‘อาวุธปืน’ ของหาง่าย ปัจจุบันซื้อผ่านออนไลน์ อดีตพายเรือขาย ?!?

10.01.24 | 14:26 น.

อาวุธปืนเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดคดีอาชญากรรมในปัจจุบัน หลายฝ่ายมองว่าการได้มาครอบครองที่ง่ายและสะดวก เช่นในปัจจุบันที่มีการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ หากในอดีตการซื้อหาปืนสักกระบอกก็สะดวกรวดเร็วไม่แพ้กัน เพราะพ่อค้าเอาปืนใส่เรือมาขายให้ได้ลองน้ำหนัก, สัมผัสของจริง กันถึงหน้าบ้านเลย

นี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เขียนไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมกราคม 2567 ด้วยบทความที่ชื่อว่าโจร ปืน ชาวนา อาชญากรรม : การ แพร่กระจายของอาวุธปืนในทุ่งรังสิตสมัยรัชกาลที่ 5”

ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น พื้นที่ทุ่งรังสิตเป็นโครงการชลประทานที่บริหารงานโดยเอกชนที่มีขนาดใหญ่สุด คือ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ทําจัดสรรและจําหน่ายที่ดิน ด้วยการขุดคลองชลประทานทั่วทั้งโครงการ โดยมีคลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นคลองสายหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ทํานา เนื่องจากหลังการทําสนธิสัญญาเบาริ่ง ข้าวเป็นสินค้าหลักเพื่อการส่งออกมีความต้องการเนื้อที่ทํานาอย่างมาก 

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองช่วงรัชกาลที่ 5 กับอาวุธปืนประจำกายที่ใช้ปราบโจรผู้ร้าย (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

นอกจากนี้ ผลจากสภาพทางเศรษฐกิจที่กําลังขยายตัว และการผ่อนคลายระบบไพร่ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ส่งผลให้ไพร่จํานวนมากมีอิสระในการประกอบอาชีพ พื้นที่ทุ่งรังสิตจึงเป็นเสมือนโอกาสให้กับบรรดาไพร่ในระบบเดิมอพยพเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในฐานะชาวนาอิสระ

ทว่า พื้นที่เขตเศรษฐกิจการเกษตรก็เต็มไปด้วยคดีความต่างๆ เช่น คดีที่ดิน, คดีอาชญากรรม ที่หลายครั้ง มีอาวุธปืนเป็นเครื่องมือ 

Advertisement

การเปิดพื้นที่ทุ่งรังสิตให้ราษฎรจํานวนมากอพยพเข้ามา แต่ไม่มีการรวมตัวหรือลงหลักปักฐานเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีระยะเวลายาวนานพอที่สามารถปกป้องตนเอง เช่น การมีนักเลงในท้องถิ่น หรือมีหัวหน้าชุมชนที่เข้มแข็ง เหมือนชุมชนเก่าอื่นๆ จึงเกิดการปล้นสะดม ในรายงานของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามเมื่อ พ..2450 กล่าวถึงปัญหานี้ว่า

“…ด้วยราษฎรชาวนาในบริเวณคลองต่างๆ แขวงเมืองธัญญบุรี นครนายก แลฉะเชิงเทรามาร้องทุกข์หลาย รายว่า การปล้นสดมภ์แลต้อนฝูงกระบือกลางวันปีนี้ชุกชุมมากกว่าทุกปี ถ้าอยู่ด้วยกันเพียง 5-6 โรงเป็นหมู่ หนึ่งก็อยู่ไม่ได้โดยไม่มีกำลังภอที่จะป้องกันผู้ร้าย จําเป็นต้องอพยพหนี เมื่อราษฎรมาร้องเช่นนี้บริษัทจะนิ่งเสียก็ไม่เป็นการควร…”

บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามในฐานะเจ้าของเขตสัมปทาน เคยขออนุญาตสั่งซื้อปืนหลายสิบกระบอกและกระสุนหลายพันนัด เพื่อใช้ป้องกันทรัพย์สินที่มักถูกผู้ร้ายเข้าปล้น ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นอาวุธประจํากายของเจ้าหน้าที่บริษัทแล้ว ยังมีการแจกจ่ายให้กับราษฎรในพื้นที่ไว้ต่อสู้กับผู้ร้ายด้วย

หน่วยงานราชการอื่นๆ เช่น กรมการอําเภอก็พยายามที่จะนําอาวุธปืนมาใช้โดยแจกจ่ายให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านดังปรากฏใน พ..2443 พระอารักษ์ประชาราษฎร์ ผู้ว่าราชการเมืองปทุมธานี ได้ขอพระราชทานเบิกปืนหลวงไปแจกจ่ายให้กํานันผู้ใหญ่บ้านไว้ใช้เวลาตรวจท้องที่และต่อสู้กับโจรผู้ร้ายจํานวน 100 กระบอก

ส่วนหนึ่งของปัญหาของความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน มาจากการไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมการพกพาอาวุธปืน การค้า และการจดทะเบียนครอบครอง เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในการก่อคดีต่างๆ 

การตรวจการดำเนินงานโครงการขุดคลองรังสิต สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

รายงานของกองตระเวน พ..2441-2442 ระบุถึงปัญหาดังกล่าวว่าแลวินิจฉัยดูแทบทุกบ้านในพระนครก็มีอาวุทธ์ปืนสำหรับบ้าน ในสมัยนี้ยังไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ การขายปืนทำปืนแลกระสุนดินดำ ย่อมหาได้ง่ายกันทุกคน แลพวกผู้ร้ายก็ใช้ปืนตามสบายก็เป็นทางให้เกิดความร้ายแรงต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ แลมหาชนทุกคนก็พกปืนได้ตามสบาย

ปืนแลเครื่องกระสุนดินดำก็ซื้อกันได้ง่ายๆ โดยโรงรับจำนำแทบทุกโรงก็มีเครื่องเหล่านี้ขาย พระราชบัญญัติที่ห้ามไม่ให้พกพาอาวุธก็มีแต่ลงโทษผู้ที่ผิดในข้อนี้เบานัก ผู้ที่กระทำผิดจึงไม่เข็ดหลาบ ปืนโก๊แลมีดเป็นเครื่องที่พกได้ง่าย แลซึ่งเป็นเครื่องที่มักใช้กันอยู่เสมอ ถ้าไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธแล้ว คดีอันร้ายแรง เช่นนี้ก็จะไม่ลดน้อยลงได้…”

การไม่มีพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้การซื้อขายอาวุธปืนที่กระทำได้โดยเสรี เฉพาะในกรุงเทพฯ มีร้านขายอาวุธปืน และกระสุนดินดำโดยเปิดเผยประมาณ 50 ร้าน แต่ปัญหาของการซื้อขายอาวุธปืนคือการลักลอบนำอาวุธปืนเข้ามาจำหน่าย

หนังสือของ มิสเตอร์อิริก เซ็นต์ เย ลอสัน ผู้บังคับการกองตระเวน กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง นเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ใน พ..2449 กล่าวถึงที่มาของอาวุธปืนโดยมิชอบ และความ ต้องการกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้ว่า

บ้านเรือนของราษฎรที่อยู่อาศัยในคลองรังสิต สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

“…ปืนเหล่านี้จะเข้ามาในกรุงสยามได้ก็แต่ทางเดียวโดยลักลอบเอาและเป็นเครื่องหมายว่าปืนนี้เป็นอันจำได้เหมือนอย่างปืนที่ได้พบในพวกเจ้าพนักงานเรือกลไฟไดโนเมื่อเร็วๆ นี้พระราชบัญญัติที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ซึ่งห้ามการเอาปืนเข้ามาในประเทศนี้ แต่หาได้ห้ามการขายปืนนั้นไม่ ไม่เป็นคุณประโยชน์อันใดเป็นอันใช้ไม่ได้

ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานกราบทูลเตือนอีกว่า เป็นการจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ กรมกองตระเวนได้พยายามที่สุดที่จะปราบคดีอุกฉกรรจ์ แต่ตามการที่เป็นอยู่โดยที่ปืนอย่างใหม่สุดนั้นได้ ซื้อขายกันได้ในพวกคนร้ายโดยเปิดเผยตลอดแผนกชั้นนอกนั้น ความพยายามของกองตระเวนต้องติดขัดอย่างที่สุด…”

ดังนั้น แขกหะยีซัน คนในบังคับฝรั่งเศส จึงสามารถพายเรือเร่ขายปืนถึงหน้าบ้านผู้บริโภค จนเกิดเหตุปืนลั่นเป็นคดีความขึ้นมา จากรายงานของกองตระเวนระบุว่า “…เดิมวันที่ 27 มกราคม 124 [..2448] เวลาบ่าย 2 โมงเสศ ได้ภายเรือเที่ยวขายอาวุธตามลําคลองรังสิต พอถึงระหว่างคลอง 6-7 น่าบ้านนายเอมผู้ใหญ่บ้าน มีลาวชายมีชื่อหลายคนเรียกขอซื้อปืน 

ข้าพเจ้าจึงแวะเข้าไป ชายมีชื่อคนหนึ่งถามว่าจะซื้อปืนแก็บ แล้วข้าพเจ้าหยิบปืนแก็บให้ดู ยังไม่ทันต่อรองราคากัน แล้วชายมีชื่อผู้ตายเดินมาแต่ไหนไม่ทราบถามซื้อปืน 12 นัด ข้าพเจ้าตอบว่าไม่มี มีแต่อย่างอื่นเป็นปืนปัศตัน แล้วชายคนนั้นก็บอกข้าพเจ้าหยิบปืนเปรานิงให้ดู แล้วชักตลับลูกกระสุนออกแล้วยื่นส่งให้ชายมีชื่อ ดูๆ ก็รับเอาปืนไปดูแล้วสับนกนั้นก็ลั่นถูกตาย…”

ถึงตรงนี้ ก่อนจะประเมินว่า การแพร่หลายของอาวุธปืน, การใช้อาวุธปืนก่อคดีอาชญากรรม ฯลฯ ในอดีตและปัจจุบัน ช่วงใดหนักหนาสาหัสกว่ากัน อยากชวนท่านผู้อ่านโปรดติดตาม นิตยสารศิลปวัฒนธรรมฉบับต้อนรับปีใหม่ 2567 เพราะที่ยกมานี้แค่สินค้าตัวอย่าง ของจริงในเล่มยังมีข้อมูลอีกเพียบ

วิภา จิรภาไพศาล

[email protected]