระดึง’ ในยุคกล้องฟิล์มนั้นเป็นที่รู้กันว่าไม่ธรรมดา เพราะต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามที่พา ‘รักล่ม’ มาแล้วหลายคู่ หรือไม่ ก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะได้เห็นน้ำอกน้ำใจกันยามเหนื่อยยากแสนสาหัส

Advertisement

ถัดมาใน รัฐบาล คสช. เมื่อ พ.ศ.2559 คือช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าโปรเจ็กต์ดังกล่าวจะ ‘ใกล้ความจริง’ มากที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่เกิด แม้ดูเหมือนว่ากระแสค้านจากคนในพื้นที่จะลดน้อยถอยลงอย่างมาก หากเชื่อวาทะของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขณะนั้นที่เผยว่า

“จากการหารือพบว่าคน 99.99% เห็นด้วย มีไม่ถึง 1% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย”

ตัดภาพมาในวันนี้ เดือนสุดท้ายของปี 2566 แนวคิดดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง ปรากฏเป็นข่าวจาก ‘ครม.สัญจร’ ในรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ เศรษฐา ทวีสิน

รอบนี้ ที่มาของการจ่อ ‘ปัดฝุ่น’ มาจากวาระการประชุมซึ่งมีการนำเสนอโครงการของแต่ละจังหวัดเข้าสู่การพิจารณา ครั้นถึงคิว ‘จังหวัดเลย’ ได้นำเสนอโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง

พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ‘อนุมัติในหลักการ’ เพื่อนำไปเรียงลำดับพิจารณาความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณในการเขียนแบบก่อสร้างที่ใช้งบราว 28 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าจะเสร็จทันในรัฐบาลนี้หรือไม่

ขณะที่ ณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้า กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จังหวัด และอดีตประธานหอการค้าจังหวัดเลย เชื่อว่า รอบนี้ กระเช้าภูกระดึง 100 เปอร์เซ็นต์เกิดแน่! เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ทำงานเยอะ เวลาน้อย ขอว่องไวและสะดวกสบายในการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติ

ด้าน ภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ นายอำเภอภูกระดึง ยืนยันว่า คนพื้นที่รอมานาน 99% เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกหาบ ร้านค้าทั้งในอำเภอภูกระดึง และอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เนื่องจากลูกหาบส่วนใหญ่อายุมาก หาบไม่ไหวแล้ว นักท่องเที่ยวก็ลดลงทุกปี ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตบ่อยครั้ง

“นักท่องเที่ยวลดลงทุกปีทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ค่อยดี ชาวบ้านที่หวังพึ่งการเกษตร วันนี้สินค้าพืชผลทางการเกษตรมีมูลค่าลดลง สินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนบางส่วนอพยพไปทำงานในกรุงเทพฯ คนภูกระดึง อยากมีรายได้จากการท่องเที่ยวฟื้นกลับมา” นายอำเภอภูกระดึงเล่า ทั้งยังคาดการณ์ว่าหากกระเช้าภูกระดึงเกิดขึ้นได้จิง จะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านต่อปี

ว่าแล้ว มาย้อนไทม์ไลน์ที่ถือได้ว่าเป็นมหากาพย์ฉบับที่เขียนมาแล้ว 41 ปี ยังไม่มีตอนจบ

30 สิงหาคม 2525 : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลงอุทยานฯ โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิลมาใช้

3 พฤษภาคม 2526 : วิจารณ์ วิทยศักดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึงในขณะนั้น นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้น

11 ตุลาคม 2526 : คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมีมติ ‘เห็นชอบในหลักการ’ แต่ให้ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับความเหมาะสมทั้งในแง่ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและในด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พ.ศ.2528 : คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และกำหนดเส้นทางไว้ 3 แนวทางเผื่อเลือก ได้แก่

1.เริ่มต้นจากบริเวณใกล้เคียงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานและสิ้นสุดที่บริเวณหลังแป

2.เริ่มต้นบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในบริเวณพื้นที่ป่าธรรมชาติและยังไม่มีการก่อสร้างถนนเข้าถึงพื้นที่

3.เริ่มต้นบริเวณบ้านนาน้อย อ.ภูกระดึง จ.เลย สิ้นสุดบริเวณผาหมากดูก

ผลการศึกษาในครั้งนั้น มีข้อสรุปว่า ทางเลือกที่ 1 เหมาะสมที่สุด เพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และสะดวกต่อการดูแลควบคุมของอุทยานฯ โดยเสนอแนะว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งที่สมควรดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มทุกวัยในการเดินทางขึ้น-ลงภูกระดึง สามารถใช้เป็นเครื่องมือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักแรมบนยอดภูกระดึงและแก้ปัญหาความแออัดของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ รวมทั้งการขนถ่ายขยะมากำจัด และนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ภาคประชาชนและคนในท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกหาบและผู้เสียผลประโยชน์จากการมีกระเช้าไฟฟ้า

พ.ศ.2541 : กรมป่าไม้ มอบหมายให้ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ จำกัด ดำเนินการโครงการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดการด้านนันทนาการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยมีผลการศึกษาและกำหนดรูปแบบเบื้องต้นของกระเช้าไฟฟ้าและองค์ประกอบต่างๆ
ที่เหมาะสมใน 3 เส้นทางเช่นกัน ได้แก่

1.เริ่มต้นบริเวณใกล้เคียงลานจอดรถสำรวจของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานไปสิ้นสุดบริเวณหลังแปใกล้เคียงทางเดินเท้าขึ้น-ลงภูกระดึง มีความยาวตามแนวลาดชันประมาณ 3,675 เมตร

2.เริ่มต้นบริเวณพื้นที่ป่าเบญจพรรณในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ด้านทิศตะวันตก ไปสิ้นสุดบริเวณทุ่งหญ้าใกล้เคียงที่เรียกว่า ‘คอกเมย’ มีความยาวตามแนวลาดชันประมาณ 4,175 เมตร

3.เริ่มต้นบริเวณป่าเบญจพรรณใกล้เคียงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอีเลิศ ไปสิ้นสุดบริเวณทุ่งหญ้าบริเวณที่เรียกว่า ‘ช่องขอน’ มีความยาวตามแนวความลาดชันประมาณ 4,750 เมตร

ผลการศึกษาสรุปได้ว่า เส้นทางที่ 1 มีความเหมาะสมมากที่สุดเนื่องจากมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

สำหรับรูปแบบกระเช้าไฟฟ้าเป็นรูปแบบเก๋ง ลักษณะการทำงานใช้สายเคเบิลขึงระหว่างสถานีต้นทางและสถานีปลายทาง ผู้โดยสารไม่สามารถเปิด-ปิดประตูได้ด้วยตนเองจนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง จะต้องก่อสร้างเสารองรับ 16 จุด ในพื้นที่การก่อสร้าง 5,850 ตารางเมตร หรือ 3.16 ไร่

26 ธันวาคม 2545 : คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนจังหวัดเลย (กรอ.จังหวัดเลย) ประชุมหารือโดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาข้างต้น โดยคาดว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวเฉลี่ยได้วันละ 20,000 คน หรือปีละ 7 ล้านคน

28 กันยายน 2548 : คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร สรุปผลการพิจารณาศึกษา โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมคือ เส้นทางก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงควรแยกออกจากทางเท้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวบางประเภทยังต้องการอนุรักษ์และหวงแหนเส้นทางเดิมอยู่

นอกจากนี้ ยังเสนอว่า ต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอีก 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1.ความเข้มงวดในการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำ

2.ปรับปรุงเส้นทางเดินเท้าควบคู่ไปกับการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้า เช่น การปูหินบริเวณทางขึ้นภูกระดึงเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นทางเดินเท้าเกิดการขยายตัว

25 พฤศจิกายน 2553 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจ้งให้อุทยานแห่งชาติภูกระดึงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นข้อพิจารณาประกอบ คือ หากมีกระเช้าภูกระดึงจะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวอำเภอภูเรือ เชียงคาน ด่านซ้ายและนาแห้วเพิ่มขึ้นด้วย โดยการสร้างกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงจะแยกนักท่องเที่ยวเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการเดินขึ้นภูกระดึงกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เดินไม่ไหวก็ให้ขึ้นกระเช้าไฟฟ้า

4 ตุลาคม 2554 ในการประชุมโดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวภูมิภาคในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เกี่ยวกับนโยบายการสร้างกระเช้าไฟฟ้า ตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอให้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม (EIA) เพราะภูกระดึงมีระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของไทย โดยวิเคราะห์ด้วยว่าแม้นักท่องเที่ยวจะขึ้นภูกระดึงด้วยกระเช้าไฟฟ้า หากไม่แข็งแรงจะเดินทางไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อย่างไร เพราะมีระยะทางห่างไกลกันมาก ตั้งแต่ 2 กิโลเมตร 9 กิโลเมตร จนถึง 12 กิโลเมตร บนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร

22 กุมภาพันธ์ 2555 ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ โดยนายกฯปูระบุว่า ‘ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจเรื่องนี้’

กุมภาพันธ์ 2559 ในรัฐบาล คสช. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบผลการศึกษาโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ตามที่ ครม.เคยมีมติให้ศึกษาเมื่อปี 2555 โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้จัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาความเป็นไปได้ นำโดย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท แกรนด์เทค จำกัด และบริษัท
ไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด

โดยโครงการสร้างกระเช้าจะใช้งบประมาณ 633 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ปี ปีละกว่า 200 ล้านบาท

พล.อ.ธนะศักดิ์ระบุในขณะนั้นว่า ประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้าน ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคเอกชน ยืนยันว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้มหาศาล สร้างงานเพิ่มขึ้นให้กับคนในพื้นที่ และจะทำให้นักท่องเที่ยวจะมีจำนวนมากขึ้น

4 ธันวาคม 2566 ในรัฐบาลเศรษฐา ระหว่างการประชุมใน ครม.สัญจร หนองบัวลำภู ทางจังหวัดเลย นำเสนอโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่ประชุม ‘อนุมัติในหลักการ’ เพื่อนำไปเรียงลำดับพิจารณาความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณในการเขียนแบบก่อสร้างที่ใช้งบราว 28 ล้านบาท

ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่เผยว่าตนขึ้นภูกระดึงมาตั้งแต่เด็กไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ยืนยันว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้สร้าง เพราะมองเห็นว่าสร้างคุณค่ามากกว่าผลกระทบ

“มีโอกาสคุยกับทั้งเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยว ประชาชนในเขต พ่อแม่พี่น้องที่เป็นลูกหาบ ร้านค้า ทุกซำ ทุกผา และที่ศูนย์บริการ ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพียงแค่มีข้อห่วงใยบางประเด็น ซึ่งเราก็รับฟังเสมอ หลายท่านเข้าใจว่า โครงการกระเช้านี้มุ่งเน้นเพื่อการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วการมีกระเช้าจะช่วยแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ เช่น การขนส่งสินค้า การจัดการขยะ การจัดการจำนวนนักท่องเที่ยว การขนส่งอุปกรณ์ต่างๆ และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เป็นต้น” ส.ส.เลยระบุ

อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์ยังมีเสียงท้วงติงให้คิดรอบคอบ อาทิ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ที่เผยแพร่ข้อเขียน โดยมองว่า รอบนี้ ดูเหมือนว่าจะมีเสียงตอบรับจากคนทั่วไปจำนวนมาก จนดูเหมือนเสียงคัดค้านจะกลายเป็นเสียงส่วนน้อย

ทั้งยังฝากพิจารณาข้อเท็จจริง 7 ข้อ ได้แก่

1.ทุกวันนี้ภูกระดึงมีนักท่องเที่ยวแต่ละปีประมาณ 60,000-80,000 ต่อปี และมีการจำกัดนักท่องเที่ยววันละประมาณ 2,000 คน หากมีการสร้างกระเช้าไฟฟ้า ปริมาณนักท่องเที่ยวจะแห่ขึ้นไปอีกเท่าไหร่ มิอาจคาดการณ์ได้ แต่น่าจะเป็นหลักหลายแสนคนต่อปี

2.กระเช้าไฟฟ้าก็เหมือนถนนที่ตัดเข้าไปในป่า เมื่อมีความสะดวกมากขึ้น ปริมาณผู้คนมากขึ้น ร้านค้าต่างๆ สิ่งอำนวยความสะดวกก็จะตามมา โดยเฉพาะขยะ

3.ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ทุกปี ภูกระดึงจะปิดประมาณ สี่เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูเยียวยา เพราะทุกวันนี้แค่นักท่องเที่ยวหลักหมื่น ระบบนิเวศก็ฟื้นตัวช้า ทางกรมอุทยานฯก็เคยประเมินว่าภูกระดึงก็รองรับนักท่องเที่ยวแต่ละปีได้ประมาณนี้

4.ภูกกระดึงได้รับเลือกให้เป็น ‘มรดกแห่งอาเซียน’ มีระบบนิเวศหลากหลาย เป็นพื้นที่พิเศษ มีพืชหลายชนิดที่เป็นพืชเฉพาะถิ่น ลักษณะโดดเด่นของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพันธุ์หายาก เช่น หญ้าดอกลำโพง ผักชีภูกระดึง กุหลาบขาว กุหลาบแดง เป็นต้น รวมทั้งมีสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น เลียงผา ลิ่นชวา เต่าเหลือง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ชะนีมือขาว โดยอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีลักษณะเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด ที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน

5.อุทยานบางแห่ง พื้นที่ทางธรรมชาติหลายแห่งที่มีความบอบบางทางระบบนิเวศ ก็ต้องจำกัดนักเดินทาง เช่นเดียวกันในต่างประเทศหลายแห่ง มีการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปในภูเขาสูง เพื่อให้คนได้สัมผัสธรรมชาติ แต่จะห่างไกลจากกระเช้า หากเป็นพื้นที่บอบบาง

6.อันที่จริง การเดินทางขึ้นภูกระดึง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นขนาดเป็นไปไม่ได้ แต่หากเราอยากจะไปสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติบนภูกระดึง ก็ควรต้องฟิตร่างกายก่อนการเดินทาง ระยะทางเก้ากิโลเมตร แม้จะเหนื่อยแต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี ผมเคยเห็นคนวัยเจ็ดสิบ แปดสิบ ค่อยๆ เดินขึ้นภูกระดึงจนสำเร็จมามากแล้ว

7.ภูกระดึงอาจจะไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบมา ถ่ายรูป เซลฟี่ หาจุด check in แต่อาจจะเหมาะสำหรับผู้ต้องการสัมผัสธรรมชาติจริงๆ และยอมเหนื่อยกาย เพื่อจะสัมผัสสิ่งงดงามเบื้องหน้าได้

สุดท้าย อยู่ที่ว่า เรามองภูกระดึงแบบใด จะปฏิบัติกับแหล่งธรรมชาตินี้อย่างไร จะดูแลรักษาธรรมชาติแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลาน หรือเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เพื่อสร้างรายได้มากๆ

เรามีสิทธิเลือก

ส่วนมหากาพย์กระเช้าภูกระดึงจะยังคงค้างเติ่ง หรือมีตอนจบถูกใจผู้ชมฝั่งใด ยังคงต้องติดตาม

สร้อยดอกหมาก สุกกทันต์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image