‘ตะวันออก-ตะวันตก : ความน่ารัก-ความจริงใจทางดนตรี ของ RBSO’
ผู้เขียนเคยได้ยินกิตติศัพท์ในด้านความเป็นนักถ่ายทอดศาสตร์แห่งวิชาการอำนวยเพลงของ “ดักกลาส บอสสต็อค” (Douglas Bostock) วาทยกรชาวอังกฤษมาพักใหญ่ เป็นคำยกย่องจากผู้ที่ได้เคยเรียนวิชาการอำนวยเพลงในหลักสูตรระยะสั้นมากับเขา ยกย่องว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถอย่างดีเยี่ยมในการสอนศาสตร์แห่งการอำนวยเพลง อีกทั้งคำร่ำลือกันในหมู่ศิลปินดนตรีที่เคยร่วมงานกับเขา ต่างก็ชื่นชมในความสามารถด้านการสื่อสารทางดนตรีของเขาอย่างเป็นระบบ เราปฏิเสธมิได้เลยว่าดนตรีเป็นศิลปะที่ต้องการความสามารถอย่างสูงในด้านการสื่อสารในทุกๆ มิติ เนื่องด้วยความเป็นนามธรรมอย่างสูงในตัวมันเอง การได้ร่วมงานกับศิลปินที่สูงด้วยความเป็นครูและความสามารถทางการสื่อสารจึงถือเป็นประโยชน์อย่างสูงสำหรับบรรดาศิลปินดนตรีในวง RBSO (Royal Bangkok Symphony Orchestra) ซึ่งมีสมาชิกนักดนตรีที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม-สาวเป็นจำนวนไม่น้อย และการแสดงคอนเสิร์ตในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Orient et Occident” (โลกตะวันออกและโลกตะวันตก) ที่แสดงผ่านไปในค่ำวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2566 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้แสดงให้เห็นชัดถึงประเด็นที่ว่านี้
มโนทัศน์เรื่อง โลกตะวันออก เป็นสิ่งที่ทั้งลึกลับและท้าทายมาก สำหรับวงการดนตรีตะวันตกในศตวรรษที่ 19 เมื่อเครื่องดนตรีตะวันตกได้รับการพัฒนามาจนถึงขีดสุด วงซิมโฟนีออเคสตราในศตวรรษที่ 19 กับในยุคปัจจุบันจัดได้ว่าแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันมากแล้ว บทโหมโรง (Overture) จากจุลอุปรากรเรื่อง “เจ้าหญิงผู้สวมอาภรณ์สีเหลือง” (La Princesse Jaune หรือ “The Yellow Princess”) ผลงานการประพันธ์ของ “กามีย์ แซงซองส์” (Camille Saint-Saens) นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศส แห่งศตวรรษที่ 19 นับเป็นตัวเลือกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งทั้งสำหรับ นักดนตรีและผู้ชม เพราะจัดได้ว่า ไม่ใช่ผลงาน “หน้าช้ำ-ซ้ำซาก” แบบที่คนในวงการเรียกกันว่า “ม้าสงครามแก่” ความสามารถในเรื่องการสะท้อนกลิ่นอายโลกตะวันออก (หรือความลึกลับ) ผ่านเสียงดนตรี ดูจะเป็นความถนัด, เชี่ยวชาญของ แซงซองส์ อยู่แล้ว ดังที่เราสามารถสดับได้ชัดเจน จากผลงานหลายๆ ชิ้นของเขา อาทิ “Danse macabre” หรือบทเพลง “Danse Bacchanale” ในอุปรากรเรื่อง “Samson and Delilah” การได้รับโจทย์ประพันธ์จุลอุปรากร ในฉากโลกตะวันออกไกล (ในดินแดนญี่ปุ่น) จึงเป็นความลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติจากปลายปากกาของเขา
บทเพลงที่ใช้วงดนตรีขนาดกลาง แต่เต็มประสิทธิภาพ วง RBSO เปิดการบรรเลงได้อย่างสวยสดงดงาม มีชีวิตชีวาสมกับหน้าที่ในการเป็นบทโหมโรง ดักกลาส บอสสต็อค วาทยกรแสดงให้เราเห็นการจัดระเบียบในการบรรเลงอย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสายที่แสดงออกได้ทั้งความพร้อมเพรียงและความเป็นเอกภาพ การเปลี่ยนจังหวะจากช้าเข้าสู่จังหวะเร็วที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนสีสันทางดนตรี การได้เห็นลักษณะทางกายภาพของเขาขณะกำกับการบรรเลงของวงออเคสตรานั้น มันเสมือนการได้ชมบทเรียนสาธิตการอำนวยเพลงที่เป็นตัวอย่างอันดี ภาษากายที่ใช้ได้อย่างพอดี, สื่อสารชัดเจน ความชัดเจนที่สร้างระเบียบวินัยทางดนตรีที่ไม่แข็งทื่อ, ตายตัว เป็นระเบียบวินัยที่ยังมีความอ่อนโยนงดงามอยู่ภายใน ซึ่งผู้เขียนคิดว่านี่แหละคือผลพวงจาก “การสื่อสาร” อันชัดเจนของเขา ทั้งด้านระเบียบวินัยความพร้อมเพรียงและความเป็นเอกภาพทางอารมณ์-ความรู้สึกร่วมกันของทุกคนในวง ถือเป็นการเปิดรายการที่สร้างความคาดหวังให้กับบทเพลงในรายการที่เหลือได้เป็นอย่างดี
บทเพลงที่สองของรายการคือ “แฟนตาซี จากแนวทำนองเพลงไทย, จันทราหู และสุรินทราหู” (Fantasy on Chandrahu and Surindrahu) ผลงานการประพันธ์โดย ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร (ศิลปินศิลปาธร และศิลปินแห่งชาติ) สำหรับ อัลโตแซกโซโฟนร่วมกับวงออเคสตรา เรื่องการนำแนวทำนองเพลงไทยโบราณ มาเรียบเรียงใหม่ให้บรรเลงด้วยวงออเคสตรา เป็นงานดนตรีที่ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ได้กระทำมาต่อเนื่องตลอดชีวิตการเป็นนักประพันธ์ดนตรีของเขา ดูเหมือนแก่นความคิดอันแน่วแน่และสำคัญยิ่งของเขาก็คือ การพยายามธำรงลักษณะเค้าโครงของแนวทำนองดั้งเดิมไว้ให้ผู้ฟังยังคงสัมผัสและลิ้มรสได้ เขามิได้พยายามแสดงออกถึง “ความเป็นไทย” จนถึงกับส่งกลิ่นตลบอบอวล หรือมิได้สำแดงความก้าวหน้าทางทฤษฎีเสียงตะวันตก จนผู้ฟังเกิดความกระอักกระอ่วน นี่คือจุดยืนที่เราสัมผัสได้จากผลงานของเขา เสียงดนตรีที่ผสานโลกดนตรีแห่งสองฟากฝั่งไว้ได้เป็นเนื้อเสียงเดียวกันตลอดมา ในผลงานชิ้นนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่เขาประสบความสำเร็จในด้านการสื่อสารทางอารมณ์-ความรู้สึกกับผู้ฟังแม้จะได้ฟัง “เป็นครั้งแรก” ความสำเร็จในการสื่อสัมผัสทางอารมณ์กับผู้ฟังในครั้งแรกนี้ดูจะเป็น เป้าหมายอันสำคัญที่นักประพันธ์ดนตรีต่างปรารถนาที่จะบรรลุได้ ส่วนหนึ่งต้องมาจากความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ฟังดนตรีในระดับมหาชน ด้วยการไม่มุ่งแสดง “ชั้นเชิงทางเทคนิค” จนทอดทิ้งผู้ฟังที่เป็นมหาชน (อันเป็นกลุ่มคนสำคัญในวัฏจักรดนตรี) อย่างไม่อินังขังขอบ
“ธีโอดอร์ เคอร์เคซอส” (Theodore Kerkezos) ศิลปินเดี่ยวแซกโซโฟนชาวกรีซ ถ่ายทอดลักษณะเฉพาะของบทเพลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการใส่ “เสียงประดับตกแต่ง” (Embellishment) เล็กๆ น้อยๆ บางตอนในท่อนช้าที่ทำให้เราหวนนึกไปถึงนักเดี่ยวแซกโซโฟน (และปี่คลาริเน็ต) ด้วยสำเนียงไทยผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานชาวไทยอย่าง “พันโท วิชิต โห้ไทย” นี่จะเป็นความจงใจของ ดร.ณรงค์ฤทธิ์หรือไม่ เราไม่ทราบ แต่นี่คือการ “หยอด” ส่วนผสมของสำเนียงไทยลงไปได้อย่างมีรสนิยม แม้จะเป็น “บทเพลงร่วมสมัย” แต่ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ก็ไม่ถึงกับใส่สุ้มเสียงนอกระบบแบบที่เรียกกันว่า “นิ้วผี” ใดๆ ลงไป นี่จึงเป็นบทเพลงใหม่ที่ศิลปินเดี่ยวไม่ต้องถึงกับหกคะเมนตีลังกา เพื่อสำแดงเสียงใหม่ๆ ใดๆ (ซึ่งบางครั้งก็ไร้จุดหมายทางดนตรี) น่าคิดว่าผลงานชิ้นนี้น่าจะได้รับการบรรจุเข้าอยู่ใน “คลังบทเพลง” (Repertory) สำหรับเดี่ยวอัลโตแซกโซโฟนได้ไม่ยาก ถ้าได้ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของสำนักตีพิมพ์โน้ตดนตรีใหญ่ๆ

บทเพลงในลำดับที่สามยังคงเป็นผลงานเดี่ยวอัลโตแซกโซโฟน ร่วมกับวงออเคสตรา โดย “ดาริอุส มิโยด์”(Darius Milhaud) นักประพันธ์ดนตรีชาวฝรั่งเศสแห่งศตวรรษที่ 20 “ธีโอดอร์ เคอร์เคซอส” ต้องเปลี่ยนลีลาการบรรเลงเดี่ยวแบบพลิกฝ่ามือในทันที เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงลีลา, สำนวนดนตรีแบบตรงกันข้าม ผลงานชิ้นนี้คือ “Scaramouche” บทเพลงชุด (Suite) ที่เดิมทีเขียนให้บรรเลงด้วยเปียโนสองหลัง และต่อมานำมาเรียบเรียงใหม่ให้บรรเลงด้วยแซกโซโฟนและวงออเคสตรา เมื่อแปลงโฉมแล้ว มันจึงอยู่ในรูปแบบเพลงเดี่ยวขนาดย่อม (แบบที่อาจเรียกว่า “Concertino”) มีโครงสร้างทางฉันทลักษณ์ที่ฟังดูชัดเจนแบบที่อาจเรียกว่า “คลาสสิกใหม่” (Neo Classic) แฝงด้วยลีลา, สำเนียงแบบอเมริกาใต้ (บราซิล) อวดความคล่องแคล่วของนิ้วผู้บรรเลงเดี่ยว สีสันทางเสียงในท่อนสองที่บางเบาโปร่งใส และสีสันอันเจิดจ้าของกลุ่มเครื่องประกอบจังหวะในกลุ่มลาตินอเมริกา (ชวนให้นึกไปถึงบทโหมโรง “Cuban Overture” ของ ยอร์ช เกิร์ชวิน) เป็นสีสันประสบการณ์ทางดนตรีที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับบทเพลงขนาดย่อมอันสูงด้วยประจุพลังชิ้นนี้
ใครที่ติดตามการแสดงดนตรีของ ดร.วานิช โปตะวนิช (ศิลปินศิลปาธร) ในทุกๆ บทบาททางดนตรี ไม่ว่าจะเป็น นักเป่าทรัมเป็ตชั้นนำ (ในวง RBSO) หรือในฐานะ “วาทยกรประจำวง” (Resident Conductor) ในคอนเสิร์ตปกติของ RBSO ในหลายๆ รายการอย่างต่อเนื่อง จะสัมผัสได้ถึงประจุพลังทางดนตรีในตัวเขา ที่เปล่งประกายชัดเจนขึ้นตามวัยวุฒิและประสบการณ์ที่สูงขึ้น หลังจากบทบาทในฐานะผู้แสดงดนตรีอย่างยาวนานต่อเนื่อง มาในระยะหลังๆ นี้เขาเริ่มบทบาทใหม่ในทางดนตรี นั่นก็คือบทบาทในฐานะการประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานทางดนตรี และบทเพลง “แฟนตาเซีย จากแนวทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช” (Fantasia on A Theme of H.M. King Bhumibol Adulyadej) ก็คือผลงานการเรียบเรียงเสียงประสานของเขาในคอนเสิร์ตครั้งนี้

ความเปิดเผยจริงใจอันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำงานสร้างสรรค์ศิลปะ ผนวกกับประสบการณ์ทางดนตรีที่ยาวนานมากพอ ทำให้บทเพลงนี้ของเขามีศิลปะแห่งความเป็นดนตรีสูง มีความลื่นไหลทางดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้ความก้าวหน้าแห่งเทคนิคสีสันทางเสียงได้พอเหมาะพอประมาณ ดร.วานิชเลือกแนวทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ “แว่ว” (Echo) มาเป็นแนวทำนองหลัก (Theme) ในผลงานชิ้นนี้ ขอชื่นชมว่าเป็นการเลือกที่ชาญฉลาดมาก เพราะด้วยลักษณะแนวทำนองของบทเพลงพระราชนิพนธ์นี้ เมื่อเราถอด “คำร้อง” ออกไป ลักษณะของตัวแนวทำนองล้วนๆ นั้น มีลักษณะของความเป็นดนตรีซิมโฟนิก (Symphonic) อย่างสูง ด้วยการเคลื่อนที่ของแนวทำนองที่มีลักษณะทะยานขึ้น-ลงด้วย ขั้นคู่เสียงที่ฟังดูแปลกสะดุดหู เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปตั้งเป็น “ทำนองหลัก” (Theme) ในดนตรีซิมโฟนีเป็นอย่างยิ่ง ง่ายต่อการนำไปตัดตอน, พลิกแพลงพัฒนา (แบบภาษาทางดนตรีที่เรียกว่า Development หรือ Transformation) ดร.วานิชใช้เสียงคอร์ดเปิดการบรรเลงที่สร้างความน่าประหลาดใจ, เรียกร้องความสนใจเป็นอย่างยิ่ง และก็รีบคลี่คลายมันลงในทันที เสียงพิณฮาร์พ (Harp) ที่ติดตามมาฟังดูเหมาะสม ที่จะ “เบิกใจความทางดนตรี” อย่างน่าสนใจ เขาเขียนแนวทำนองให้แนวเดี่ยวแซกโซโฟนที่ให้ความรู้สึกล่องลอย แฝงลักษณะราวกับเป็นการ “ด้นสด” (Improvisation) การจำแนกเแนวเสียงเครื่องดนตรี (Orchestration) ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความเป็นเลิศของเขาในฐานะ ผู้เขียนเพลงก็คือ การประยุกต์ใช้ “โมทิฟ” (Motif = ใจความหลัก) ของแนวทำนองเพลง “แว่ว” นี้ ได้อย่างชาญฉลาด, ถูกที่และเหมาะสม บางตอนเขียนไว้เป็น “แนวหลัง” เสมือนเป็นเงาเสียงรางๆ ครั้นพอจะชัดเจน (จนเกินไป) ก็ตัดตอนเปลี่ยนไปสู่การแสดงออกทางดนตรีในแบบอื่น มันคือรสนิยมแห่งการประยุกต์ใช้ “โมทิฟ” อันเหมาะสมและสูงด้วยประสบการณ์ นับว่าเขาประสบความสำเร็จทางดนตรีได้อย่างดียิ่งในอีกบทบาทหนึ่งนั่นก็คือในฐานะ “ผู้ประพันธ์ดนตรี”

บทเพลงปิดท้ายรายการคอนเสิร์ตในครั้งนี้คือ “ซิมโฟนี ในบันไดเสียง ดี ไมเนอร์” , ผลงานการประพันธ์ของ “เซซาร์ ฟรังค์” (Cesar Franck) นักประพันธ์ดนตรีชาวเบลเยียมแห่งยุคโรแมนติก ความสำเร็จในบทเพลงนี้ของ RBSO ก็คือแนวทางการตีความของ ดักกลาส บอสสต็อค ด้วยวงออเคสตราขนาดกลางๆ (เกือบจะขนาดย่อม) ด้วยรูปทรงทางดนตรีที่ออกไปในทาง “กระชับ-คล่องแคล่ว” , มีชีวิตชีวา เขาสามารถแสดงความเป็น “เอกภาพทางดนตรี” ได้ชัดเจน อันมีส่วนสำคัญมาจากความเป็นระเบียบทางดนตรีที่เขาทำให้มันเผยออกมาได้อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือลักษณะแห่งความสำเร็จในบทเพลงเอกของรายการนี้ ความสำเร็จในด้านระเบียบและเอกภาพ (ซึ่งลึกๆ แล้วผู้เขียนปรารถนาให้มันทะยานขึ้นไปถึงระดับแห่ง “ความล้ำลึก” และ “ความทรงจำ”)
การแสดงดนตรีในแต่ละครั้งไม่อาจสำแดงถึงสุนทรีย์ทางดนตรีให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกๆ ด้านไปได้ ในครั้งนี้ ประเด็นแห่งความสำเร็จของพวกเขาก็คือ ความจริงใจและเรียบง่ายในการสื่อสารทางดนตรีกับผู้ชมด้วย ผลงาน “ดนตรีร่วมสมัย” งานดนตรีที่เขียนขึ้นใหม่ซึ่งยังมุ่งมั่นที่จะสื่อสารทางเสียงดนตรีกับผู้ฟัง (ไม่ใช่ดนตรีร่วมสมัยแบบ “ร้อนวิชา”) ซิมโฟนีปิดท้ายรายการที่น่ารักด้วยความมีระเบียบเรียบร้อย มันอาจไม่ใช่คอนเสิร์ตแห่งความทรงจำอันล้ำลึกยาวนาน แต่มันคือพลังทางดนตรีดีๆ ที่จะเติมเต็มในวิถีชีวิตปกติ ที่มนุษย์อย่างเราๆ ควรได้รับอย่างสม่ำเสมอจากหนึ่งในองค์กรทางดนตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นหลักของชุมชนเมืองหลวงของเรา
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

