ขนาดนายกฯยังตกใจ ทวีตข้อความระหว่างลาพักผ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงขั้นรณรงค์ให้ประชาชนมีลูก
เรียกว่าขั้นวิกฤต ภาครัฐห่วงใยในอัตราการเกิดใหม่ที่สุดแสนจะตกต่ำ เมื่อได้เห็นข้อมูลชุดหนึ่งในบทความออนไลน์ ตัวเลขลดลงฮวบ! แบบขั้นสุดในรอบ 71 ปี
คลอดเด็กเพียง 502,000 ชีวิต ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 30% หรือ 700,000 คน
เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้นำรัฐบาล รับเป็นโจทย์ใหญ่ในช่วงปีใหม่ไปถอดสมการแก้ไข เน้นย้ำว่าให้ความสำคัญกับสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง ที่มีอำนาจตัดสินใจเองได้ว่าจะมีลูกหรือไม่
“ผมคิดว่าผมมีหน้าที่ในการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่แล้วมีความสุข เศรษฐกิจดี มีความปลอดภัย ถ้าคนจะมีลูกก็มั่นใจว่า ลูกหลานเขาจะได้รับการศึกษาที่ดี มีงานทำ ไม่มีเรื่องยาเสพติด ผู้หญิงมี work life balance ทำงานได้ มีลูกได้ เรื่องใหญ่ครับ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเอาไปทำการบ้าน” นายกฯประกาศผ่านทวิตเตอร์
โละมายด์เซต รีเซตยุทธศาสตร์
ทางด้าน รมว.สธ. ชลน่าน ศรีแก้ว เรียกประชุมสัญจรผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ผุดแคมเปญใหม่ที่มีคำขวัญว่าGive Birth Great World เปรียบเปรย ‘การเกิด’ เป็นความยิ่งใหญ่ของโลก หวังส่งเสริมเพิ่มเด็กไทยเกิดดีมีคุณภาพ
“การมีลูกเราต้องเริ่มปรับกันใหม่ ต้องเริ่มจาก มายด์เซต กันใหม่ทั้งหมด ให้เห็นว่าการเกิดเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และผู้ให้กำเนิดคือผู้ที่มีคุณค่า”
ใช้ ‘ปลาตะเพียน’ เป็นสัญลักษณ์ที่หนุนการมีบุตร เพราะวัฒนธรรมของคนไทยตั้งแต่โบราณกาลมีสิ่งนี้แขวนเป็นโมบาย เหนือเปลเลี้ยงเด็ก เสริมพัฒนาการในการใช้สายตาขณะแม่ลูกอ่อนกำลังแกว่งไกว แถมความหมายยังมงคลสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์
ปักหมุด ‘อยุธยา’ ที่เป็นจุดหมายแรกในการขับเคลื่อนนโยบาย ‘คลินิกส่งเสริมการมีบุตร’ เพื่ออุดช่องว่างเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล พร้อมยืนกรานว่าต้องมีทุกจังหวัด ล่าสุดเปิดให้บริการไปถึงร้อยละ 80 แล้ว
สธ.ให้คำมั่นอีกชั้นว่าจะยกระดับผลักดันเรื่องนี้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ผ่านการใช้ยุทธศาสตร์อนามัยเจริญพันธุ์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดเพื่อร่วมมือเป็นเครือข่าย ทั้ง สธ., กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย์ (พม.) ช่วยลิสต์ปัญหา จัดทำแผนขึ้นมาให้เชื่อมโยงรอบด้าน เมื่อแผนมา ครม.เห็นชอบ ก็พร้อมประกาศเป็นวาระแห่งชาติทันที!
เปรียบเหมือนเครื่องหมายการันตีกับคนไทยวัยเจริญพันธุ์ว่า ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย
แล้วอะไรคือต้นตอของการที่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมมีลูกเหมือนแต่ก่อน?
ใน “วันธรรมศาสตร์ 10 ธันวาคม 2566” ตัวแทนธุรกิจเอกชนชั้นนำร่วมอภิปราย สถานการณ์–ปัญหาเศรษฐกิจไทย อย่างพร้อมหน้า กลางสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนปัญหาด้านทรัพยากรและโครงสร้างประชากร ที่หมายรวมถึง ‘จำนวนแรงงาน’ ซึ่งไม่สอดคล้องความต้องการในปัจจุบัน ซ้ำยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่พบในศักราช 2566 อย่างกรณี แรงงานไทยในอิสราเอล ที่จากบ้านไปขายแรงงานเพราะได้เงินประทังชีวิตมากกว่า
ตอกย้ำอุปสรรคที่ไม่ได้มีเพียงด้านกฎหมาย หรือกฎระเบียบของรัฐ หากแต่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องลดความซับซ้อนบางประการ บางช่วงบางตอนของการสนทนาในเวที มีความเห็นยืนยันว่า ‘มหาวิทยาลัย’ ภายใต้บทบาทของสถาบันการศึกษา ควรจะต้องมีส่วนเข้าไปร่วมแก้ไข เพื่อคลายโจทย์ทั้งด้านอุตสาหกรรม เป็นอีกแรงสมองที่พอจะช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อีกทาง
มีลูกคนเดียวยังแทบตาย โลกซับซ้อน ‘ทรัพยากร’ ร่อยหรอ
พิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เกริ่นในหัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทย ในยุคดิจิทัล” ว่าปัจจุบันแม้สถานการณ์ของโลกจะอยู่ในความยุ่งเหยิง ซับซ้อน และไม่แน่นอน แต่หนึ่งในสิ่งที่แน่นอนคือจำนวนทรัพยากรบนโลกที่ร่อยหรอน้อยลงทุกวัน เมื่อหารเฉลี่ยต่อจำนวนประชากรที่มีมากขึ้นหลายเท่าจากในอดีต
“อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือสมัยก่อนพ่อมีลูก 8 คนยังเลี้ยงได้ แต่คนรุ่นหลังแค่มีลูกคนเดียวยังแทบตาย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ประเมินได้บนความไม่แน่นอน คือทิศทางของอนาคตที่จะอยู่บนการแย่งชิงฐานทรัพยากร และพยากรณ์ได้ว่ามนุษย์จะลำบากขึ้นอย่างแน่นอน” พิชัยทำนายภาพล่วงหน้า ที่มีสิทธิจะเกิดขึ้นแน่หากไม่เร่งแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมองว่าแม้จำนวนการบริโภคจะเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะฝั่งเอเชียก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่แข่งขันในเชิงการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และการใช้เทคโนโลยีจะน่ากลัวมากขึ้น
ขณะเดียวกันท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองโลกที่มีการแบ่งขั้ว การกีดกันการค้า ตลอดจนกระแสของการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชนต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นโจทย์ที่เราจะต้องนำมาคิดและปรับตัว
“ไทยในฐานะที่เป็นประเทศขนาดเล็ก คงจะต้องวางตัวและเดินตามกระแสเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องพึ่งพากำลังการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นบทเรียนที่เห็นได้จากสถานการณ์โควิด-19 ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตที่เพิ่มความทันสมัย พร้อมกันนั้นก็จะต้องลดข้อจำกัดต่างๆ เช่น กฎหมาย กฎระเบียบบางอย่างที่เก่ามาก และบางอันก็ขัดกันเอง ซึ่งทำให้คนทำธุรกิจมีความยากลำบาก” พิชัยตอบในมุมผู้บริการบริษัทเอกชน

‘แผนสำรอง’ ต้องมี ไม่ต่างจากสร้างธุรกิจ
แน่นอนว่าปัจจัยหลักใหญ่ที่ทำให้หลายคนตัดสินใจไม่มีลูก คือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน สวนทางกับรายได้ และรายจ่ายที่รายล้อมตัว ในระดับการสร้างครอบครัว ก็ต้องเผชิญกับด่านความผันผวนที่คาดการณ์อนาคตได้ยาก ไม่ต่างจากการสร้างธุรกิจ
“สิ่งสำคัญที่ภาคธุรกิจเผชิญในปัจจุบัน คือความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในหลากหลายมิติ และไม่มีสูตรตายตัวอีกต่อไปว่าทำสิ่งใดแล้วจะประสบผลสำเร็จ”
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปรยถึงบทเรียนสำคัญที่หลายคนต้องฝ่าฟันเอาชีวิตรอดในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นห้วงเวลาที่ไม่มีใครทราบได้ว่าสถานการณ์จะเป็นไปอีกนานเท่าไหร่ แสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถมีแผนธุรกิจเดียวได้ แต่จำเป็นจะต้องมีแผนสำรองถัดไปเตรียมเอาไว้ด้วย
เช่นเดียวกับคนที่ถ้าคิดจะมีลูก ต้องเตรียมพร้อมทั้งแผนและเงินสำรองไว้ให้มากพอ ที่จะให้หนึ่งชีวิตเกิดและเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ
ในขณะที่โลกธุรกิจมีความทับซ้อนมากยิ่งขึ้น จนไม่มีอุตสาหกรรมใดที่จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้ตลอด ศุภจียกตัวอย่าง ‘ธนาคาร’ ที่ปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกับธนาคารด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีผู้เล่นใหม่ๆ ในสายเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อที่เข้ามาเป็นคู่แข่ง
ทั้งยังรวมไปถึงอีกปัญหาสำคัญในขณะนี้คือ ‘ความขัดแย้งทางความคิด’ ที่มีความแตกต่างกันระหว่างคนหลากหลายเจเนอเรชั่น อันเป็นสิ่งที่หลายองค์กรพบเจอในปัจจุบัน
พึ่งรัฐบาล สร้างเม็ดเงิน สถาบันการศึกษา ช่วยได้
“ภาคธุรกิจไทยยังเจอกับแรงกดดันต่างๆ เช่น ภูมิทัศน์ของโลกที่ปัจจุบันมีแนวคิดเปลี่ยนจากโลกาภิวัตน์ กลับมาสู่การพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะทำให้มีคนเข้าสู่ระบบแรงงานน้อยลง
แต่ขณะเดียวกันก็มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการ กับปริมาณแรงงานที่ถูกผลิตออกมาด้วย ซึ่งตรงนี้อาจต้องพึ่งมหาวิทยาลัยในการช่วยผลิตคน หรือให้ข้อเสนอแนะแก่ภาคส่วนต่างๆ ในฐานะสถาบันวิชาการ” ศุภจีเห็นว่าสถาบันการศึกษาควรเข้ามามีบทในส่วนนี้
แม้จะเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ แต่โอกาสยังมีอยู่ หากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันผลักให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาต่อไปได้
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี ทิ้ง 6 ข้อเสนอถึงรัฐบาล อันประกอบไปด้วย “3 สร้าง” ได้แก่
1.สร้างแบรนด์ดิ้ง (Branding) ประเทศไทย เช่น การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น
2.สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว
3.สร้างมาตรฐานยกระดับแรงงาน
ผนวกกับ “2 กระตุ้น” คือ 1.กระตุ้นประสิทธิภาพ เช่น ให้สิทธิประโยชน์ภาคธุรกิจมากขึ้น 2.กระตุ้นความยั่งยืน
สุดท้ายคือ “1 ลด” ได้แก่ ลดความซับซ้อน โดยเฉพาะกฎหมาย หรือกฎระเบียบต่างๆ
ผลิตคนไม่ตรงตลาด มหา’ลัย ต้องมีบทบาท
อีกหนึ่งที่เห็นพ้อง มองเห็นภาพปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน
หลังจาก ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฟังมุมมองของตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำในครั้งนี้ ไม่ได้เห็นแค่ปัญหาโครงสร้างประชากร หรือความซ้ำซ้อนยุ่งยากของกฎระเบียบต่างๆ
แต่ขณะเดียวกันยังพบว่ามีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นสิ่งที่ ‘มหาวิทยาลัย’ ต้องเข้าไปมีบทบาท
“ตัวอย่างเช่น ปัญหาความไม่ได้สมดุลของตลาดแรงงาน ที่สถาบันการศึกษาไม่ได้ผลิตคนตามความต้องการของตลาด ผลิตได้มาก แต่ตลาดไม่ต้องการ หรือที่ตลาดต้องการกลับมีไม่เพียงพอ”
รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของทรัพยากรบุคลากรที่ป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการยกระดับมาตรฐาน ที่มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องทำมากขึ้น และยังรวมไปถึงบทบาทการวิจัยและพัฒนาในด้านต่างๆ” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ชี้จุดบอดสำคัญ
จากมุมมองอันมีค่าของภาคธุรกิจนี้ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ยกให้เป็นพันธกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยไทย
“ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองจะต้องเดินหน้าพูดคุยกับภาคธุรกิจเอกชนอย่างจริงจัง เพื่อนำมุมมองข้อเสนอที่ได้มาปรับปรุงหลักสูตร พัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ที่จะยกระดับการพัฒนาของประเทศต่อไปได้”
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

