“อาวุธปืน” เป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดคดีอาชญากรรมในปัจจุบัน หลายฝ่ายมองว่าการได้มาครอบครองที่ง่ายและสะดวก เช่นในปัจจุบันที่มีการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ หากในอดีตการซื้อหาปืนสักกระบอกก็สะดวกรวดเร็วไม่แพ้กัน เพราะพ่อค้าเอาปืนใส่เรือมาขายให้ได้ลองน้ำหนัก, สัมผัสของจริง กันถึงหน้าบ้านเลย
นี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เขียนไว้ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมกราคม 2567 ด้วยบทความที่ชื่อว่า “โจร ปืน ชาวนา อาชญากรรม : การ แพร่กระจายของอาวุธปืนในทุ่งรังสิตสมัยรัชกาลที่ 5”
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น พื้นที่ทุ่งรังสิตเป็นโครงการชลประทานที่บริหารงานโดยเอกชนที่มีขนาดใหญ่สุด คือ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ที่ทําจัดสรรและจําหน่ายที่ดิน ด้วยการขุดคลองชลประทานทั่วทั้งโครงการ โดยมีคลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นคลองสายหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ทํานา เนื่องจากหลังการทําสนธิสัญญาเบาริ่ง ข้าวเป็นสินค้าหลักเพื่อการส่งออกมีความต้องการเนื้อที่ทํานาอย่างมาก

นอกจากนี้ ผลจากสภาพทางเศรษฐกิจที่กําลังขยายตัว และการผ่อนคลายระบบไพร่ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ส่งผลให้ไพร่จํานวนมากมีอิสระในการประกอบอาชีพ พื้นที่ทุ่งรังสิตจึงเป็นเสมือนโอกาสให้กับบรรดาไพร่ในระบบเดิมอพยพเข้ามาแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในฐานะ “ชาวนาอิสระ”
ทว่า พื้นที่เขตเศรษฐกิจการเกษตรก็เต็มไปด้วยคดีความต่างๆ เช่น คดีที่ดิน, คดีอาชญากรรม ที่หลายครั้ง มี “อาวุธปืน” เป็นเครื่องมือ
การเปิดพื้นที่ทุ่งรังสิตให้ราษฎรจํานวนมากอพยพเข้ามา แต่ไม่มีการรวมตัวหรือลงหลักปักฐานเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีระยะเวลายาวนานพอที่สามารถปกป้องตนเอง เช่น การมีนักเลงในท้องถิ่น หรือมีหัวหน้าชุมชนที่เข้มแข็ง เหมือนชุมชนเก่าอื่นๆ จึงเกิดการปล้นสะดม ในรายงานของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามเมื่อ พ.ศ.2450 กล่าวถึงปัญหานี้ว่า
“…ด้วยราษฎรชาวนาในบริเวณคลองต่างๆ แขวงเมืองธัญญบุรี นครนายก แลฉะเชิงเทรามาร้องทุกข์หลาย รายว่า การปล้นสดมภ์แลต้อนฝูงกระบือกลางวันปีนี้ชุกชุมมากกว่าทุกปี ถ้าอยู่ด้วยกันเพียง 5-6 โรงเป็นหมู่ หนึ่งก็อยู่ไม่ได้โดยไม่มีกำลังภอที่จะป้องกันผู้ร้าย จําเป็นต้องอพยพหนี เมื่อราษฎรมาร้องเช่นนี้บริษัทจะนิ่งเสียก็ไม่เป็นการควร…”
บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามในฐานะเจ้าของเขตสัมปทาน เคยขออนุญาตสั่งซื้อปืนหลายสิบกระบอกและกระสุนหลายพันนัด เพื่อใช้ป้องกันทรัพย์สินที่มักถูกผู้ร้ายเข้าปล้น ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นอาวุธประจํากายของเจ้าหน้าที่บริษัทแล้ว ยังมีการแจกจ่ายให้กับราษฎรในพื้นที่ไว้ต่อสู้กับผู้ร้ายด้วย
หน่วยงานราชการอื่นๆ เช่น กรมการอําเภอก็พยายามที่จะนําอาวุธปืนมาใช้โดยแจกจ่ายให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านดังปรากฏใน พ.ศ.2443 พระอารักษ์ประชาราษฎร์ ผู้ว่าราชการเมืองปทุมธานี ได้ขอพระราชทานเบิกปืนหลวงไปแจกจ่ายให้กํานันผู้ใหญ่บ้านไว้ใช้เวลาตรวจท้องที่และต่อสู้กับโจรผู้ร้ายจํานวน 100 กระบอก
ส่วนหนึ่งของปัญหาของความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน มาจากการไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมการพกพาอาวุธปืน การค้า และการจดทะเบียนครอบครอง เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในการก่อคดีต่างๆ

รายงานของกองตระเวน พ.ศ.2441-2442 ระบุถึงปัญหาดังกล่าวว่า “แลวินิจฉัยดูแทบทุกบ้านในพระนครก็มีอาวุทธ์ปืนสำหรับบ้าน ในสมัยนี้ยังไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ การขายปืนทำปืนแลกระสุนดินดำ ย่อมหาได้ง่ายกันทุกคน แลพวกผู้ร้ายก็ใช้ปืนตามสบาย…ก็เป็นทางให้เกิดความร้ายแรงต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ แลมหาชนทุกคนก็พกปืนได้ตามสบาย
ปืนแลเครื่องกระสุนดินดำก็ซื้อกันได้ง่ายๆ โดยโรงรับจำนำแทบทุกโรงก็มีเครื่องเหล่านี้ขาย พระราชบัญญัติที่ห้ามไม่ให้พกพาอาวุธก็มีแต่ลงโทษผู้ที่ผิดในข้อนี้เบานัก ผู้ที่กระทำผิดจึงไม่เข็ดหลาบ ปืนโก๊แลมีดเป็นเครื่องที่พกได้ง่าย แลซึ่งเป็นเครื่องที่มักใช้กันอยู่เสมอ ถ้าไม่มีพระราชบัญญัติสรรพาวุธแล้ว คดีอันร้ายแรง เช่นนี้ก็จะไม่ลดน้อยลงได้…”
การไม่มีพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้การซื้อขายอาวุธปืนที่กระทำได้โดยเสรี เฉพาะในกรุงเทพฯ มีร้านขายอาวุธปืน และกระสุนดินดำโดยเปิดเผยประมาณ 50 ร้าน แต่ปัญหาของการซื้อขายอาวุธปืนคือการลักลอบนำอาวุธปืนเข้ามาจำหน่าย
หนังสือของ มิสเตอร์อิริก เซ็นต์ เย ลอสัน ผู้บังคับการกองตระเวน กราบทูล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง นเรศรวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล ใน พ.ศ.2449 กล่าวถึงที่มาของอาวุธปืนโดยมิชอบ และความ ต้องการกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้ว่า

“…ปืนเหล่านี้จะเข้ามาในกรุงสยามได้ก็แต่ทางเดียวโดยลักลอบเอาและเป็นเครื่องหมายว่าปืนนี้เป็นอันจำได้เหมือนอย่างปืนที่ได้พบในพวกเจ้าพนักงานเรือกลไฟไดโนเมื่อเร็วๆ นี้…พระราชบัญญัติที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ซึ่งห้ามการเอาปืนเข้ามาในประเทศนี้ แต่หาได้ห้ามการขายปืนนั้นไม่ ไม่เป็นคุณประโยชน์อันใดเป็นอันใช้ไม่ได้
ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานกราบทูลเตือนอีกว่า เป็นการจำเป็นที่สุดที่จะต้องมีพระราชบัญญัติสรรพาวุธ กรมกองตระเวนได้พยายามที่สุดที่จะปราบคดีอุกฉกรรจ์ แต่ตามการที่เป็นอยู่โดยที่ปืนอย่างใหม่สุดนั้นได้ ซื้อขายกันได้ในพวกคนร้ายโดยเปิดเผยตลอดแผนกชั้นนอกนั้น ความพยายามของกองตระเวนต้องติดขัดอย่างที่สุด…”
ดังนั้น แขกหะยีซัน คนในบังคับฝรั่งเศส จึงสามารถพายเรือเร่ขายปืนถึงหน้าบ้านผู้บริโภค จนเกิดเหตุปืนลั่นเป็นคดีความขึ้นมา จากรายงานของกองตระเวนระบุว่า “…เดิมวันที่ 27 มกราคม 124 [พ.ศ.2448] เวลาบ่าย 2 โมงเสศ ได้ภายเรือเที่ยวขายอาวุธตามลําคลองรังสิต พอถึงระหว่างคลอง 6-7 น่าบ้านนายเอมผู้ใหญ่บ้าน มีลาวชายมีชื่อหลายคนเรียกขอซื้อปืน
ข้าพเจ้าจึงแวะเข้าไป ชายมีชื่อคนหนึ่งถามว่าจะซื้อปืนแก็บ แล้วข้าพเจ้าหยิบปืนแก็บให้ดู ยังไม่ทันต่อรองราคากัน แล้วชายมีชื่อผู้ตายเดินมาแต่ไหนไม่ทราบถามซื้อปืน 12 นัด ข้าพเจ้าตอบว่าไม่มี มีแต่อย่างอื่นเป็นปืนปัศตัน แล้วชายคนนั้นก็บอกข้าพเจ้าหยิบปืนเปรานิงให้ดู แล้วชักตลับลูกกระสุนออกแล้วยื่นส่งให้ชายมีชื่อ ดูๆ ก็รับเอาปืนไปดูแล้วสับนกนั้นก็ลั่นถูกตาย…”
ถึงตรงนี้ ก่อนจะประเมินว่า การแพร่หลายของอาวุธปืน, การใช้อาวุธปืนก่อคดีอาชญากรรม ฯลฯ ในอดีตและปัจจุบัน ช่วงใดหนักหนาสาหัสกว่ากัน อยากชวนท่านผู้อ่านโปรดติดตาม นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับต้อนรับปีใหม่ 2567 เพราะที่ยกมานี้แค่สินค้าตัวอย่าง ของจริงในเล่มยังมีข้อมูลอีกเพียบ
วิภา จิรภาไพศาล

