2566 ปีชง ‘ชายแทร่’ ต้องแก้ที่ทัศนคติ

4.01.24 | 17:10 น.
2566 ปีชง ‘ชายแทร่’ ต้องแก้ที่ทัศนคติ

2566 ปีชง ‘ชายแทร่’
ต้องแก้ที่ทัศนคติ


ผ่านไปหมาดๆ สำหรับปี 2566 อันมากมายด้วยดราม่าร้อนระอุนับไม่ถ้วน

ส่วนหนึ่งในนั้น คือข้อพิพาทร้อนแรงจากกรณี วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ คุกคามทางเพศ ไปจนถึงอนาจาร ทั้งฟากฝั่งการเมือง และวงการบันเทิงไทย
ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ แต่สะท้อนภาพให้สังคมไทยร่วมขบคิด

โลกออนไลน์ยั่วล้อถึง ‘ชายแทร่’ ที่เลียนเสียงจาก ‘ชายแท้’ ซึ่งสื่อความหมายในเชิงลบ

Advertisement

ประชาชนไทยร่วมจับตา ล้วงแคะ แกะเกา ทั้งยังลงแรงสืบอย่างไม่ลดละราวสวมวิญญาณกล้องวงจรปิด

นับเป็นปีชงของชายแทร่ที่ต้องเผชิญวิบากกรรมจากการกระทำของตนเอง หาใช่ดวงชะตาฟ้าลิขิต

ว่าแล้ว มาย้อนเหตุการณ์สำคัญอันไม่ควรเกิดเพื่อเป็นบทเรียนในปีนี้ที่ต้องย้ำว่า ‘คนเท่ากัน’ เท่านั้นคือทางออก

ปมฉาวทำ ‘ก้าวไกล’ สะดุดขาตัวเอง

ตุลาคม 2566 เกิดกระแสปูดประเด็น ส.ส.ชาย อย่างน้อย 2 คนของพรรคก้าวไกลถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้าข่ายปมคุกคามทางเพศ จน พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ‘ไอติม’ รองโฆษกพรรคก้าวไกล ตัดสินใจทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ หรือ X ส่วนตัว เพื่อชี้แจง โดยในขณะนั้นอยู่ในกระบวนการการสืบสวนของพรรค ยังไม่ปรากฏชื่อบุคคลปรากฏเป็นสาธารณะ

กระทั่ง 1 พฤศจิกายน ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ของพรรคก้าวไกล เพื่อหาข้อยุติ โดยชัดเจนแล้วว่า 2 ส.ส.ผู้ก่อเหตุอันเป็นที่ตั้งคำถาม ได้แก่ วุฒิพงศ์ ทองเหลา ส.ส.ปราจีนบุรี และ ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ส.ส.กทม. จอมทอง บางขุนเทียน ท่าข้าม

ที่ประชุมพรรค และ ส.ส.ซึ่งตบเท้าประชุมจำนวน 128 คน ร่วมพิจารณา เห็นตรงกันว่าทั้ง 2 กรณีมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศจริง ถือว่าขัดต่อวินัยพรรคขั้นร้ายแรง โทษสูงสุดคือให้พ้นจากสมาชิกพรรค รองลงมาคือ ตัดสิทธิพึงมีและคาดโทษตามกรณี

ต่อมาพรรคก้าวไกลมีมติให้ขับ วุฒิพงศ์ ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่วน ไชยามพวาน เสียงส่วนใหญ่ 106 เสียง จาก 128 เสียง เห็นควรให้ขับออกจากพรรค แต่เสียงไม่ถึง 3 ใน 4 ของ ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคคือ 116 เสียง จึงยังไม่สามารถขับพ้นสมาชิกพรรคได้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาจากสมาชิกพรรค อีกทั้ง ส.ส.หญิงหลายราย แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง

ขณะที่ พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ หรือ X ส่วนตัว ระบุตอนหนึ่งว่า

‘มีมติว่าคุณทำผิดวินัยร้ายแรง คุกคามทางเพศ ที่ประชุมร่วม ส.ส. และกรรมการบริหาร ก็โหวตขับคุณถึง 106 เสียง จาก 128 เสียง ขาดเพียง 10 เสียงก็จะขับออกได้ตามกฎหมาย’

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันระบุว่า ‘ไชยามพวาน ควรลาออก’

‘ปูอัด’ โค้งแล้วโค้งอีก
ขอโทษประชาชน
พรรคลงดาบ ‘ไม่รับผิดอย่างจริงใจ’

3 พฤศจิกายน ปูอัด ไชยามพวาน แถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีที่มีผู้เข้ามาร้องเรียนว่าถูกคุกคามทางเพศถึง 3 ราย ท่ามกลางสื่อมวลชนกับกระแสกดดันให้พรรคก้าวไกลขับออก โดยได้นำหลักฐานต่างๆ เพื่อมาชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวตอนหนึ่งว่า เคารพในมติของพรรค และฝากสื่อช่วยพิจารณาตามหลักฐานว่า เป็นพฤติกรรมคุกคามทางเพศและเข้าข่ายคุกคามทางเพศหรือไม่ และขอโทษที่ทำให้พรรคมีรอยร้าวขึ้นมา หากมีความผิดจริงก็พร้อมลาออก โดยโค้งคำนับหลายครั้งจนกลายเป็นภาพจำ

ระยะเวลาผ่านไปไม่นาน ในวันที่ 7 พฤศจิกายน ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เปิดเผยถึงผลประชุมล่าสุดว่า กรรมการบริหารและ ส.ส.พรรค มีมติตรงกันอย่างเป็น ‘เอกฉันท์’ ให้ ‘พ้นจากสมาชิกพรรค’

“สำหรับผลประชุมซึ่งมีผู้ร่วมประชุมรวม 128 คน มีมติที่ประชุมเห็นตรงกันเอกฉันท์ว่าการแถลงและการ
กระทำของนายไชยามพวานขัดต่อมติพรรค สาระสำคัญคือ เห็นว่าไม่ได้แสดงความรับผิดและขอโทษอย่างจริงใจ ซ้ำร้ายยังสร้างความเสียหายซ้ำกับผู้เสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม มติเอกฉันท์ให้พ้นจากสมาชิกพรรคตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

ปิดจบเคสดังกล่าวในที่สุด

วุฒิพงศ์ คาใจ ไม่ถึง ‘ระดับ 5’
แต่เจอลงทัณฑ์หนักสุด

ด้าน วุฒิพงศ์ ส.ส.ปราจีนบุรี ที่โดนลงทัณฑ์จากกรณีแชตฉาวหาทีมงาน เปิดใจหลังเจอมติขับพ้นพรรคว่า ‘ผิดหวัง’

“ผมเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้แถลงเก่ง ไม่เคยตอบโต้ เพราะอยู่ในกระบวนการสอบสวนของพรรค ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง เพราะมีมติรุนแรงที่สุดคือการขับออก เพราะหมายถึงการทำผิด”

นอกจากนี้ ยังเปิดปมคาใจว่า การคุกคามทางเพศมี 5 ระดับ ตั้งแต่การถูกเนื้อต้องตัว ใช้คำพูด การกระทำด้วยสายตา วาจา การแสดงข้อความ และกิริยาท่าทาง โดยมองว่ากรณีของตนถือเป็น ระดับ 3 แต่กลับถูกขับพ้นพรรค ถ้าเทียบกับเคสอื่นที่เคยทำทัณฑ์บน 1 ปีเท่านั้น

พิพากษา ‘ปริญญ์’
จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา
‘อนาจาร’ หญิงสาว

อีกเคสเดือดเคสดัง ตั้งแต่ยังไม่มีศัพท์บัญญัติชายแทร่ คือกรณีของ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวฉาวแบบปิดไม่อยู่ตั้งแต่เมษายน 2565 หลังหญิงสาวรายหนึ่งเปิดเผยเรื่องราวพร้อมทนายความชื่อดัง ว่า ถูกกระทำอนาจาร ลวนลาม และล่วงละเมิดทางเพศจากนักการเมืองคนดัง โดยในช่วงเวลานั้น หญิงสาวได้ระบุว่า เป็นนักการเมืองระดับรองหัวหน้าพรรคของพรรคหนึ่ง ซึ่งชาวเน็ตก็ได้สืบค้นข้อมูลเชื่อมโยงเฉลยชื่อ ต่อมา มีหญิงอีกหลายรายทยอยร่วมร้องเรียน

หลังจากเกิดประเด็นร้อนขึ้น ปริญญ์ลาออกจากทุกตำแหน่งทางการเมือง และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีข่มขืนและกระทำอนาจารหญิงสาวหลายคน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี สอบปากคำ และเเจ้ง 2 ข้อหาคือ ข่มขืนกระทำชำเรา และกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล

ล่าสุด 22 สิงหาคม พ.ศ.2566 โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปริญญ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารหญิงสาว รวม 2 กรรม เป็นระยะเวลา 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จากกรณี ก่อเหตุกระทำอนาจาร ลวนลาม และล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาสาววัยเพียง 18 ปี หลังจากใช้อุบายหลอกมาคุยสอนการทำงานและเรื่องหุ้นที่ชั้นดาดฟ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ

ในส่วนค่าเสียหาย ผู้เสียหายให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ซึ่งศาลเห็นว่าจำนวนเงินสูงเกินไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายด้านต่างๆ ทั้งด้านสภาพจิตใจ ร่างกาย ให้แก่โจทก์ร่วม รวม 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 นับตั้งแต่วันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

เล่าเอง โดนเอง นักเลงเจอสวบ
‘กิต Three Man Down’
ปม ‘(ยิ่งกว่า)แกล้งเพื่อน’

จากสายงานการเมือง โยกย้ายไปยังวงการบันเทิงที่เกิดดราม่าเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ออกมาตั้งคำถามถึงวีรกรรมสมัยเรียนของนักร้องชื่อดัง กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์ หรือ ‘กิต Three Man Down’ โดยขุดคลิปเก่าขณะกำลังไลฟ์คุยกับแฟนคลับ ซึ่งบางช่วงบางตอนเจ้าตัวได้เล่าถึงวีรกรรมการแกล้งเพื่อน จนทำให้โซเซียลวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากถ้อยคำจากปากศิลปินรายดังกล่าวที่ระบุว่า

“ใครคอมเมนต์มาผมไม่ว่าอะไร แต่ถ้าหากผมทำกลับคุณต้องรับได้เหมือนกัน เพราะว่าคุณกำลังเล่นกับคนที่นั่งหลังห้องมาทั้งชีวิต และไม่เคยตั้งใจเรียนเลย เอายางลบปาเพื่อนมาทั้งชีวิต ขโมยรองเท้า เผาเสื้อเพื่อน ตัดผม เอาปัตตาเลี่ยนโกนผมเพื่อนตอนเพื่อนหลับ เอารอนสันราดหลังเพื่อนและจุดไฟ คุณกำลังเล่นกับคนแบบนั้นอยู่ ถ้าคุณกล้าเล่นกับคนแบบนี้ คุณต้องทำใจว่าวันหนึ่งผมจะเล่นคุณกลับ ผมบอกเลยผมไม่โกรธอยู่แล้ว ถ้าพูดถึงการแกล้ง ผมเกินคุณไปไกลแล้ว ผมไม่โกรธอยู่แล้ว ไม่เชื่อถามเพื่อนผมได้ อาจจะมีเพื่อนสมัยมัธยมผมดูอยู่ในนี้”

คลิปดังกล่าวถูกแชร์สู่โลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว โดยมีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า สิ่งที่กระทำไม่ใช่การแกล้งเพื่อน แต่เป็นการทำร้ายร่างกายเพื่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรนำเอามาพูดต่อที่สาธารณะในลักษณะภาคภูมิใจเพราะบุคคลที่โดนกระทำนั้นย่อมเกิดบาดแผลในใจ และเจ็บปวดไปอีกนาน

หลังเจอกระหน่ำกลางฤดูหนาว เจ้าตัวออกมาชี้แจงและขอโทษผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุในตอนหนึ่งว่า

“จากการทบทวนดูซ้ำๆ ผมพบว่าการกระทำของผมเป็นสิ่งที่ร้ายแรง ทั้งการกลั่นแกล้งต่างๆ รวมถึงการใช้อารมณ์ข่มเหงจิตใจผู้อื่น ผมไม่มีข้อแก้ตัวใดสำหรับความผิดดังกล่าวครับผมเองอยู่ในฐานะที่ควรจะมีวุฒิภาวะมากกว่าที่ได้แสดงออกไปครับ

ผมขอใช้พื้นที่นี้ ขอโทษต่อคนที่ผมได้เคยก่อให้เกิดความทุกข์หรือความรู้สึกแย่ใดๆ และยินดีกล่าวขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าผู้เสียหายทุกๆ คน ผมขอโทษที่ไม่ได้ประพฤติตนอย่างเหมาะสมไม่ได้เป็นตัวอย่างอันดีต่อผู้คนที่รับชมไลฟ์ดังกล่าว และไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ของการกระทำ

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ในกรณีที่เกิดขึ้น แต่รวมถึงทุกๆ การกระทำของผมในอดีตใดอื่นๆ ด้วยผมได้ตระหนักแล้วว่าผมต้องรับผิดชอบต่อทุกการกระทำของผมทั้งสิ้น”

ต่อมา เพื่อนสมัยมัธยมที่ถูกกระทำได้เข้ามาคอมเมนต์ผ่านอินสตาแกรม อาทิ ‘ผมเป็นเพื่อนที่โดนกิตแกล้งครับ และได้รับคำขอโทษแล้ว’,’กิตมาขอโทษพวกผมแล้วครับ ผมว่าทุกคนโตพอที่จะมีวุฒิภาวะและรู้จักคำว่าอโหสิในวัยใกล้ 30 นี้ พวกเรา Move on แล้ว ขอให้ติดตามและสนับสนุนผลงานกิตต่อไป” เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ คือบทสรุปจากพฤติกรรมชายแทร่ ที่ล้วนโดนลงดาบทั้งจากจารีตสังคม กฎเกณฑ์ขององค์กรที่สังกัด และที่หนักสุดคือโทษอาญาตามกฎหมาย เมื่อวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ใน พ.ศ.นี้และวันข้างหน้า ไม่ถูกสังคมดูดายว่าเป็น ‘เรื่องธรรมดา’ อีกต่อไป

ชญานินทร์ ภูษาทอง