ถนนสาย 66 ยังสู้ ยังหวัง ยังไม่ (ยอม) แพ้ รอของขวัญปีใหม่ ‘ไม่ใช่สิ่งที่รัฐให้ไม่ได้’
ถือเป็นปีใหม่ปีแรกหลังการเลือกตั้ง (อีก) ครั้งสำคัญที่คนไทยรอคอย ก่อนได้ ‘รัฐบาลแกงส้มผลักรวม’ (อันเป็นฉายาจากสื่อทำเนียบ) มาบริหารประเทศ
ขณะที่การต่อสู้บนท้องถนนของภาคประชาชนประปรายก่อนสลายตัวเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น ม็อบ ‘สมัชชาคนจน’ ที่ปักหลักริมคลองผดุงกรุงเกษม นานกว่า 1 เดือน ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และการชุมนุมของ ‘ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม’ หรือพีมูฟ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
นอกนั้น คือกลุ่มที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ ‘แฟลชม็อบ’ ปี 63 นั่นคือ ‘ศิลปินเพื่อราษฎร’ นำโดย อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ หรือ โชคดี ร่มพฤกษ์ ที่ยังคงยืนหยัดขับขานบทเพลงประชาธิปไตยหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แม้เหลือผู้เข้าร่วมเพียงหลักหน่วย
ล่าสุด และอาจเป็นการเคลื่อนไหวท้ายสุดของปี คือกิจกรรม #รอเพื่อนกลับบ้าน ของกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ และ ‘โมกหลวงริมน้ำ’ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา บริเวณเกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ชักชวนผู้คนให้ร่วมเขียนโปสการ์ดอวยพรปีใหม่ส่งให้ ‘นักสู้ในเรือนจำ’ นักโทษทางความคิด ผู้ต้องขังคดีการเมือง ผู้ถูกจองจำจากความเห็นต่าง ท่ามกลางบรรยากาศที่นักกิจกรรมและประชาชนทยอยขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนส่ง ส.ค.ส.อวยพรปีใหม่ให้ ‘ผู้ต้องขังคดีการเมือง’ ที่กำลังจะถูก ‘ขังข้ามปี’ 2024 ส่งกำลังใจให้ ‘คนข้างใน’ รู้ว่า ‘คนข้างนอก’ ไม่เคยลืม

ตัวเลขที่ศูนย์ทนายรวบรวมไว้คือ (อย่างน้อย) 37 คน ผู้ซึ่งไม่มีโอกาสเฉลิมฉลองศักราชใหม่ร่วมกับคนรัก ครอบครัว และเพื่อนฝูง
มีทั้งผู้ซึ่งไม่ได้รับสิทธิประกันตัว และผู้ประกาศถอนประกันตัวเองทั้ง 20 คดี อย่าง อานนท์ นำภา ทนายความพ่อลูกอ่อนที่เขียนจดหมายถึงลูกรักทั้งสอง ได้แก่ ปราณ และอิสรานนท์ ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน โดยถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่เจ้าตัวถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จากคดีอาญา มาตรา 112

‘การรับโทษไม่ใช่การรับผิด’
คือข้อความแรกในเนื้อหาของจดหมาย
ขณะที่ประเด็น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังเป็นที่ถกเถียง พรรคการเมืองต่างๆ ผลักดันร่างฉบับของตัวเอง ชงเข้าสภาด้วยรายละเอียดที่เห็นได้ชัดเจนถึงความ ‘เห็นต่าง’ โดยเฉพาะประเด็นนักโทษคดีอาญา มาตรา 112
ย้อนไปในกิจกรรม #รอเพื่อนกลับบ้าน เมื่อไม่กี่วันมานี้ นักกิจกรรมที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตามานาน ปรากฏตัวพร้อมถ้อยคำปราศรัยสะท้อนความในใจก่อนเข้าสู่ปีหน้าฟ้าใหม่ 2567

รอของขวัญจากซานต้า ‘ปล่อยเพื่อนพ้นเรือนจำ’
วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ‘ตี้ พะเยา’ คว้าไมค์เผยว่า ธรรมเนียมวันคริสต์มาสของศาสนาคริสต์คือมีซานตาคลอสมามอบของขวัญให้ เด็กๆ หลายคนที่มีความฝัน ก็ขอพรจากซานต้า แต่วันนี้สิ่งที่อยากขอไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่สิ่งของที่มีค่า และไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะให้เราไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับมาตั้งแต่แรกและไม่ควรจะมีใครต้องออกมาต่อสู้
“พวกเราแค่ต้องการให้เพื่อนออกจากเรือนจำ อยากให้ทุกๆ คนได้กลับบ้าน อยากให้พี่น้องที่อยู่ในเรือนจำได้คำตอบจากรัฐว่า ทำไมเขาถึงต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งๆ ที่หลายเคสมีการฆ่าคนตายมีโทษหลายปี กลับได้รับการประกัน
เราเชื่อว่าสังคมตื่นรู้ รู้ว่าอะไรผิด รู้ว่าอะไรถูก แต่สุดท้ายก็ต้องเสี่ยงที่ต้องยอมรับ การต่อสู้มีราคาที่ต้องจ่าย ไม่ใช่เพียงแค่คนที่โดนดำเนินคดีมีความเสี่ยง แต่ทุกคนที่ออกมาต่อสู้ก็มีภาระและความเสี่ยงเช่นกัน” ตี้ พะเยากล่าว พร้อมย้ำว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำแค่เพียงออกมาเรียกร้องเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ควรถูกปฏิบัติเยี่ยงอาชญากร
‘กำลังใจ’ สิ่งล้ำค่า ของนักสู้ผู้ถูกจองจำ
ด้าน ต๊ะ คทาธร หนึ่งในผู้ที่เคยลิ้มรสการไร้ซึ่งอิสรภาพ ลุกขึ้นเผยความรู้สึกเมื่อครั้งอยู่ในเรือนจำโดยเน้นย้ำว่า ‘กำลังใจ’ จากคนข้างนอกมีค่าอย่างยิ่ง

“ใกล้ปีใหม่แล้ว แต่เพื่อนของพวกเรายังถูกขัง ทำไมพวกเขาถึงยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เราจึงมีโปสการ์ดที่อยากจะเชิญชวนทุกคนมาเขียนเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนของพวกเรา
เพราะกำลังใจของนักสู้มีค่ามาก เพื่อนของพวกเราไม่ได้ต้องการอะไรมากนอกจากกำลังใจ พวกเขาเพียงออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการที่กดขี่ประชาชน พวกเขาต้องการเพียงเห็นประเทศดีขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเช่นนี้” ต๊ะ คทาธรกล่าว
จากนั้น ย้อนเล่าถึงช่วงที่เคยอยู่ในเรือนจำ แล้วได้ข่าวว่าเพื่อนๆ นอกเรือนจำจัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา มีชื่อว่า ‘ซานต้ารอเพื่อนกลับบ้าน’ ซึ่งในขณะนั้นตนถูกคุมขังอยู่
“วันที่พวกเขาจัด เหมือนกับผมที่ไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ถึงแม้จะอยู่ในเรือนจำ ผมสัญญาว่าทุกๆ ข้อความที่เขียนลงในโปสการ์ด จะถูกส่งถึงเพื่อนของพวกเราในเรือนจำอย่างแน่นอน”

น้ำ-ไฟแพง คาใจสู้เพื่อสิทธิ แต่ ‘ติดคุก’
ขณะที่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ‘ตะวัน’ เดินทางมาสมทบหลังศาลอาญากรุงเทพใต้เลื่อนฟังคำสั่งถอนประกันไปเป็น 26 มกราคมปีหน้า เนื่องด้วย ‘บุ้ง’ เนติพร เสน่ห์สังคม ป่วยลำไส้อักเสบ เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ตะวัน กล่าวถึงปมปัญหาที่นำพาให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาเรียกร้อง แต่กลับโดนคดีความ
“ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน มันแพงมาก มันเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่มีคนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นออกมาต่อสู้เรื่องเหล่านี้ จนท้ายที่สุดพวกเขากลับต้องอยู่ในคุก
พวกเราไม่มีอาวุธ อำนาจในมือ มีเพียงแค่สองมือ มีเพียงทักษะที่สามารถงัดออกมาเป็นอาวุธที่แหลมคมต่อสู้กับผู้มีอำนาจเพื่อประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าประชาชนคือคนที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศนี้
ในเทศกาลคริสต์มาสหรือวันปีใหม่ ยังมีลูกของใครสักคน พ่อแม่ใครสักคน ไม่ได้กลับไปฉลองกับครอบครัว
สิ่งที่พวกเขาต้องเจอคือ การอยู่ในเรือนจำใช้ชีวิตวนลูป ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
อยากให้ทุกๆ คนพูดถึงเพื่อนของพวกเรา 23 คนที่อยู่ในเรือนจำ จดจำความกล้าหาญของพวกเขาไว้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือคนที่ออกมาต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ของประเทศ ถ้าทุกคนพูด ปัญหาก็จะถูกแก้ไข เชื่อว่าเพื่อนของพวกเราก็จะได้ออกมาอย่างแน่นอน” ทานตะวันกล่าว
‘ทะลุแก๊ซ’ แถลง ‘หยุดสู้ไม่ได้’ ไม่ยอมจำนนอำนาจกดขี่

ปิดท้ายที่ถ้อยแถลงของกลุ่มทะลุแก๊ซ ที่เอื้อนเอ่ยวาทะว่า ไม่มีทางทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง พร้อมอ่านรายชื่อผู้ที่ยังถูกคุมขัง
ความตอนหนึ่งว่า
“กักขัง คุกคาม กดขี่ และดับหวัง ความเจ็บปวด โดดเดี่ยวเหมือนโดนฝัง อยากให้รู้ว่าไม่มีใครทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง…
ถิรนัย ชัยพร ชนะดล วุฒิ เวหา ทีปกร วารุณี ประวิตร วัฒน์ คเชนทร์ ขจรศักดิ์ โสภณ อุดม สมบัติ ไพฑูรย์-สุขสันต์ ภัทรชัย ธนายุทธ อานนท์ วีรภาพ ภูมิ กัลยา แม็กกี้ ณัฐกานต์ จิรวัฒน์ อัญชัญ โย่ง เมธิน ณัฐชนน กฤษณะ วรรณภา ปริทัศน์ สุวิทย์ ทัตพงศ์ เอกพงศ์ สุดใจ และกิจจา
แม้ว่ายังไม่ถูกตัดสินคดีว่ามีความผิดตามกฎหมาย คนในสังคมก็ต่างเพิกเฉยต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ในขณะที่สุขภาพจิต สุขภาพกายของคนในเรือนจำย่ำแย่ลงทุกวัน
เพื่อนเราในเรือนจำเพียงแค่แสดงออกตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น พูด เขียน แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์สังคม ทำกิจกรรม รวมตัวชุมนุมเพื่อเรียกร้องคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทว่า การเรียกร้องสิทธิกลับถูกดำเนินคดีหรือคุมขังเพื่อสังคมที่คนเท่ากัน เพื่ออิสรภาพของเพื่อนทุกคนในเรือนจำพวกจึงหยุดต่อสู้ไม่ได้ และสัญญาว่าจะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการที่คอยกดขี่และปล้นเสรีภาพของประชาชน”
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวภาคประชาชนส่งท้ายปี2566
ปีที่ยังมีผู้เห็นต่างถูกขังคุก
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

