ดร.พวงผกา แสงเงิน ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ผอ.โรงเรียน ‘เชี่ยวชาญพิเศษ’ คนแรกของ กทม.

ดร.พวงผกา แสงเงิน
ผู้สร้างประวัติศาสตร์
ผอ.โรงเรียน ‘เชี่ยวชาญพิเศษ’ คนแรกของ กทม.

นับเป็นชื่อที่ต้องจดจารไว้ในประวัติศาสตร์ของ ‘กรุงเทพมหานคร’

สำหรับ ดร.พวงผกา แสงเงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ข้าราชการครูผู้ได้เลื่อนวิทยฐานะ ‘เชี่ยวชาญพิเศษ’ เทียบเคียงข้าราชการ ‘ซี 10’ ในยุคก่อน

สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีจากเพื่อนครูและนักเรียนอันเป็นที่รัก

Advertisement

ทั้งยังเกิดฉากซึ้งตราตรึงใจ เมื่อ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงกับนำ ‘ปากกา’ ส่วนตัวมอบให้ตามธรรมเนียมตะวันตกเพื่อแสดงถึงการนับถือยกย่อง

“รับราชการมา 30 ปี ไม่เคยมีรองผู้ว่าฯโทรหา” ดร.พวงผกากล่าวตอนหนึ่งถึงความประทับใจในยุค #ทีมชัชชาติ บริหารหน่วยงานเสาชิงช้า โดยรองผู้ว่าฯท่านนั้นก็คือ ทวิดา

เหตุเกิดบนเวที Special Talk ในงานที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ อีกหนึ่งรองผู้ว่าฯกทม. ร่วมจัดงานเพื่อแสดงความยินดีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ไม่เพียงความน่าชื่นชมยินดี หากแต่บ่งชี้ถึงการยกระดับของสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร

ดร.พวงผกา คือชาวกรุงเทพฯโดยกำเนิดในฐานะชาวบางซื่อ บิดาเคยทำงานรับราชการทหาร ก่อนลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว เป็นลูกคนสุดท้ายในพี่น้องถึง 10 คน รับราชการเกือบทั้งหมด พี่น้องผู้หญิง 4 คน ล้วนเป็น ‘ครู’ รวมครูพวงผกา ผู้ซึ่งเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานตามลำดับ

นั่งเก้าอี้ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ เทียบเท่ารองผู้อำนวยการในปัจจุบัน เมื่ออายุเพียง 29 ปี

ปัจจุบันเป็นหัวเรือใหญ่ของโรงเรียนชื่อดังในเขตสายไหมอย่างฤทธิยะวรรณาลัย ที่ประกาศสโลแกนบนหน้าเว็บไซต์ ความว่า ‘องค์กรแห่งการเรียนรู้ คู่คุณธรรม สร้างเสริมพหุปัญญา พัฒนาทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21’

เน้นการบริหารงานแบบ ‘มีส่วนร่วม’ ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน

ดร.พวงผกา จบปริญญาตรีสาขา ‘คหกรรมศาสตร์’วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ก่อนคว้าปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตามลำดับ

จากนั้นคว้าปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยกรุงเทพมหานครให้ทุนทั้งระดับปริญญาโทและเอก

“(กทม.) มีพระคุณต่อเราที่ให้โอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น”

⦁ แรงบันดาลใจในการเข้าสู่อาชีพ ‘ครู’ มาจากไหน?

มาจากตอนยังเป็นนักเรียนที่โรงเรียนประสาทพร จังหวัดนนทบุรี เป็นโรงเรียนเอกชน มีคุณครูท่านหนึ่ง ชื่อครูวารุณี เอาใจใส่นักเรียนอย่างมาก เวลามีกิจกรรมในห้องคุณครูท่านนี้จะแอ๊กทีฟมากเลย จัดห้องเรียนสวยงามเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าห้องเรียนแล้วตื่นเต้น เซอร์ไพรส์ อยากจะเรียน เวลามีกิจกรรมวันปีใหม่ หรือโอกาสต่างๆ คุณครูก็จะมีสีสันในการจัดกิจกรรมให้เด็กมีความสุข และอีกหนึ่งวันที่เด็กรอคอยมากที่สุดก็คือวันกีฬาสี ครูวารุณีก็จะเป็นแม่สี สีไหนที่ครูท่านนี้อยู่ก็จะเลิศหรูเลย ทำดีหมด เด็กก็ดีหมดเลย แสดงว่าครูเป็นตัวกระตุ้นทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ได้

เชื่อไหมว่า ต่อมาครูวารุณีลาออกมาสอบเข้าโรงเรียนสังกัด กทม. คือโรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน แล้วบังเอิญตัวเองก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนนั้น ไปเจอกับคุณครูตัวเอง เลยมีความคิดว่าเราอยากจะเป็นครูเหมือนคุณครูท่านนี้ เพื่อที่จะได้ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็ก และจัดการเรียนการสอนที่ดี จัดห้องเรียน จัดบรรยากาศให้เด็กอยากเรียนรู้ เพราะว่าเด็กก็คือทรัพยากรสำคัญของประเทศชาติ

⦁ เมื่อได้เป็นครูสมความตั้งใจแล้ว ใครคือ ‘ไอดอล’ ในการทำงาน?

เริ่มแรกบรรจุเป็นครู กทม.เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 ที่โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ แล้วก็ไปเจอผู้บริหารท่านหนึ่ง คือ ผอ.เสาวนีย์ คันธาแก้ว ทุกคนในโรงเรียนจะเรียกว่า ‘แม่ใหญ่’ ใครบรรจุใหม่ท่านก็จะเรียกนิเทศ สอนการเขียนแผนการทำชุดการสอน การทำกิจกรรมกับเด็ก

ที่โรงเรียนจัดการเรียนการสอน มีวีดิทัศน์เพื่อการศึกษาตอนเช้าให้นักเรียนจดบันทึกว่าสิ่งที่ ผอ.พูดมีเรื่องอะไรบ้าง คุณครูก็ตรวจทุกวัน เด็กก็ได้ความรู้ สามารถสรุปใจความสำคัญจากการฟังได้ และจับข้อคิดนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการฝึกฟัง คิด วิเคราะห์และเขียน

ตอนปิดภาคเรียนจะมีการให้รางวัลกับคุณครูที่ทำงาน ปรากฏว่าเราก็ได้รางวัลของห้อง ป.2 คนเดียวเยอะมากเลย ทั้งรางวัลตรวจผลงานดีเด่น รางวัลตรวจแผนการสอน รางวัลตรวจวีดิทัศน์ดีเด่น รางวัลจัดห้องเรียนดีเด่น คือได้เกือบหมด วันนั้นใส่เสื้อสีแดง แล้วท่าน ผอ.ก็ใส่เสื้อสีแดงเหมือนกัน ท่านก็บอกปลื้มใจครูพวงผกามาก ได้รับรางวัลหมดเลย ท่านก็เลยให้ไปเป็นหน้าห้อง ทำงานเกี่ยวกับการบริหารทั้งหมด ทำหนังสือประสานหน่วยงานต่างๆ เราได้เห็นว่าท่านทำงานให้กับเด็ก ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของตัวเอง ทำงานถึงสองสามทุ่ม จนโรงเรียนพัฒนาเป็นที่ยอมรับของชุมชน

⦁ กล่าวได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้มุ่งสู่สายบริหาร?

ตอนนั้นเราเห็นปุ๊บก็คิดว่าคงอยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ก็เลยไปสอบขึ้นสู่สายบริหาร สอบครั้งแรกก็ติด เป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน ตอนอายุ 29 ปี ได้เจอกับครูวารุณี อยู่ได้ประมาณ 2 ปี ก็ย้ายไปที่โรงเรียนวัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ เป็นผู้ช่วย ผอ.อยู่เกือบ 7 ปี แล้วสอบได้เป็น ผอ.โรงเรียนวัดพระยาทำ เขตบางกอกน้อย ตอนอายุ 39 ปี เป็นโรงเรียนวัดที่มีเด็กแค่ 80 คน เล็กที่สุดในเขต มีคนแซวว่า ผอ.เปิ้ลโดนทำโทษ

นโยบาย กทม.เน้นเรื่องโครงการรักการอ่าน ซึ่งตอนนั้นทางโรงเรียนยังไม่เคยได้รับรางวัล เลยประชุมครูแล้วก็จัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็ก ซึ่งก็ผ่าน แล้วเด็กก็สอบโอเน็ตผ่านกันทุกคนเลย เพราะเด็กน้อย ครูก็ช่วยกันอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากทหารเรือด้วยเพราะว่าโรงเรียนอยู่ใกล้กรมอู่ฯ

เป็น ผอ.ที่นั่นประมาณ 7 เดือน แต่ทำโรงเรียนหมดเกลี้ยงเลย เพราะเป็นคนตั้งใจ ทำงานหนัก อยากให้เด็กๆ ได้อยู่ที่ดีๆ อยากให้คุณครูจัดการเรียนการสอนดีๆ

⦁ ตอนดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร สมศ.ประเมินผ่านหมด ‘ดีเยี่ยม’ ทุกมาตรฐาน มีกลยุทธ์อย่างไร?

โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร เขตดุสิต มีเด็กประมาณ 300 คน คุณครูประมาณ 15 คน เราได้รับความร่วมมือในการทำงานอย่างดี ท่านเจ้าคุณ เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร ซึ่งเป็นพระนักพัฒนาก็ให้การสนับสนุนส่งเสริม ทุกคนในโรงเรียนต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน เมื่อมีส่วนร่วมปุ๊บก็จะทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโรงเรียน รักโรงเรียน และช่วยเหลืองานต่างๆ เป็นอย่างดี สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)) มาประเมินก็ผ่านหมดทุกมาตรฐานในระดับดีเยี่ยม โอเน็ตก็ผ่านทุกกลุ่มสาระเป็นเวลา 2 ปี อยู่ที่นี่ได้รับพระราชทานรางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวที และรางวัลคุรุสดุดี เด็กๆ มี
ความรู้ เด็กอ่านออกเขียนได้ มีคุณธรรมจริยธรรม เวลามีผลงานได้รางวัล ครูเห็นปุ๊บก็รู้สึกว่าใช่แล้ว! สิ่งที่เราทำงานกันอยู่ เลยทำให้เกิดความศรัทธาจากข้าราชการครู ทุกคนเลยให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี

⦁ เคล็ดลับในการทำให้นักเรียนสอบโอเน็ตผ่าน ไม่ใช่แค่ ‘ติว’?

เราจะนิเทศคุณครูว่าในการจัดการเรียนการสอน ติวอย่างเดียวไม่ได้นะ เราจะเริ่มตั้งแต่ทำหลักสูตร คุณครูต้องวิเคราะห์หลักสูตร บริหารหลักสูตร เขียนโครงสร้าง เวลาเรียน นำสู่การจัดทำแผนการเรียนรู้ หรือแผนการสอน เพราะฉะนั้นเวลาครูสอนก็ต้องสอนตามแผนการสอนที่ครูเขียน ซึ่งอิงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 แล้วก็ได้นิเทศครูว่าการจัดการเรียนการสอน ต้องเป็นไปตามตัวชี้วัด กับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เราจะไม่ยึดหนังสือเรียนอย่างเดียว เราต้องดำเนินการตามหลักสูตร ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 เราจะเรียนตามหลักสูตรเรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตามตัวชี้วัด ถ้าเราดำเนินการตามนี้ เด็กก็จะสอบโอเน็ตได้ครบทุกคน ข้อสอบโอเน็ตจะไม่ออกหนีไปจากหลักสูตร แต่จะเพิ่มในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ หลังจากนิเทศเสร็จเราก็จะพูดคุยกับครูว่ามีข้อดีอะไรในการสอน เพื่อเป็นแรงเสริมให้กับเขาได้ทำหน้าที่ครูที่ดีต่อไป แล้ว ป.6 ก็มีการจัดสอนเสริม ให้เขาได้เรียนรู้ข้อสอบของโอเน็ตด้วย

วิธีการนี้ทำให้โรงเรียนวัดเทวราชกุญชรผ่านโอเน็ต 8 กลุ่มสาระ 2 ปีซ้อน ปีแรกบอกคุณครูว่า ถ้าปีที่ 2 ไม่ได้แสดงว่าฟลุคนะ พอได้ปีที่ 2 ก็แสดงว่าอันนี้คือคุณภาพ แล้วเราก็เอาการสอบกลางภาคมาใช้ในการสอบวัดผลกับนักเรียนด้วย และยังมีการสอบที่วัดทักษะในระหว่างเรียน ในการวัดความรู้ที่เป็นข้อสอบ จะให้เนื้อหาการสอบกับผู้ปกครองให้มีส่วนร่วมในการดูแลนักเรียนด้วย

⦁ ‘แอปเปิ้ลโมเดล’ ที่ใช้ในการทำงานคืออะไร?

แอปเปิ้ลโมเดล ไม่ใช่ของไอโฟนนะ แต่มาจากชื่อเล่นของตัวเองคือ ‘เปิ้ล’ น่าจะเป็นนวัตกรรมทางด้านบริหาร เราใช้ในการทำงานในโรงเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา Apple Model ย่อมาจาก A คือ Aspiration ความทะเยอทะยาน ความต้องการที่จะให้คุณครูมีแรงบันดาลใจ มีความใส่ใจในการทำงาน P คือ Proactive การทำงานเชิงรุก มีการวางแผน มีการร่วมกันตัดสินใจ สามารถเผชิญเหตุในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ P อีกตัวหนึ่งคือ Professional การทำงานด้วยความเชี่ยวชาญแบบผู้บริหารมืออาชีพ ส่วน L คือ Learning and Growth เรียนรู้และพัฒนา เราเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน นำมาพัฒนา เป็นการเรียนรู้จากอดีตเพื่อมองภาพในอนาคต การทำงานไม่ได้ประสบความสำเร็จหมด มันก็จะมีความผิดพลาดด้วย เพราะฉะนั้นครูทุกคนต้องเรียนรู้จากข้อบกพร่อง แล้วนำมาพัฒนา สุดท้าย E คือ Evaluation การทำงานทุกครั้งต้องมีการประเมินผล เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข

⦁ ความท้าทายนโยบายแต่งชุดไปรเวต?

เราเป็นข้าราชการก็ต้องปฏิบัติตามนโยบาย พอหนังสือมาถึงโรงเรียนปุ๊บ เราประชุมครูก่อน เสนอว่านำตัวแทนผู้ปกครองมา เสร็จแล้วก็ได้เรียกผู้ปกครองมาประชุมกัน จัดกลุ่มแล้วก็มาพิจารณาว่าจะทำอย่างไร

บางคนเห็นด้วย บางคนก็ไม่เห็นด้วย ปรากฏผลออกมาในลักษณะไม่เห็นด้วยเยอะ เลยบอกว่า คุณแม่เรามาลองกันดูก่อนไหม แต่เรามีกติกาว่าอย่าแต่งโป๊ เด็กประถมไม่โป๊อยู่แล้ว อย่าใส่รองเท้าแตะ อย่าใส่ของฟุ่มเฟือยมาโรงเรียน ก็ดีมาตลอดจนถึงวันนี้ มีการประเมินผลตอนปลายเทอมที่แล้ว ส่งกูเกิลฟอร์มไป ตอบรับมา 80% ให้แต่งต่อ ถือว่าประสบความสำเร็จ เราประชุมแบบมีส่วนร่วม และเรามีแนวคิดดีๆ ให้กับผู้ปกครองจนสุดท้าย 80% ให้ใส่ต่อ

แล้วเด็กก็น่ารักด้วยนะ ใส่ชุดมนุษย์ค้างคาวมาเรียนหนังสือ ก็น่ารักดี

นอกจากนี้ เรื่องผ้าอนามัยฟรี เราทำโดยไม่ได้อาศัยงบประมาณ เราบริหารจัดการด้วยตัวเอง ให้ทุกคนมีส่วนร่วม มีการติดตั้งกล่องตู้ผ้าอนามัยแล้วก็ให้เด็กลงทะเบียนไว้ อีกโครงการหนึ่งที่เข้าร่วม โดยถามคุณครูว่าโอเคไหมก็คือ Education Sandbox (พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา) ซึ่งที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัยมีเรื่องของหุ่นยนต์ Education Sandbox

⦁ ผู้บริหาร กทม.มีแนวคิดการปรับเกณฑ์ ‘วิทยฐานะ’ ของข้าราชการครู กทม.จากการประเมินผ่านเอกสารอย่างเดียว มาเป็นการดูพัฒนาการของนักเรียน ส่วนตัวเห็นด้วยหรือไม่?

เห็นด้วย เพราะว่าคุณครูเราทำงานเยอะ ดูเด็กทั้งวัน ดูทุกอย่าง เราไม่ได้ทำงานกับเอกสาร เราทำงานกับเด็ก ถ้าเราไม่อยู่ปุ๊บ เอาแล้ว วุ่นวายสับสน หัวแตกบ้างอะไรบ้าง เราก็ต้องดูแลเขา เด็กคือหัวใจ เราทิ้งเด็กไม่ได้ ถ้าเราทำผลงานวิชาการเป็นเอกสารแล้วผู้ทรงคุณวุฒิที่ตรวจไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ไม่เคยเห็นการสอนเลย เห็นแต่การเขียน บางครั้งไม่รู้หรอก อยากให้เปลี่ยนเกณฑ์มาประเมินตามสภาพจริงที่โรงเรียน โดยดูคุณภาพเด็ก ดูคุณภาพครูจากคุณภาพเด็ก

อีกประเด็นหนึ่ง ผอ.เห็นเลยว่าครูคนไหนสมควรได้เลื่อนวิทยฐานะ ไม่ใช่ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภายนอก มันก็จะได้คนบางคนที่ไม่ทำงาน แต่ได้เลื่อนวิทยฐานะ เราอยากจะให้ข้าราชการครูที่ทำงานจริงได้เลื่อนวิทยฐานะที่สูงขึ้น อย่างน้อยต้องได้ชำนาญการพิเศษก่อนเกษียณอายุราชการ

⦁ สุดท้าย หลักสำคัญในการทำงานที่ยึดถือคืออะไร?

ทำงานด้วยใจ แต่ไม่ได้ทิ้งครอบครัว ดูแลรับส่งลูกตลอด ตอนเป็นผู้ช่วย หรือเป็น ผอ. รับลูกเสร็จก็ต้องเอาเขากลับมาที่โรงเรียนด้วย จนลูกเรียนจบปริญญาตรีดูแลตลอดไม่เคยทิ้ง

เพราะฉะนั้นไม่ใช่งานอย่างเดียว ครอบครัวก็สำคัญด้วย แล้วเราก็สามารถเป็นแบบอย่างให้กับลูกได้

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image