3 รางวัลเกียรติยศ บทพิสูจน์‘คนมติชน’คนหนังสือ(พิมพ์)

นับแต่คำว่า ‘มติชน’ ปรากฏบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ ‘น้องใหม่’ รายวัน บนแผงหนังสือเมื่อจันทร์ที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2521

งอกงาม ผลิบาน เติบโตไต่ระดับสู่แถวหน้าของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนมุ่งหน้าสู่เวอร์ชั่น ‘ออนไลน์’ ควบคู่อย่างเข้มข้นในวันนี้

ผลงานของผู้คนในรั้วมติชน ใต้ร่มเงาตึก 9 ชั้นย่านประชาชื่น
ตลอดหลายทศวรรษคือบทพิสูจน์ซึ่งถึงคุณภาพเพื่อคุณภาพของประเทศ

ล่าสุด ในปี 2566 ‘คนมติชน’ ได้รับรางวัลเกียรติยศพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

Advertisement

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

ย้ำชัดถึงอุดมการณ์ของคนหนังสือ (พิมพ์) ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน

‘ขรรค์ชัย’ เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์
‘53 ปีไม่เคยมีอาชีพอื่น’

24 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต กรุงเทพฯ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบรางวัล ‘เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์’ โดยมีบุคคลในแวดวงสื่อมวลชนมากมายเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ มานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ขึ้นเวทีรับมอบจากมือ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

ขรรค์ชัย ขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์ฯที่ให้เกียรติ พร้อมเปิดใจว่ามีความศรัทธาในการเป็น ‘นักหนังสือพิมพ์’ ตั้งแต่เป็นนักข่าวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2513 ไม่เคยมีอาชีพอื่น ขอเป็นผู้แทนของทุกคนในเครือ ‘มติชน’ ในการรับมอบ

ย้อนประวัติชีวิต ก่อนเป็นหัวเรือใหญ่เครือมติชน ‘(อาจารย์) ช้าง’ เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2487 ที่จังหวัดราชบุรี เติบโตในย่านบางขุนเทียน คว้าปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สนใจในวรรณกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อเป็นนักศึกษาได้ส่งผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารหลายฉบับ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ เพื่อนสนิทซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม จัดทำนิตยสารช่อฟ้ารายเดือนของมูลนิธิอภิธรรมวัดมหาธาตุ ที่กลายเป็นแหล่งชุมนุมของ ‘กลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวย’ หนึ่งในกลุ่มปัญญาชนนักคิดนักเขียนในช่วงยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

หลังเรียนจบ เป็นครูสอนภาษาไทยที่มาแตร์เดอีวิทยาลัย ก่อนเข้าทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างเซ็นทรัล รับหน้าที่เขียนคำโฆษณา เงินเดือน 4,000 บาท ต่อมา นพพร บุญยฤทธิ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ มอบหมายให้สุจิตต์ซึ่งทำงานที่สยามรัฐอยู่ก่อนแล้วชักชวนมาเป็น ‘นักข่าว’ นัดหมายพูดคุยที่ร้านข้าวต้มใกล้สวนลุมพินี รุ่งขึ้น ขรรค์ชัย ลาออกจากเซ็นทรัลทันที ไปรับเงินเดือนนักข่าว 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต่อมากลับถูกไล่ออกพร้อมสุจิตต์ และเสถียร จันทิมาธร เนื่องจากติดร่างแหข้อหา ‘คอมมิวนิสต์’

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ขรรค์ชัย ตัดสินใจดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์ของตนเอง โดยมองว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่นักข่าวขณะนั้นไม่รู้กระบวนการบริหารจัดการหนังสือพิมพ์ทั้งระบบ จึงเริ่มจากการเปิด ‘โรงพิมพ์พิฆเณศ’ ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2515 รับจ้างพิมพ์หนังสือทุกชนิดเพื่อเรียนรู้ขั้นตอน

ระหว่างนั้น กำพล วัชรพล หัวเรือใหญ่ ‘ไทยรัฐ’ ให้คนมาชักชวนขรรค์ชัยไปเขียนข่าวสังคมหน้า 4 จึงหันไปทำงานประจำที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ใช้นามปากกา ‘หวานเย็น’ พร้อมๆ กับงานโรงพิมพ์พิฆเณศ

ขรรค์ชัย ได้รับประสบการณ์ด้านการจัดจำหน่ายจากไทยรัฐ หลังติดตามกำพลไปตรวจตลาดและพบปะเอเยนต์ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งได้นำมาใช้ในกิจการหนังสือพิมพ์ที่ตนก่อตั้งขึ้นในเวลาต่อมา

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ขรรค์ชัย เข้าเฝ้า พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ‘พระองค์วรรณฯ’ เพื่อทูลขอหัวหนังสือพิมพ์ ‘ประชาชาติ’ เนื่องจากยุคนั้น รัฐบาลไม่อนุญาตให้เปิดหัวหนังสือพิมพ์ใหม่ พระองค์วรรณฯ ประทานเงิน ‘ขวัญถุง’ 900 บาท พร้อมคำอวยพร

15 พฤศจิกายน 2516 ‘ประชาชาติรายสัปดาห์’ วางแผงครั้งแรก ก่อนขยับขยายเป็น ‘ประชาชาติรายวัน’ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2517 โดยขรรค์ชัยเป็นบรรณาธิการด้วยตนเอง ต่อมา ปรับเป็น ‘รวมประชาชาติรายวัน’ แล้วมีพัฒนาการต่อมาเป็น ‘ประชาชาติธุรกิจ’ จนถึงวันนี้ ภายใต้สโลแกน ‘เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว’

ต่อมา ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ‘มติชนรายวัน’ โดยเป็นบรรณาธิการคนแรกวางแผงฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ.2521 ราคา 1 บาท 50 สตางค์ มี 8 หน้า ที่ทำการตั้งอยู่บนตึกแถวเล็กๆ หน้าวัดราชบพิธ ก่อนสร้างอาคารใหม่ย่านประชาชื่น จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2532 ขณะที่ขรรค์ชัยมีอายุเพียง 45 ปี

ปัจจุบัน ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 47 ภายใต้สโลแกน ‘หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ’

ขรรค์ชัย ยังก่อตั้ง ‘มติชนสุดสัปดาห์’ เมื่อ พ.ศ.2523 โดยเป็นบรรณาธิการคนแรกเช่นกัน เนื้อหาผสมผสานบทวิเคราะห์ทางการเมืองและสังคม วัฒนธรรมและบันเทิงคดี กระทั่งต่อมา ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวสด’ เมื่อ พ.ศ.2534 ภายใต้สโลแกน ‘ครบทุกรส สดทุกเรื่อง’ เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้อ่านในบทบาท ‘หมาเฝ้าบ้าน’ ติดตามตรวจสอบเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคม ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนแบบกัดไม่ปล่อย

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลความรู้สู่สังคมผ่านหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ และนิตยสารต่างๆ ทั้งฉบับพิมพ์และออนไลน์ ได้แก่ มติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม, เส้นทางเศรษฐี และเทคโนโลยีชาวบ้าน รวมถึงสำนักพิมพ์มติชน อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ในเครือ

กว่าครึ่งศตวรรษบนเส้นทาง ‘คนหนังสือพิมพ์’ ขรรค์ชัย สร้างผลงาน
มากมาย จาก ‘นักข่าว’ ลงพื้นที่ภาคสนาม สู่ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงปัจจุบัน, ‘บรรณาธิการ’ ที่บุกเบิกสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการสื่อ, ‘คอลัมนิสต์’ ที่มีมากกว่า 10 นามปากกา อาทิ หวานเย็น, บุญมือ ชนบท และสองคม ชอบสามเหลี่ยม เป็นต้น รวมถึงผลงานรวมเล่มมากมาย

ล่าสุด คือ ‘ข้างขึ้นข้างแรม’ รวมโคลงของขรรค์ชัยและกลอนของสุจิตต์จากหน้า 3 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ ระหว่างเดือนมกราคม 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 ถือเป็นการกลับมาของ ‘สองกุมารสยาม’ ซึ่งเป็นฉายาที่ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ตั้งให้ทั้งคู่เมื่อครั้งยังหนุ่ม

ในวัยก้าวเข้าสู่ 80 ปี ยังคงมีผลงานโคลงวิพากษ์สังคมการเมือง ตีพิมพ์
ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ รวมถึงปรากฏตัวในรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน ผ่านเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์-โบราณคดีเข้าสู่ปีที่ 8

นำพาเครือมติชน ฝ่าวิกฤตการณ์ต่างๆ นานัปการ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การดิสรัปต์ด้านเทคโนโลยีในยุคเปลี่ยนผ่านจากกระดาษสู่ออนไลน์ ก้าวผ่านวิกฤตนานัปการอย่างภาคภูมิ

‘สุพจน์’ บก.นิตยสาร ‘ศิลปวัฒนธรรม’
บรรณาธิการดีเด่น รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง

สุพจน์ แจ้งเร็ว บก.นิตยสารศิลปวัฒนธรรม เจ้าของรางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง

กลางปี 2566 สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 พร้อมประกาศรางวัล ‘บรรณาธิการดีเด่น รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ประจำปีพุทธศักราช 2565’ โดยปรากฏนาม สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในเครือมติชน เป็นหนึ่งในนั้น

ในโอกาสรับรางวัลดังกล่าว สุพจน์ ปาฐกถาพิเศษ ขอบคุณบุคคลต่างๆ ที่ให้โอกาส และเป็น ‘ครู’ ทั้งในและนอกตำรา ทั้งในชีวิตจริง และในตัวอักษร อาทิ นิลวรรณ ปิ่นทอง, เปลื้อง ณ นคร, สุภา ศิริมานนท์,
สุลักษณ์ ศิวรักษ์, อาจินต์ ปัญจพรรค์, เสถียร จันทิมาธร, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, สุจิตต์ วงษ์เทศ และขรรค์ชัย บุนปาน

นอกจากนี้ ยังมีใจความสำคัญในตอนหนึ่งว่า

“…หลายปีมานี้ที่ติดต่อกันมา นิตยสารหลายเล่มต้องปิดตัวไป และที่เห็นชัดที่สุดก็คือแผงหนังสือริมทางซึ่งเป็นสถานที่สำคัญสำหรับเผยแพร่จำหน่ายหนังสือเหล่านี้แก่ผู้อ่านทั่วๆ ไป อาจจะเป็นคนรุ่นเก่า แทบหาไม่ได้แล้ว พูดได้ว่าไม่มีแล้ว ทุกวันนี้เรามีสมาร์ทโฟน มีโซเชียลมีเดีย มีทุกอย่างในตัวเอง มีหนังสือ มีโทรทัศน์ มีวิทยุ คุณจะฟัง ดู อ่าน อะไรในตัวมันได้ทั้งหมด แม้ระหว่างยืนรอรถประจำทางซึ่งยาวนานพอที่จะดู อ่าน ฟัง สิ่งเหล่านั้น

ข้อกังขาในปี 2505 ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายหวั่นใจว่า ‘เด็กของเราฟังดูอ่านอะไร’ เมื่อมาถามในปีนี้ คำตอบมันจะได้ไม่เหมือนเดิมอีก

แล้วบทบาทของบรรณาธิการคืออะไรในสังคมหนังสือปัจจุบัน ผมคิดว่ารูปแบบหนังสือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือว่าช่องทางการขาย หรือเนื้อหาการเขียน อะไรก็ตาม เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บทบาทของบรรณาธิการในฐานะบรรณาธิการ มันไม่น่าจะต่างกัน

ผมเคยคุยกับวงสนทนาเล่นๆ กับบรรณาธิการอาวุโสหลายท่าน ถามว่า บทบาทของบรรณาธิการคืออะไร ท่านนั้นก็ตอบสั้นๆ สั้นที่สุดเลย ‘ค้นหาเพชร’

ซึ่งไอ้คำตอบสั้นๆ นี้เราต้องมาขยายความนะครับ คือบรรณาธิการคนหนึ่ง ไม่ว่าจะหนังสือ หรือจอกระจก หรือจะเป็นหนังสือ หรืออะไรก็ตาม เมื่อต้องการให้หนังสือดำเนินไป ก็จะต้องหางานเขียนที่ดี ที่มีค่า น่าสนใจต่อผู้อ่านของเขา ต้องการนักเขียนในทางที่เขาต้องการ คือต้องสอดคล้องกับความต้องการของสถานะหนังสือ

บรรณาธิการท่านหนึ่งกล่าวว่า บรรณาธิการเป็นอย่างไร หนังสือก็เป็นอย่างนั้น นั่นคือนักเขียนอยู่ในดุลพินิจของบรรณาธิการว่าดี ว่าเหมาะ หรือบรรณาธิการชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งมันนำไปสู่การทำเป็นหนังสือออกเผยแพร่สู่สาธารณะ

คราวนี้ นักเขียนก็ไม่ได้มีแต่นักเขียนมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จในทันที ในระหว่างที่หนังสือมันดำเนินการไปนั้น มันก็มีคนใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือเล่มนิตยสารอะไรก็ตาม นี่คือ ‘เพชร’ ที่บรรณาธิการมีบทบาทในการนำเสนอต่อสังคมหนังสือ และที่สำคัญคือเพชรที่ว่านี้ มันไม่ได้สำเร็จรูปเสมอไป บางคนมีฝีมืออยู่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสเสนอตัวในสังคมหมู่มาก บางคนยังต้องการเจียระไน

ลองนึกถึงคุณ ‘กุหลาบ สายประดิษฐ์’ หรือ ‘ศรีบูรพา’ บังคับให้คุณ ‘โชติ แพร่พันธุ์’ เขียนหนังสือ เราก็ได้ ‘ยาขอบ’ นึกถึง อ.นิลวรรณกำลังจะถ่ายทอดวิชาบรรณาธิการให้แก่ คุณ ‘สุภัทร สวัสดิ์ลักษณ์’ สิ่งที่ตามมาในเวลาต่อมาคือ นิตยสาร ‘สกุลไทย’ และในหน้าของสตรีสารนั้นก็เป็นเวทีให้นักเขียนอีกหลายท่าน ได้เริ่มต้นหรือสร้างชื่อเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา กฤษณา อโศกสิน, โบตั๋น (สุภา สิริสิงห) และวาณิช จรุงกิจอนันต์ เริ่มมาจากตรงนี้

นึกถึง อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เมื่ออ่านงานของ ‘อังคาร กัลยาณพงศ์’ นึกถึงคุณ ‘จำนง รังสิกุล’ แห่งไทยทีวีช่อง 4 ที่ขอร้องแกมบังคับถึง 2 ครั้งให้คุณ ‘อาจินต์ ปัญจพรรค์’ เข้ามารับทำหนังสือนิตยสารไทยทีวี ตอนนั้นคุณอาจินต์ยังเป็นแค่นักเขียนและประจำอยู่ช่อง 4 จากตรงนั้นเราจึงได้ ‘ฟ้าเมืองไทย’ ในเวลาอีก 10 ปีต่อมา และจากฟ้าเมืองไทยเราได้ ‘นิมิตร ภูมิถาวร’ ได้ ‘คำพูน บุญทวี’ หรือนักเขียนรางวัลซีไรต์ นี่คือเรื่องราวของเพชรที่บรรณาธิการในแต่ละรุ่นๆ ได้สร้างและส่งต่อกันมา

คราวนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวสักนิดของศิลปวัฒนธรรม เมื่อ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ออกนิตยสารมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2522 คุณสุจิตต์ ได้รู้จักกับฝรั่งอังกฤษคนหนึ่ง ทำงานธนาคาร ไม่เคยเขียนหนังสือที่ไหน แต่มีความรู้ภาษาไทย มีความรู้ที่เขาศึกษาด้วยตนเองจนเขาอ่านศิลาจารึกได้ ฝรั่งคนนั้นเริ่มต้นเขียนหนังสือ เริ่มต้นเขียนบทความเป็นภาษาไทยครั้งแรกใน ‘ศิลปวัฒนธรรม’ ในฉบับปฐมฤกษ์ เรื่อง ‘ส้วม สมัยสุโขทัย’ เขาเขียนด้วยความรู้ เขียนด้วยอารมณ์ขัน เป็นต้นฉบับลายมือเท่าหม้อแกงของเขาเนี่ย แล้วก็มีสะกดผิด สะกดถูก แต่สำนวนทั้งหมดเป็นของเขา 100% ไม่มีบรรณาธิการคนไหนไปแก้ได้และไม่สมควรจะแก้ นั่นคือ คุณ ‘ไมเคิล ไรท’ เจ้าของฉายาฝรั่งคลั่งสยาม ซึ่งน่าเสียดายที่ท่านล่วงลับไปแล้ว……..

กล่าวโดยสรุปก็คือ บทบาทของการหาเพชร หรือนักเขียน ซึ่งรวมไปถึงคนทำหนังสือรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถพัฒนาสังคมหนังสือต่อไปได้ คือบทบาทของบรรณาธิการที่ผ่านมารุ่นต่อรุ่น นับตั้งแต่เรามีระบบการพิมพ์แบบตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นหนังสือมันไม่อยู่

ตราบใดที่ยังมีหนังสือไม่ว่าจะในรูปแบบกระดาษ หรือจอกระจก ตราบใดที่มีผู้ชอบเขียน ตราบใดที่ยังมีคนชอบอ่านตราบนั้นบรรณาธิการทั้งหลายก็ยังคงมีบทบาทดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นบทบาทในฐานะ
ผู้ประสานทั้ง 3 ส่วน คือ คนทำหนังสือ คนเขียนหนังสือ และคนอ่านหนังสือให้เขากัน และโดยบทบาทเช่นนี้ที่ได้ผลักดันให้สังคมหนังสือโดยรวมดำเนินต่อไป อย่างน้อยก็ในปัจจุบัน ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าของสังคมหนังสือจะเป็นอย่างไรก็ตาม”

(ที่มา : เว็บไซต์นิตยสารศิลปวัฒนธรรม)

‘สุวพงศ์’ บก.มติชนสดสัปดาห์ ‘บรรณาธรเกียรติยศ’
ทำงานด้วยศรัทธา ‘ไม่แสวงหาผลประโยชน์’

‘บรรณาธรเกียรติยศ’ (จากซ้าย) เรืองกิตติ์ รักกาญจนันท์, สุภาวดี หาญเมธี, จตุพล บุญพรัด และสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บก.มติชนสุดสัปดาห์

สิงหาคม 2566 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลบรรณาธรเกียรติยศ ประจำปี 2566 โดยมี สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เป็น 1 ใน 4 บุคคลที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

คัดสรรจากบุคคลที่รังสรรค์ชีวิตของวงวรรณกรรมไทยให้ธำรงอยู่อย่างมีความหมาย ถาวรและสง่างาม

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวขึ้นเมื่อ 16 กันยายนที่ผ่านมา

สมาคมนักเขียนฯ เผยแพร่คำประกาศเชิดชูเกียรติ ถ้อยคำจับใจในตอนหนึ่งว่า

‘นายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร มีปณิธานในการทำงานโดยยึดแนวทางและจรรยาบรรณของวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่มุ่งความเที่ยงธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ฟุ้งเฟ้อ และ ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากอาชีพ

รวมทั้งพร้อมเป็นสื่อกลางที่จะนำข่าวสาร ความรู้ไปสู่ประชาชน โดยมีอคติน้อยที่สุด และยังพยายามทำให้หนังสือที่ร่วมดูแลอยู่เป็นเวทีที่เปิดกว้างให้บุคคลฝ่ายต่างๆ ได้ใช้เป็นพื้นที่แสดงออกผ่านทั้งข่าวสาร การสัมภาษณ์ การนำเสนอบทความ เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ ทั้งในกรอบและนอกกรอบ

รวมทั้งไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการเมืองตามแนวทางหนังสือ หากแต่พยายามให้มีความหลากหลายในเนื้อหา เพื่อตอบสนองความต้องการผู้อ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้…..

ตลอดระยะเวลา 38 ปีในการทำงานด้วยความศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพบรรณาธิการ เป็นแบบอย่างแก่เยาวชน และมีผลงานปรากฏจนเป็นที่ยอมรับในฐานะบรรณาธิการที่อุทิศตนเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง’

สุวพงศ์ เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด จบการศึกษาจาก คณะนิเทศศาสตร์ (สาขาการหนังสือพิมพ์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้สื่อข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เมื่อ พ.ศ.2528 จากนั้นเป็น
ผู้สื่อข่าวสายการเมือง ประจำรัฐสภา ต่อมาขึ้นเป็นหัวหน้าข่าว หน้า 1 และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน ตามลำดับ

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์อันแพรวพราว เฉียบคม เปี่ยมอารมณ์ขัน ล่อเป้า เย้าแหย่ชวนแสบคัน ชี้แนะผู้มีอำนาจเร่งเกาให้ถูกจุด

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image