‘มติชน’ ก้าวสู่ปีที่ 47
แจกฟรี E-BOOK ‘บันทึกประเทศไทย’
เปิดโครงการ ‘โรงพยาบาลอ่านสร้างสุข’
กาลเวลาหมุนผ่าน มาถึงวันนี้ “มติชน” นำเสนอข่าวสารเคียงข้างคนไทยมาเกือบครึ่งศตวรรษ
วันที่ 9 มกราคม 2567 เป็นวันเกิดหนังสือพิมพ์มติชนที่ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 47
ทุกปีในโอกาสวันเกิด มติชนจะจัดโครงการส่งเสริมการอ่านในรูปแบบต่างๆ ขึ้น ด้วยความปรารถนาอยากให้การอ่านช่วยพัฒนาคน พัฒนาองค์กร และพัฒนาประเทศ
สำหรับปี 2567 ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดตัว 2 กิจกรรมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเนื่องในวันเกิดของปีนี้
E-BOOK ‘บันทึกประเทศไทย’
เล่มแรกในประวัติศาสตร์
กิจกรรมแรกในปีมะโรง งูใหญ่ “มติชน” เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่จัดทำหนังสือ “บันทึกประเทศไทย 2566” ในรูปแบบ “E-Book” ซึ่งเป็นหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยในปี 2566
มติชนรวบรวมเหตุการณ์มาให้แบบละเอียดยิบ ตลอด 12 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม
ปานบัวเล่าว่า E-BOOK บันทึกประเทศไทย 2566 นี้ เป็นไฮไลต์สำคัญของวันเกิดมติชน ปี 2567 โดยในปี 2566 ถือเป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ในหลายด้านของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม ซึ่งกองบรรณาธิการได้รวบรวมเหตุการณ์ทั้งรายวัน รายเดือน ครบทั้งปีเอาไว้อย่างครบถ้วน
หนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามาก เพราะกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ร่วมมือกับสำนักพิมพ์มติชนระดมคนมาช่วยกันคัดเลือกและบันทึกเหตุการณ์สำคัญของปี โดยรวบรวมมาเป็นรูปเล่มในรูปแบบ E-BOOK ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของหนังสือบันทึกประเทศไทย
E-BOOK บันทึกประเทศไทย 2566 ไม่มีวางจำหน่าย ทำมาเพื่อแจก โดยเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งเล่ม จำนวนกว่า 500 หน้า ทุกคนมีสิทธิดาวน์โหลดไว้อ่านได้ หลังจากดาวน์โหลดแล้ว หนังสือเล่มนี้จะอยู่ตลอดไป ไม่มีหมดอายุ ดังนั้น ห้องสมุดต่างๆ ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเพื่อนำไปเป็นข้อมูลแก่ผู้สนใจได้ เพราะว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“มติชนจัดทำ E-Book เล่มนี้เพื่อตอบแทนผู้อ่าน เพราะที่ผ่านมามติชนอยู่ได้ด้วยผู้อ่าน โดยหวังว่า E-Book เล่มนี้จะเป็นเสมือน ‘อาวุธทางปัญญา’ ที่มอบให้คนไทยเอาไว้สู้ต่อในปี 2567”
“อาวุธทางปัญญา” ที่ปานบัวกล่าวนั้น หมายถึงการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
“ในฐานะคนทำสื่อ เราควรอยู่ในสังคมที่มีเหตุและผล ใช้อารมณ์น้อย บันทึกประเทศเป็นบันทึกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว มติชนต้องการแจกข้อเท็จจริง เพราะต้องการให้สังคมมีและใช้ข้อเท็จจริงกันเยอะๆ มีเหตุผลมากๆ และต้องสะสมความรู้ไว้เสมอ
ฉะนั้น มติชนจะเป็นสารตั้งต้นที่จะใช้ความรู้ และข้อเท็จจริงในการอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญา สังคมจะได้เดินไปข้างหน้า อันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของมติชน ในฐานะคนทำสื่อที่รับผิดชอบต่อการส่งความรู้ และข่าวสารให้ทั่วถึง
มติชนต้องการให้บันทึกประเทศไทย 2566 ในรูปแบบ E-Book เล่มนี้เป็นคู่มือของทุกคน เพื่อใช้ในการจัดการชีวิตในปี 2567 อยากให้ทุกคนนำข้อมูลที่บันทึกไปทบทวนและก้าวไปต่อไปข้างหน้าด้วยตัวเอง”
‘จดหมายเหตุ’ นำเสนอ ‘ข้อเท็จจริง’
ปานบัวเห็นว่า E-Book เล่มนี้เป็นตัวช่วยจัดลำดับความคิด จะได้ไม่หลงลืมเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ไม่เช่นนั้นเมื่อเราเจอเรื่องใหม่ก็จะลืมเรื่องเก่า ขณะที่เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนเป็นบทเรียน ไม่ว่าทุกข์หรือสุข สำเร็จหรือผิดพลาด มันคือจิ๊กซอว์ของชีวิตที่ต้องไปต่อให้ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องน้อย เรื่องที่เป็นประเด็นต่างๆ เราสามารถรวบรวมให้ครบทั้งกระดาน
“ทุกท่านจะใช้กระดานนี้อย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ที่สำคัญคือต้องมีคนรวมกระดานตัวนี้ให้ ซึ่งมติชนได้ทำหน้าที่นี้ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะอ่านแต่ breaking news ซึ่งการอ่านแต่ breaking news ทำให้ไปต่อลำบาก การจะไปต่อได้อย่างมั่นคงยั่งยืน ต้องจัดลำดับความคิดดีๆ และต้องมีรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณาในทุกเรื่อง
อย่างสังคมเมืองนอก จดหมายเหตุเป็นเรื่องสำคัญมาก เขาดูเก่ง เพราะจดหมายเหตุใครมีจดหมายเหตุดี มีหลักฐานมากกว่า คนนั้นก็น่าเชื่อถือมากกว่า”
กว่าจะเป็น E-Book เล่มนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย
ปานบัวยังเล่าถึงการทำ E-Book บันทึกประเทศไทยต่อไปว่า “การทำหนังสือเล่มนี้ต้องใช้ความละเอียด ต้องเรียงลำดับ ต้องคัดสรรข่าวสารอย่างเป็นระบบตลอดทั้งปี คนทำต้องทุ่มเท ต้องเอาใจใส่ ต้องคิดว่ามันมีประโยชน์จริงๆ จึงได้ลงมือทำ”
“เราเห็นว่าจดหมายเหตุสำคัญมากๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมไปถึงอนาคต ต่อให้มีเทคโนโลยีดีเท่าไหร่ แต่ถ้าข้อมูลตั้งต้นไม่มี แล้วจะไปต่อได้อย่างไร
มติชนเองก็กำลังสร้างสมดุลของคอนเทนต์ในสังคมไทย ผลักดันให้คอนเทนต์อยู่บนเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเปลี่ยนช่องทางการสื่อสารไปเป็นตัวไหน มติชนขอไปด้วย เพราะว่าคอนเทนต์นั้นเป็นตัวที่จะทำให้สังคมไปต่อ ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีอย่างเดียว”
สำหรับการเปิดให้โหลด E-Book ฟรี ปานบัวบอกว่า ไม่ได้หวังยอดดาวน์โหลดเพียงอย่างเดียว หากแต่อยากให้นำข้อเท็จจริงที่ได้ดาวน์โหลดนำไปใช้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
“เราไม่ได้คิดว่าจำนวนดาวน์โหลดมหาศาลจะนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่คิดว่าถ้าใครสักคนที่ยึดมั่นในข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง สังคมอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จากจุดนั้น”
ข้อเท็จจริง
คือจุดยืนที่ มติชน ต้องรักษาไว้
ปานบัวย้ำว่า “ข้อเท็จจริง” คือ “จุดยืน” ที่ทำให้มติชนอยู่มาได้โดยตลอด ถ้าคนไม่เชื่อในข้อมูลข้อเท็จจริง มติชนก็ยุติไปแล้ว
มติชนมีบุคลิกเฉพาะ บางเวลาเราถูกปฏิเสธจากสังคม บางเวลาคนไม่ชอบ รู้สึกว่าแข็งขืน แต่ที่อยู่ได้เพราะข้อเท็จจริงเป็นเกราะป้องกันตัว
ถ้าสังคมนี้ไม่สนใจความรู้ เราคงอยู่ไม่ได้ เพราะว่าที่เราทำล้วนเป็นองค์ความรู้ ไม่ได้ทำหนังสือง่ายๆ อย่าง E-Book เล่มนี้ทำยาก รวบรวมข้อมูลกว่า 500 หน้า แต่เราแจกฟรี และแจกเต็มที่ เพื่อทำให้ความรู้เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต
ดังนั้น โปรดอย่าพลาด วันที่ 9 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ 2567 ทุกคนสามารถดาวน์โหลด E-Book “บันทึกประเทศไทย 2566” ได้ฟรีที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th หรือจะสแกนคิวอาร์โค้ดจากสื่อในเครือมติชน
‘โรงพยาบาลอ่านสร้างสุข’
โครงการเพื่อ ‘ผู้สูงวัย’
อีกกิจกรรมที่ “มติชน” จะจัดขึ้นเนื่องในวันเกิด คือ โครงการโรงพยาบาลอ่านสร้างสุข
ปานบัวเล่าถึงโครงการที่จะจัดทำขึ้นในวันที่ 9 มกราคมนี้ว่า มติชนมีโครงการที่สนับสนุน ช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมการอ่านมายาวนาน เราพยายามต่อกระดานนี้ด้วยความต้องการให้สังคมนี้ยังมีการอ่าน และสนับสนุนให้การอ่านเกิดขึ้นในทุกระดับ
เราทำโครงการเกี่ยวกับการอ่านไปเยอะมาก เราเคยทำโครงการ 25 ปีมติชนมอบหนังสือให้ 250 โรงเรียน เคยทำโครงการช่วยเหลือโรงเรียนที่ยากไร้ที่เรียกว่าโรงเรียน ICU จัดทำโครงการห้องสมุดพร้อมปัญญา สนับสนุนให้เรือนจำทั่วประเทศส่งเสริมผู้ต้องขังให้อ่านหนังสือ มีโครงการมอบหนังสือแก่ห้องสมุดชุมชน จัดส่งหนังสือให้ที่อ่านหนังสือของโรงพยาบาล และอื่นๆ
แม้แต่ในช่วงที่เกิดโรคโควิด-19 ระบาด มติชนก็ยังจัดทำโครงการส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง พวกเราเคยไปมอบหนังสือให้หน่วยงานในจังหวัดฉะเชิงเทรานำไปส่งเสริมการอ่าน หรือเมื่อปี 2565-2566 ก็จัดทำโครงการชุมชนอุดมปัญญา กระจายหนังสือไปยังห้องสมุดชุมชนทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
พอมาถึงปีนี้ เรารู้ว่าสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่วนหนึ่งท่านเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาล ไปรอพบหมอ รอรับยา คนกลุ่มนี้คือคนที่อยู่กับการอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อผู้สนับสนุนมติชนกำลังเจ็บไข้ได้ป่วย หน้าที่ของเรา คือ นำสิ่งพิมพ์ของเราไปให้อ่านระหว่างอยู่โรงพยาบาล
เครือมติชนมีหนังสือพิมพ์รายวัน 2 ฉบับคือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ขณะนี้ได้ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข และวันที่ 5 มกราคมนี้ เครือมติชนกับกระทรวงสาธารณสุขจะทำพิธีลงนามความร่วมมือกันเพื่อจัดทำโครงการโรงพยาบาลอ่านสร้างสุข เบื้องต้นมีโรงพยาบาลเป้าหมาย 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคผิวหนัง โรงพยาบาลสงฆ์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) โดยจะมีการส่งหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสดให้โรงพยาบาลที่กำหนดแห่งละ 25 ฉบับ โดยจัดส่งให้ทุกวัน
ปานบัวคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์ เนื่องจากคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์จริงๆ และเป็นกลุ่มที่ใช้เวลารอรับการบริการที่โรงพยาบาลในทุกจุด และเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จึงอยากดูแลคนกลุ่มนี้มากขึ้น
การดูแลกลุ่มผู้สูงวัยในฐานะสื่อ สิ่งที่ทำได้คือการส่งหนังสือพิมพ์ให้อ่าน
“เมื่อพวกเขาแก่ตัวลง หาหนังสือพิมพ์ไม่ได้ ไม่เป็นไร เวลาที่ไปหาหมอ เขาจะเจอหนังสือพิมพ์ของเครือมติชนรออยู่ที่โรงพยาบาลนั้น เรายังพบเจอกันได้ เราอยากเจอกัน จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา คือโครงการโรงพยาบาลอ่านสร้างสุข”
แม้ตอนนี้จะมีหลายคนใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ผู้สูงวัยและอีกหลายคนอาจจะไม่มี หรือไม่ถนัดที่จะใช้ หลายคนเข้าไม่ถึง สังคมเราไม่ได้มีอะไรเท่ากัน ฉะนั้นจำเป็นต้องมีบางจุดที่วางหนังสือพิมพ์ไว้ให้อ่าน โดยเฉพาะคนสูงอายุ คนที่เจ็บป่วย จุดนี้เราอยากเข้าไปช่วยเหลือ
และเลือกโรงพยาบาลที่คนไปใช้บริการเยอะ เพื่อให้คนได้เข้าถึงหนังสือพิมพ์ได้ตลอดปี
ปานบัวบอกว่า หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่จัดเรียงเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ มีกองบรรณาธิการกลั่นกรองข้อเท็จจริง ไม่มีเฟคนิวส์ จึงปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย
“ถ้ามติชนยังอยู่ เราจะยังสนับสนุนการอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะว่าปลอดภัยต่อการรับรู้ และยังช่วยให้ผู้อ่านทันโลกทันเหตุการณ์จากข้อเท็จจริงที่ผ่านการกลั่นกรองมาจากพวกเรา”
มาถึงจุดนี้ ปานบัวย้ำว่า หนังสือพิมพ์เป็นอีกตัวช่วยผู้สูงวัยให้มีชีวิตต่อได้ เมื่อได้อ่านหนังสือพิมพ์ ผู้สูงวัยจะรู้สึกได้ว่ายังมีเพื่อน ยังมีการอ่าน ยังทันโลก
“มันคือทางออกของผู้สูงวัย สังคมไทยต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยข้อมูล และอยู่ด้วยองค์ความรู้”
‘ก้าวต่อไป’ ของ ‘มติชน’ ในฐานะสื่อ
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ปานบัว มองมติชนในฐานะสื่อว่าเป็นศูนย์กลางความรู้ที่สามารถสื่อสารได้เกือบทุกรูปแบบ ทั้งผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และที่ไม่ใช่สื่อสิ่งพิมพ์
มติชนได้สื่อสารผ่านกิจกรรมต่างๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าก้าวไปเกือบครบทุกมิติของการสื่อสารแล้ว
แต่มติชนยังคงต้องเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารในช่องทางอะไรก็ตาม มติชนจะพยายามเข้าไปสู่ช่องทางนั้นๆ เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารให้ไปถึงทุก Gen ทุกวัย และทุกแพลตฟอร์ม ภายใต้กรอบความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเราตั้งต้นขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้สังคมเข้มแข็งขึ้น จนวันนี้ก็ยังยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบนี้
ตรงจุดไหนที่มติชนสามารถส่งเสริม สนับสนุน และสื่อสารให้สังคมได้ข้อเท็จจริง และเข้มแข็งขึ้นได้ เราก็จะยืนอยู่ตรงจุดนั้น
ขับเคลื่อนสื่อมติชน
ปรับเนื้อหา-พัฒนาคุณภาพ
นฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการมติชน กล่าวในโอกาสหนังสือพิมพ์ก้าวสู่ปีที่ 47 ว่า มติชนฉบับแรกจำหน่ายเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2521 เราก้าวเข้าสู่ปีที่ 47 บนพื้นฐานของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน โดยหลักการก็คือการให้ข้อมูลข่าวสารที่
ถูกต้องครบถ้วน เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม ทำให้ประชาชนเข้าใจแนวทางของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลได้ฟังเสียงของประชาชน และให้กลุ่มคนภาคส่วนต่างๆ ได้รับฟังข่าวสารซึ่งกันและกัน
“มติชนเติบโตจากสื่อสิ่งพิมพ์ เรามาจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ผ่านกาลเวลาไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงยุคสมัยหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง มติชนได้เพิ่มช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน โดยการเพิ่มสื่อออนไลน์ขึ้นมา เราเปิดช่องทางสื่อสารกับประชาชนอย่างครบถ้วน ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไอจี เอ็กซ์ ยูทูบ บนหลักการพื้นฐานของการเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร ทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นในสังคม”
ปี 2567 มติชนก็ยังคงยืนอยู่บนหลักการนี้ แต่จะเพิ่มเนื้อหาที่ประชาชนให้ความสนใจและมีความสำคัญต่อประเทศ เช่น ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ การเร่งให้เกิดเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้ไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
นอกจากเราจะนำข้อมูลความรู้และข่าวสารส่งให้ประชาชนทางสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์แล้ว หลายปีที่ผ่านมา เราเพิ่มช่องทางและวิธีการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ทั้งรัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยนำข้อมูลความรู้และข่าวสารในหลากหลาย
รูปแบบ และวิธีการหนึ่งคือการจัดสัมมนา คือ เชิญผู้มีความรู้ความสามารถหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญในด้านนั้นๆ มาบอกเล่าเรื่องราวที่จะทำประโยชน์ต่อประเทศให้ประชาชนฟัง
ในปีนี้ งานสัมมนาแรกของมติชนจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มกราคม 2567 ใช้ชื่อสัมมนาว่า Thailand 2024 the great challenge เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส งานสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อปลายปีที่แล้วมติชนกับเดลินิวส์ได้ทําโพลสํารวจความเห็นประชาชน สอบถามปัญหาที่อยากให้รัฐบาลปัจจุบันแก้ไข ผลการ สํารวจของโพลออกมาว่าต้องการให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ลดค่าใช้จ่าย แก้ไขปัญหาหนี้
คราวนี้อยากจะจัดเวทีให้รัฐบาลเล่ายาวๆ ให้ประชาชนได้ฟัง ถือเป็นการตอบโพล และบอกประชาชนให้เข้าใจทิศทางของประเทศในปี 2567 ว่าเราจะเดินไปด้วยกันอย่างไร เชื่อว่าข้อมูลที่ได้รับน่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”
บรรณาธิการมติชนกล่าวถึงสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือมติชนว่า เราจะไม่ทอดทิ้งสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะเรายังเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์มีผู้ต้องการจะอ่าน เราต้องดูแลคนกลุ่มนี้ให้ถึงที่สุด ขณะเดียวกันก็พัฒนา สื่อทางโซเชียล มีการทำคลิปเพิ่ม มีการทำอินโฟกราฟิก รวมทั้งจัดงานสัมมนาเพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร
“จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราพบว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สรุปเหตุการณ์ของเมื่อวานได้ดีที่สุด สังเกตได้จากทุกเช้า เวลาเราฟังข่าวจากวิทยุก็ตาม จากโทรทัศน์ก็ตาม เราพบว่า สื่อจากวิทยุและโทรทัศน์นำข่าวสารจากสื่อสิ่งพิมพ์นี่แหละมานำเสนอ สื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังคงมีคุณค่าอยู่ แม้ว่าหลายคนจะมองว่าไม่มีคุณค่าไปแล้ว แต่ว่าเราไม่เชื่อ เราเชื่อว่ายังมีคุณค่า โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่เขาคุ้นเคยกับการอ่านหนังสือพิมพ์ พออ่านหนังสือพิมพ์เขาจะรู้ว่าตรงไหนคือ ข่าวการเมือง ตรงไหนคือ ข่าวเศรษฐกิจ ตรงไหนคือ หมวดการวิเคราะห์ ตรงไหนคือ หมวดวิพากษ์วิจารณ์ และเมื่อมีคนยังอ่านหนังสือพิมพ์ เราก็อยากตอบสนองเขาให้ได้ต่อไป”
นฤตย์กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการโรงพยาบาลอ่านสร้างสุขว่า ปีนี้มติชนจัดโครงการระดมทุนจากผู้ที่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับเราว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังมีคุณค่าอยู่ เพื่อจะนำหนังสือพิมพ์ของเราไปยังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มผู้อ่านที่คิดว่าเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นหลัก คือ กลุ่มผู้สูงวัย โดยจะเริ่มต้นโครงการตั้งแต่วันที่ 9 มกราคมนี้เป็นต้นไป เราจะเปิดระดมทุน แล้วนำเงินที่ได้รับไปจัดซื้อและจัดหาหนังสือพิมพ์ จากนั้นส่งไปตามโรงพยาบาลต่างๆ
“ส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเราจะพัฒนาคุณภาพงานคุณภาพคน และปรับเนื้อหาให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นทุกปีที่ต้องมีการปรับให้เข้ากับเหตุการณ์และสถานการณ์ทั่วๆ ไป
ในด้านออนไลน์เราจะเพิ่มวิดีโอ เพิ่มคลิป เพิ่มรายการ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนในด้านเนื้อหา และตอบสนองความต้องการของสังคม ในการที่รับฟังข่าวสารด้านต่างๆ ให้มากขึ้น”

