FEED RETRO จูนคลื่นคุย
‘ดีเจเป้’ วิศวะ กิจตันขจร
90s ‘ล้านตลับ’ เลอค่ากว่า 100 ล้านวิว
ย้อนกลับไปช่วงวงการอุตสาหกรรมเพลง ยุค 90s ที่ขับเคลื่อนผ่านรายการวิทยุ ช่วงเวลาที่ผู้คนยังคงมีความสุขกับเสียงเพลงผ่านรายการวิทยุ
‘ดีเจ’ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในนั้นคือ ดีเจเป้ วิศวะ กิจตันขจร นักจัดรายการวิทยุสุดฮอตของวงการ ที่มาย้อนวันวานกับการเดินทางวงการเพลง ในงาน FEED RETRO Music & Food Fest เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยหัวข้อ “บอกเล่า 90s ความรุ่งเรืองของวงการบันเทิง และอุตสาหกรรมเพลง” ณ มิวเซียมสยาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ จัดโดย FEED สื่อบันเทิงและไลฟ์สไตล์ในเครือมติชน ภายใต้ธีม #90sไม่นานมานี้

จุดเริ่มต้นการเป็นดีเจยุค 90s เริ่มจัดรายการช่วงไหน เป็นอาชีพแรกเลยหรือเปล่า?
ช่วงกลางๆ 90s เริ่มมาเป็นดีเจคลื่น FM 88 Radio No Problem พอจัดได้แป๊บหนึ่ง พี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล เห็นแววว่าเก่งเลยจัดให้อีกคลื่นคือ FM 96.5. Hot Wave ซึ่งตอนนั้นเป็นคลื่นอันดับ 1 สมัยนั้นดีเจที่จัด 2 คลื่นน้อยมากซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น
ตอนแรกเริ่มจากการอ่านข่าวต้นชั่วโมง แล้วพี่ฉอดก็ชวนไปทำดีเจ ข่าวแรกที่ผมอ่าน ข่าวของ พล.ต.ท.สล้าง บุนนาค ในข่าวก็จะมีแต่ชื่อในนั้นเยอะซึ่งผมอ่านชื่อผิด จนสุดท้าย พี่ นิราตรี ศรีบุญเรือง มาช่วยแก้ชื่อให้ ก็ทำให้ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้
เพลงแรกที่เปิดจากการเป็นดีเจ ใจผมคิดไว้แล้วว่าจะเปิดเพลงอะไรเพลงแรกในชีวิตของเรา เรามีเรื่องราวอยากจะพูดมากมาย ปรากฏว่าทีมงานและโปรดิวเซอร์มาเชียร์ขอเพลงแรก เพลงอุปสรรค ของคุณแอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร ผมก็นึกในใจว่า แล้วทำไมต้องเป็นอุปสรรคด้วย เพลงแรกของการเป็นดีเจ เขาก็ให้คำตอบว่าก็จะได้ไม่มีอุปสรรคในการเป็นดีเจ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอุปสรรคการทำงานเป็นดีเจจนถึงทุกวันนี้
พอเปิดเพลงนี้ก็จะจำวันนั้นได้ วันที่ 14 มกราคม 2538 ผมจัดรายการวันแรก วันที่เป็นดีเจผมก็ไปจัดแทนเขาก่อน ยังไม่มีผังงานของตัวเองเลย ยังไม่ได้เงินเดือนเพราะเขาลืมจดว่าวันไหนจัดบ้าง ไม่ได้ตอกบัตรเพราะฝ่ายบุคคลก็บอกว่าไม่รู้จะให้เงินอย่างไร
แรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นดีเจคืออะไร?
เริ่มจากการเขียนจดหมายหาดีเจ เราก็มีเล่าเรื่องราว บางทีก็ไม่รู้จะเขียนไรก็เต้าเรื่องขึ้นมา เพื่อที่จะให้เขาเปิดเพลงให้ฟัง แล้วพอเขาอ่าน ก็ใจฟูว่าวันนี้เขาอ่านจดหมายเราออกอากาศแล้ว และเขาก็เปิดเพลงให้ด้วย มันมีความสุขมาก แล้วความสุขนี้ พอเรามาเป็นดีเจก็อยากทำสิ่งนี้กลับไปเหมือนกัน เลยอยากจัดรายการด้วยจิตวิญญาณจริงๆ
คลื่น Hot Wave กับ No Problem แตกต่างกันอย่างไร?
No problem จะเป็นแนวถามตอบ จะมีผู้ฟังโทรเข้ามาถามแล้วเราก็ตอบ แล้วก็มีเครื่องบันทึกเสียงเอาไว้เพื่อที่จะตอบคำถามสดๆ หน้าไมค์แรกๆ จะเป็นคำถามง่ายๆ เรื่องศิลปิน หลังๆ มาจะเป็นคำถามยากขึ้น เช่น พี่เป้ครับ เวลาไปต่างจังหวัด แล้วเห็นสายไฟที่อยู่บนเสาไฟสูงๆ แล้วมันมีลูกกลมๆ มันคืออะไร เราก็ความรู้น้อยตอบคำถามไม่ได้ หลังๆ มาคิดว่าต้องหาคนที่รู้เฉพาะด้านมาตอบคำถาม เราก็เลยเก็บเสียง
เหล่านี้ส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ

ต่อมาคำถามเริ่มกลายเป็นปัญหาเรื่องความรัก อกหัก เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว หนักจนไปถึงขั้น พ่อข่มขืนลูก การเสียชีวิต ซึ่งเป็นปัญหาหนักเกินที่เราจะเยียวยาเขาจริงๆ จนพักหลังๆ มาต้องมีจิตแพทย์ประจำรายการ แล้วพอมันยากขึ้นเรื่อยๆ เราก็คิดว่าคงต้องหาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาทีละเคสๆ ไป จากรายการบันเทิงเริ่มไม่บันเทิงแล้ว ดีเจเองก็เริ่มเครียด จนสุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ารายการกลับเป็นสื่อกลางที่จะดูแลความทุกข์สุขของประชาชน ซึ่งทีมงานที่อยู่เบื้องหลังเริ่มทำงานหนักขึ้น ทำงานไปรับปัญหาไป จนเราเองก็ไม่ไหว จึงเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกันไปให้มันกลับมาเป็นคลื่นบันเทิงต่อ แต่ก็ยังรับเคสเหล่านั้นอยู่ แต่ด้านหนึ่งจริงๆ ผมว่าคือภาพสะท้อนว่ารายการกับดีเจมีอิทธิพลสูงมาก เพราะคนเขาเชื่อใจ ต้องการหาใครสักคนที่อยากเล่าปัญหาให้ฟัง
ส่วน Hot Wave คอนเซ็ปต์ต่างออกไป เพลงใหม่วัยรุ่น เทรนด์ใหม่ๆมันจะมีคอนเซ็ปต์อย่างหนึ่งที่ผมยังจำได้ดี คือ ทุกสิ่งเป็นไปได้ที่ Hot Wave อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ๆ เราเจอกันที่ Hot Wave รายการจะมีมิสเตอร์โพสต์แมนโทรเข้ามาในรายการคุยกับดีเจ เราก็บันทึกเสียงทุกเสียงเพื่อที่จะบันทึกลงไปในเทปคาสเซต คุณเลือกเพลงอะไรก็ได้ให้กับคนพิเศษของคุณ แล้วเราก็จะบันทึกไปด้วยแล้วส่งให้กับคนพิเศษของคุณช่วงนั้นมันมีความสุข มันพิเศษ อีกทั้งได้คุยกับดีเจได้บันทึกเสียงเก็บเอาไว้ส่วนตัวอีก เป็นอีก 1 กิจกรรมที่มีความสุขมาก
เริ่มจัดรายการกี่โมง เป็นคนคัดเลือกเพลงเปิดเองไหม?
วันแรก ตี 5 ถึง 7 โมงเช้า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กมัธยมและผู้ปกครองที่ไปส่งน้องๆ ไปเรียน เราเลยได้กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม อาจารย์ในโรงเรียนรู้จักผมหมดเลย

ดีเจทุกคนจะเลือกเปิดเพลงในแต่ละคาแร็กเตอร์ในแบบของตัวเอง เราชอบเพลงไหน อยากจะสื่อสารเพลงไหน อยากจะแนะนำเพลงไหนก็มาจากดีเจ เวลานั้นดีเจมีอิทธิพลมากๆ ทุกค่ายเพลงจะส่งเพลงมาให้เราก่อน ซึ่งต้องขอขอบคุณมากๆ พอศิลปินออกอัลบั้ม ทางค่ายเพลงเขาก็ส่งให้เราทันที คุณจะได้ฟังเพลงใหม่ได้ที่ไหน ก็ต้องที่ Hot Wave เท่านั้น
ถ้าค่ายเพลงส่งเพลงใหม่ๆ เข้ามาเยอะ มีหลักเกณฑ์ในการเลือกอย่างไร?
หลักเกณฑ์ด้วยใจ เราชอบเพลงไหนก็เปิดเพลงนั้น แต่จริงๆ จะมีการประชุมเพลงกันกับดีเจและทีมงานว่าแต่ละสัปดาห์จะคัดสรรเพลงไหน
แนะนำเพลงไหน เพลงไหนติดชาร์ตก็ถือว่าเราทำหน้าที่ปล่อยเพลงได้ถูกแล้ว
ผมว่าจริงๆ เราก็คือคนฟังคนหนึ่งนี่แหละ คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน เราฟังเพลงไหนแล้วเราชอบ ก็ไม่ได้ต้องหาเหตุผลว่ามันเกิดจากอะไร เพียงแค่เนื้อเพลงกินใจ ดนตรีโดนใจ ผมก็ใช้แค่ใจนี่แหละตัดสิน เมื่อเราแนะนำไปมันจะถูกส่งไปอย่างมีคุณค่า แล้วคนฟังจะรับรู้จากใจจริงๆ
ย้อนกลับไปตอนที่เป็นคนได้เลือกเพลง มีเพลงไหนที่ดังเพราะเราบ้าง?
ตอนนั้นผมกับ พี่โป้ง ณัฎฐพงษ์ แตงเกษม จัดรายการต่อกัน แล้วเทปคาสเซตสมัยก่อนจะมากันเป็นกอง เพลงที่ค่ายเพลงส่งมาให้เรา
เขาจะไม่ได้ให้มาเป็นม้วนหนึ่ง 5 เพลง แต่เป็น 1 ม้วนต่อ 1 เพลง เพื่อให้ง่ายต่อการเปิด เปิดเสร็จก็กรอกลับ พอมันมาเยอะบางทีก็ฟังไม่ทัน ยุคนั้น
มีเทปคาสเซตอันหนึ่งที่เรา 2 คนไปค้นๆ เทปที่กองๆ กัน เจอหน้าปกเทปเขียนชื่อวงว่า Smile Buffalo เราก็คิดว่าวงบ้าอะไรชื่อวงควายยิ้ม เลยเอามาเปิดฟัง มันก็เป็นเพลงดีเกินไป เสียงกลองเสียงเบสโดนใจมาก หลังจากวันนั้นก็เปิด แค่คืนเดียวเท่านั้นทุกคนมาถามว่าเพลงนี้ของใคร จนดีเจหลังๆ มาจัดรายการที่ยังไม่รู้จักเพลงนี้ ถามว่าทำไมคนขอเพลงนี้เยอะจัง จนเพลงมันเริ่มดัง และก็ดังจริงๆ
ตอนเข้ามาเป็นดีเจแรกๆ ยังเป็นเด็กซนๆ สิ่งที่เขาไม่ทำกันเราก็ชอบทำ ซึ่งผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งกฎว่าห้ามดีเจเปิดเพลงซ้ำ เขาห้ามว่าห้ามเปิดเพลงที่ 2 ของอัลบั้มเพราะเขาลือว่าดีเจไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาไม่ทันแล้วเพลงมันรัน เราก็เป็นเด็กดื้อๆ คนหนึ่ง ก็ตั้งใจเปิดเพลงหนึ่ง 2 รอบไปเลย ไม่ใช่คนละเพลง คนฟังก็ชอบ
ที่เปิดก็มีเพลงของ คุณอีฟ ปานเจริญ หรือ ปาล์มมี่, คุณเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์, วงซิลลี่ฟูลส์, วงโปเตโต้ ก็เคยทำ มันมีความรู้สึกว่าพอเราแนะนำเพลงนี้ออกไปถ้าชอบฟังอีกทีดีไหม เหมือนกับว่าเรามีความสุขเอ็นจอยกับคนฟังแบบไหนเราก็จัดรายการแบบนั้น
ครั้งหนึ่งเคยดันเพลงให้กับคุณปาล์มมี่ ตอนนั้นมีการปล่อยทีเซอร์เพลงออกมาในทีวีว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร เราเลยอยากรู้จัก อยากสัมภาษณ์ก่อนได้ไหม ปรากฏว่าค่ายเพลงโอเค ปาล์มมี่ยังไม่เคยให้สัมภาษณ์กับใคร ไม่เคยออกสื่อเลย เขาก็มาแบบใสๆ คุยไม่เก่ง เราคุยกันไปก็รู้สึกว่าคนนี้มีเสน่ห์ ตอนนั้นยังไม่มีเพลงเปิด มีแค่ซิงเกิลนำมา พอแนะนำตัวอะไรเสร็จแล้ว เราเลยดันเพลงของปาล์มมี่และก็ดังอีก
คุณสมบัติดีเจต้องฟังเพลงเยอะมากๆ ดีเจเป้ฟังเพลงเยอะไหม?
เยอะมาก ผมคิดว่าใครหลายคนน่าจะเป็นเหมือนกัน เราได้เงินจากพ่อแม่แล้วก็เก็บเงินเพื่อซื้อสิ่งที่เราชอบ แต่ผมซื้อแค่เทปแล้วผมก็อยู่แต่ร้านเทป ศิลปินบางคนผมก็ไม่รู้จักหรอก แต่ก็ซื้อมาเรื่อยๆ มันเหมือนว่าเราได้ศึกษาเพลง พอเราฟังเพลงแล้วก็มาตัดสินว่าชอบอันไหนไม่ชอบอันไหน ชอบที่เปิดปกเทป มีเพลงกี่เพลง ใครแต่ง เขียนขอบคุณใครบ้างมีความสุขกับการแกะเทป ผมก็ฟังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ตอนเด็กโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะมาเป็นดีเจ ผมฟังทุกเพลงแล้วเปิดกว้างไม่ใช่ฟังแค่คนที่ดัง แต่เราฟังมาหมด
ครั้งแรกที่เจอแฟนคลับ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ตอนนั้นไม่มีโซเชียล เขาก็จะจินตนาการว่าผมหน้าตายังไง คาดหวังอยู่บ้าง เสียงหล่ออย่างนี้หน้าตาจะเป็นอย่างไร เพราะเขามองว่าผมเสียงหล่อ แต่พอมาเจอก็ …อ๋อ ไอ้ตี๋

ครั้งแรกที่เจอแฟนคลับจริงๆ ตอนนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นพิธีกรไปทัวร์โรงเรียนกับ คุณเจสัน ยัง ก็ไปทัวร์ 10 โรงเรียน เราไปครั้งแรก ก็ไปใสๆ รุ่นพี่ดีเจที่ไปด้วยก็ให้ขึ้นไปบนเวทีคนเดียว พอเราขึ้นไปทักทาย เด็กๆ ก็พากันกรี๊ด ก็ดีใจว่าเด็กๆ รู้จักเราโดยที่เขาไม่ผิดหวังในหน้าตาของเรา พอเราไปหลายๆ โรงเรียนปรากฏว่าทุกคนก็ไม่ได้คาดหวังกับหน้าตาเราจริงๆ ตบมือต้อนรับเรา ผู้อำนวยการโรงเรียนก็มาทักทายว่าฟังเราทุกวัน เราก็รู้สึกว่าเราก็ดังเพราะมีคนรู้จักเราเยอะมาก แล้วกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย มีเด็กๆ คุยกันรู้เรื่องคุยภาษาเดียวกัน คุยไปหัวเราะไป
สมัยก่อนแฟนคลับส่งจดหมายให้เยอะไหม?
แรกๆ ส่งมาเยอะ เราก็อ่านทุกฉบับ บางฉบับที่เรารู้สึกว่าอ่านแล้วรู้สึกดีก็อ่านออกอากาศ แต่บางครั้งเวลาในการจัดรายการมันก็ไม่ได้สะดวกตอบคำถามจากการตอบจากจดหมาย เพราะฉะนั้นจะมีแค่บางฉบับที่ตอบกลับออกอากาศ บางฉบับไม่ได้รับการตอบกลับ เขาก็จะเข้าใจว่าเราคงไม่สามารถตอบได้ เราก็ต้องบอกแฟนคลับว่าเราอ่านทุกฉบับแต่เราไม่ได้ตอบ
ทุกวันนี้ยังเก็บไว้อยู่เลย ห้องเก็บของผมเต็มไปด้วยกองจดหมายและดาวกระดาษ แล้วก็มีคนพับนกใส่ขวดแก้วส่งมา ผมก็ยังเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่ดี เป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจ วันไหนที่เหนื่อยๆ ก็เดินเข้าไปห้องเก็บของ ไปดูสิ่งเหล่านั้นซึ่งมันก็สามารถเติมเต็มเราได้
ความสุขความทรงจำจากยุค 90s เป็นอย่างไรบ้าง?
บรรยากาศยุค 90s เป็นความสุขของพวกเราในยุควงการเพลงเพราะว่ายุคนั้นเพลงมันติดหูมาก ยังวนเวียนในความทรงจำ ภาษามันสวยจังหวะเพลงมันลงตัว ฟังแล้วดูสบาย ไม่ใช่ว่าปัจจุบันไม่ดี เพียงแต่ผสมผสานความหลากหลาย มันก็ไม่ผิดที่จะเป็นเพลงยุคนี้ แต่สิ่งเหล่านั้นมันเป็นความทรงจำของเรา การที่เราได้ออกไปซื้อเพลง 1 อัลบั้ม ผมว่าคุณค่าของวันนั้นมีความหมายมากเลย แตกต่างจากปัจจุบัน
ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ได้เพียงแค่คลิกฟัง แต่วันนั้นเราต้องออกไปซื้ออัลบั้ม ผมว่าศิลปินยุคนั้นมันคือที่สุด ไม่อย่างนั้นเราไม่ออกหนังสือพิมพ์แล้วขายได้ล้านตลับ
ถ้าให้เทียบ ล้านตลับมันทรงคุณค่ากว่าร้อยล้านวิวอีกนะ

เคยเบื่อกับอาชีพดีเจบ้างไหม?
ไม่มีเลย ผมมีความสุขที่ได้เป็นดีเจจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้จัดรายการก็จะเหงาๆ แฟนคลับจะคิดถึงเราไหม เพลงนี้จะมีคนเปิดแทนเราไหม ผมคิดอย่างนี้ตลอดเวลา หลังๆ มาผมเป็นคนชอบเที่ยวก็จะหายไปประมาณ 15 วัน แต่เป็นการไปเที่ยวที่มีความสุข พอเรากลับมาเราก็มีความสุขเพื่อคนฟังเหมือนกัน
ทุกวันนี้ก็ยังยืนยันว่ามีความสุขกับการเป็นดีเจ
สุภัทตรา น้อยสอาด

